แนะนำวิธีการโอเวอร์คล็อกเบื้องต้น

Speed-up-your-computer

เอาล่ะครับ ในคอลัมม์ Hard Stuff ฉบับนี้เราจะมาพูดถึงกระบวนวิธีการโอเวอร์คล็อกแบบง่ายๆ โดยผมจะร่ายยาวไปตั้งแต่ความหมายของคำว่าโอเวอร์คล็อก การคำนวณตัวเลขเบื้องต้น ตลอดจนวิธีการเร่งความเร็วของระบบให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ผมจะทำให้ตัวบทความอ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะไม่ลงลึกถึงโครงสร้างสถาปัตยกรรมซีพียูที่ซับซ้อน, ตัวเลขค่าแรงดันไฟ, การใช้พลังงาน หรือค่าไทม์มิ่งของหน่วยความจำเข้าใจยากต่างๆ แต่ผมมุ่งหวังว่าผู้ที่อ่านบทความนี้จบลงนั้นจะสามารถทำการโอเวอร์คล็อกแบบง่ายๆ หรืออย่างน้อยก็ให้สามารถเข้าใจตัวเลขพื้นฐานต่างๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วสัญญาณนาฬิกาของหน่วยความจำและค่าตัวคูณของซีพียู และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพิ่มความประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างเสถียรครับ

การโอเวอร์คล็อกคืออะไร?

ถ้าจะให้กล่าวโดยทั่วไปนั้น การโอเวอร์คล็อกหมายถึงการตั้งค่าซีพียูและ/หรือหน่วยความจำให้ทำงานเร็วขึ้นกว่าความเร็วที่ได้รับการตั้งค่ามาจากโรงงาน กล่าวคือซีพียูทั้งหมดนั้นจะมาพร้อมกับความเร็วตั้งต้นอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การโอเวอร์คล็อกซีพียู Core i7 860 ที่มีความเร็ว 2.8GHz นั้นหมายความถึงการเร่งความเร็วดังกล่าวให้มากขึ้นนั่นเอง

ในปัจจุบันนี้การโอเวอร์คล็อกสามารถทำได้ง่ายกว่าเดิมมากครับ เพราะว่าขั้นตอนและเทคโนโลยีการผลิตชิพต่างๆ ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ ผู้ใช้จึงไม่ต้องกังวลว่าตัวซีพียูจะหลอมละลายเมื่อจับไปโอเวอร์คล็อกแต่อย่างใด อีกทั้งก็เป็นที่รู้กันในวงการว่าซีพียูที่ออกขายกันทั่วไปนั้นจะตั้งค่าความเร็วมาให้ต่ำกว่าที่ตัวชิพจะรองรับได้อีกด้วย จึงทำให้เรามีช่องว่างเหลือให้ทำการเพิ่มความเร็วไปให้มากขึ้นนั่นเอง

ไขข้อสงสัยของการโอเวอร์คล็อก

ก่อนที่ผมจะนำพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับขั้นตอนการโอเวอร์คล็อกนั้น ผมไขข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับการโอเวอร์คล็อกที่ผมเองเคยพบเจอก่อนนะครับ

1. ต้องมีชุดระบายความร้อนด้วยน้ำราคาแพง หรือพัดลมระบายความร้อนเสียงดัง ถึงจะทำการโอเวอร์คล็อกได้ดี

จะว่าไปแล้วข้อนี้ก็ไม่ถือว่าผิดจากความเป็นจริงเกินไปนัก เพราะว่าเมื่อเราทำการโอเวอร์คล็อกไปแล้วความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราโอเวอร์คล็อกไปเพียงเล็กน้อยแล้วล่ะก็ แค่ไปหาซื้อชุดระบายความร้อนด้วยลมดีๆ สักตัวมาแทนที่ชุดระบายความร้อนที่มีมาให้จากโรงงานนั้นก็เพียงพอแล้วครับ

2. ซีพียูรุ่นเดียวกันย่อมมีความสามารถในการโอเวอร์คล็อกที่เท่าเทียมกัน?

ข้อสงสัยตรงนี้นั้นในปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ค่อนข้างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อันเนื่องมาจากในกระบวนการผลิตซีพียูนั้นจะเป็นไปในรูปแบบการแจกแจงทางสถิติ (Statistical distribution) ซึ่งหมายความง่ายๆ ว่าซีพียูในไลน์การผลิตเดียวกันจะมีความสามารถในการโอเวอร์คล็อกที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะมีบ้างที่อาจเกิดข้อผิดพลาดแบบสุ่มขึ้นในระหว่างการผลิต ฉะนั้นแล้วถ้าเกิดท่านผู้อ่านเกิดไปอ่านเจอบทความที่ทำการโอเวอร์คล็อก Core i5 750 จากความเร็วเดิมที่ 2.66GHz ไปเป็น 4GHz ได้แล้วล่ะก็ ไม่ต้องแปลกใจที่พอท่านลองทำตามแล้วไม่สามารถโอเวอร์คล็อกไปที่ความเร็วนั้นได้นะครับ

3. ต้องมีเมนบอร์ดและหน่วยความจำราคาแพงเรือนหมื่นถึงจะโอเวอร์คล็อกได้ดี

ไม่จำเป็นครับ เพราะโดยทั่วๆ ไปแล้วเมนบอร์ดราคามาตรฐานที่ 5,000 – 6,000 บาท ก็มีความสามารถในการโอเวอร์คล็อกได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว เว้นเสียแต่ท่านเป็นขาฮาร์ดคอร์จริงๆ ที่ต้องการลูกเล่นในการปรับแต่งต่างๆ มากกว่าทั่วไป ซึ่งกับแรมก็เหมือนกันครับ ถ้าท่านไม่ต้องการเร่งความเร็วแรมไปมากมายอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียเงินไปกับแรมราคาแพง

เราไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แบบนี้ในการโอเวอร์คล็อกก็ได้
เราไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แบบนี้ในการโอเวอร์คล็อกก็ได้

ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อน

ก่อนที่จะมาลงลึกถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ นั้นผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านมือใหม่ทำความเข้าใจถึงความสำพันธ์เบื้องต้นของความเร็วสัญญาณนาฬิกากันก่อนนะครับ

ซีพียูทุกตัวในตลาดตอนนี้นั้นจะมีส่วนที่เรียกว่าอัตราความเร็วสัญญาณนาฬิกาตั้งต้น ที่ซึ่งความเร็วส่วนอื่นๆ ของซีพียูนั้นอ้างอิงใช้ค่าตัวเลขดังกล่าวในการคำนวณความเร็วในการทำงานจริง กล่าวคือความเร็วในการทำงานจริงของซีพียูนั้นจะใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวยืนพื้น และจัดการคูณเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ได้ความเร็วสัญญาณนาฬิกาซีพียูตามที่ต้องการในแต่ละรุ่น โดยซีพียู Core i5/i7 ของ Intel นั้นจะเรียกเจ้าอัตราความเร็วตั้งต้นนี้ว่า base clock หรือ BCLK (ปกติแล้วยู่ที่ 133MHz) ส่วนซีพียูของ AMD จะเรียกว่า CPU bus frequency (ปกติแล้วอยู่ที่ 200MHz) นั่นเอง

ทีนี้การที่จะได้ความเร็วสัญญาณนาฬิกาการทำงานที่แท้จริงนั้น เราก็ต้องจัดแจงคูณตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น Intel Core i5 750 นั้นมีความเร็วที่ 2.66GHz ซึ่งเจ้าตัวเลขนี้มาจากค่า BCLK 133MHz คูณด้วย 20 (133×20 = 2666MHz หรือ 2.66GHz) ซึ่งเราเรียกค่านี้ว่า CPU multiplier หรือตัวคูณซีพียูนั่นเอง

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าซีพียูทั่วๆ ไปที่วางขายอยู่นั้นจะได้รับการล็อคตัวคูณซีพียูดังกล่าว ทำให้เราไม่สามารถเพิ่มตัวคูณไปตามใจชอบได้ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าท่านผู้อ่านมีซีพียูในลักษณะอยู่แล้วล่ะก็ทางเดียวที่จะเพิ่มความเร็วไปได้นั้นก็คือทำการเร่งความเร็วในส่วนของ BCLK (ในกรณีที่เป็นของ Intel) หรือ CPU bus frequency (ในกรณีที่เป็นของ AMD) ครับ

ควรคาดหวังอะไรจากการโอเวอร์คล็อก

การที่เราจะทำการโอเวอร์คล็อกนั้น ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจถึงความจำเป็น ตลอดจนเป้าหมายของการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการทำงานของเราก่อนนะครับ เพราะถ้าเราใช้คอมพิวเตอร์ทำงานทั่วๆ ไป เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ใช้งานแอพพลิเคชั่นสำนักงาน หรือใช้อินเตอร์เน็ตแล้วล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องไปโอเวอร์คล็อกอะไรเพิ่มเติมหรอกครับ เพราะโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นจำพวกนี้นั้นไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพความเร็วจากซีพียูอะไรมากมายอยู่แล้ว และถึงแม้จะโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมเข้าไปก็ไม่ได้ช่วยให้โปรแกรมทำงานเร็วขึ้นมากมายแต่อย่างใด

แต่ถ้าท่านใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเล่นเกมเป็นหลักแล้วล่ะก็ การโอเวอร์คล็อกซีพียูนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เพราะเกมในปัจจุบันจะใช้ทรัพยากรจากกราฟิกการ์ดมากกว่าซีพียูอยู่แล้ว

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่จะได้รับประโยขน์จากการโอเวอร์คล็อกซีพียูมากที่สุดนั้นก็เห็นจะเป็นผู้ที่ทำงานกับแอพพลิเคชั่นที่รองรับการทำงานร่วมกับซีพียูหลายแกน/เธรด เช่นการตัดต่อภาพถ่ายหรือวิดีโอ การเรนเดอร์ภาพสามมิติ หรือการเข้ารหัสไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงต่างๆ เพราะว่าโปรแกรมประเภทนี้จะใช้ทรัพยากรจากซีพียูแทบจะ 100%

สุดท้ายผมขอย้ำว่าการโอเวอร์คล็อกที่ประสบความสำเร็จนั้นหมายถึงความเสถียรที่มาพร้อมกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น เพราะท่านคงไม่มีความสุขที่จะต้องมานั่งรีเซ็ทเครื่องทุก 10 นาทีเพราะเครื่องค้างจากการโอเวอร์คล็อกไม่สเถียร จริงไหมครับ?

เริ่มต้นการโอเวอร์คล็อก

ทำความเข้าไปกับการโอเวอร์คล็อกเบื้องต้นกันไปแล้วทีนี้เรามาลองดูกันจริงๆ บ้างดีกว่า ในบทความนี้ผมจะขอแนะนำวิธีการโอเวอร์คล็อกซีพียูจากทั้งสองค่าย โดยฟาก Intel นั้นผมจะใช้ซีพียู Core i5 750 พร้อมด้วยเมนบอร์ด ASUS P7P55D-E ซึ่งเป็นชุดที่ผมใช้งานอยู่ที่บ้าน ส่วนฟาก AMD นั้นผมได้ไปแอบจิ๊กใช้เครื่องข้างบ้านซึ่งเป็นซีพียู AMD Phenom II X4 965 BE ที่ได้รับการปลดล็อคตัวคูณมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมด้วยเมนบอร์ด ASUS Crosshair IV สุดแรงครับ อ้อเกือบลืมบอกไป ชุดระบายความร้อนนั้นผมจะใช้ Themalright True Black 120 ในการทดสอบทั้งคู่นะครับ

เอาล่ะผมขอเริ่มจากซีพียู Intel ก่อนเลย เริ่มต้นนั้นก็จัดแจงเปิดเครื่องขึ้นมาก่อน แล้วก็กดปุ่ม Delete รัวๆ ในตอนที่บู๊ตเครื่องเพื่อเข้าสู่หน้าจอ BIOS จากนั้นก็ไปที่แท็บ Advanced แล้วปิดการทำงานของ Intel SpeedStep Technology เสีย ถัดจากนั้นก็กลับมาที่หน้าจอ Ai Tweaker เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปครับ

ตัวอย่างหน้าจอปรับแต่งไบออสของ ASUS
ตัวอย่างหน้าจอปรับแต่งไบออสของ ASUS

ทีนี้ในหน้าจอ Ai Tweaker นั้นผมอยากให้ดูค่า ‘BCLK Frequency’ และ ‘System Memory Multiplier’ หรือค่าตัวคูณหน่วยความจำ ไว้ให้ดีนะครับ เพราะหลักๆ แล้วเราจะมาปรับค่าในสองส่วนนี้ล่ะ โดยค่าเริ่มต้นนั้นความเร็วของ BCLK จะอยู่ที่ 133MHz และค่าตัวคูณของหน่วยความจำจะอยู่ที่ 8.0 ส่วนค่าตัวคูณซีพียูนั้นจะอยู่ที่ 20x ทีนี้เนื่องจากเราไม่สามารถเพิ่มค่าตัวคูณซีพียูไปได้เราจึงต้องเพิ่มความเร็วในส่วนของ BCLK แทน โดยผมได้ทดลองเร่งความเร็วไปที่ 150MHz จึงทำให้ได้ความเร็วซีพียูจริงๆ ที่ 3000MHz ครับ และเนื่องจากความเร็วในส่วนของ BCLK ถูกเพิ่มขึ้นไป ความเร็วของแรมจึงได้เพิ่มขึ้นไปด้วย โดยไปอยู่ที่ 1200MHz (8×150 = 1200) จากเดิม 1066MHz ครับ

ทีนี้เรามาดูฟาก AMD กันบ้าง โดยซีพียูที่ผมนำมาทดสอบนั้นมีความเร็วที่ 3.4GHz (17×200 = 3400) วิธีในการโอเวอร์คล็อกก็คล้ายๆ กัน แต่ว่าง่ายกว่าตรงที่ว่าซีพียูรุ่นนี้เป็นรุ่น Black Edition (BE) ที่ได้รับการปลดล็อคตัวคูณมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ไม่ยากเลยครับ เพียงเราเขาสู่หน้าจอ BIOS ในส่วนของ Ai Overclock Tuner แล้วจัดแจงเพิ่มตัวคูณจาก 17 ไปเป็นสักประมาณ 20 กำลังดี จึงทำให้ท้ายที่สุดแล้วผมได้ความเร็วมาเป็น 4GHz พอดีครับ (20×200 = 4000MHz) ง่ายจริงๆ เลย สังเกตดูว่าผมไม่ได้ไปยุ่งกับความเร็วในส่วนของ CPU bus frequency หรือความเร็วแรมเลยนะครับ แค่นี้เอง

ทดสอบหลังการโอเวอร์คล็อก

เมื่อเราทำการโอเวอร์คล็อกเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทดสอบความเสถียรของระบบนั่นเอง เนื่องจากเพียงแค่บู๊ตเครื่องติด และเข้า Windows ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเครื่องเราจะทำงานเสถียรแบบตลอดรอดฝั่งแต่อย่างใด เราจึงต้องใช้โปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพต่างๆ มาเป็นตัวช่วยตรงจุดนี้

Prime95 โปรแกรมสุดโหดที่ใช้วัดความเสถียรของซีพียู
Prime95 โปรแกรมสุดโหดที่ใช้วัดความเสถียรของซีพียู

โดยโปรแกรมที่ผมแนะนำนั้นท่านสามารถหามาใช้ได้ฟรีจากอินเตอร์เน็ตนะครับ โปรแกรมแรกที่ผมแนะนำก็คือ Prime95 ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดโหดที่จะ Stress การทำงานของซีพียูไปให้เต็ม 100% ซึ่งในระหว่างการทดสอบนั้นจะเห็นว่าความร้อนของซีพียูเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เพราะซีพียูทำงานหนักเต็มที่ และเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเครื่องทำงานอย่างเสถียรนั้นผมขอแนะนำให้เปิดค้างไว้อย่างนั้นสักหนึ่งคืน ถ้าเครื่องของท่านไม่ค้างหรือรีเซ็ทตัวเองไปซะก่อนก็มั่นใจได้กว่า 80% แล้วครับว่าตัวซีพียูทำงานได้อย่างเสถียรแน่นอน

สำหรับโปรแกรมที่เหลือนั้น ผมก็แนะนำให้ใช้โปรแกรมทั่วไป เป็นต้นว่า Sisoftware Sandra หรือชุดโปรแกรมทดสอบ Everest ทว่าตัวหลังนั้นท่านอาจต้องเสียเงินซื้อถึงจะสามารถทำการทดสอบได้ทุกชุดการทดสอบครับ ถัดจากนั้นผมก็แนะนำให้ทดสอบกับการเล่นเกมสามมิติต่างๆ ดูสักระยะหนึ่ง ถ้าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แล้วล่ะก็ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ซีพียูของท่านได้รับการเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นแล้ว เย้!

สุดท้ายก่อนจากกัน ก็อยากให้ท่านผู้อ่านทำการโอเวอร์คล็อกด้วยความระมัดระวัง ทำทีล่ะขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน เวลาปรับค่าความเร็วก็ให้เพิ่มทีละขั้น ลองทดสอบเสียก่อนว่าเครื่องทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา แล้วจึงค่อยปรับเร่งขึ้นไปอีก อ้อ… ผมและทีมงาน Hard Stuff และ Future Gamer ทุกท่านไม่ขอรับผิดชอบจากความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องของท่าน ขอให้มีความสุขกับการโอเวอร์คล็อกนะครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s