เว็บตายแล้ว!…จริงหรือ?

1

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 143 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2553

ในช่วงระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นอินเตอร์เน็ต แต่เดิมซึ่งเคยเป็นเพียงระบบเครือข่ายที่ไว้ใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างองค์กรเพียงไม่กี่แห่ง ได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างที่ไม่มีนวัตกรรมใดมาเทียบได้ อินเตอร์เน็ตได้กลายมาเป็นสรวงสวรรค์สำหรับคนทุกชนชั้น และโลกออนไลน์นั้นได้กลายมาเป็นโลกเสมือนที่ปราศจากควบคุมจากส่วนกลางที่ที่ทุกๆ คนสามารถสื่อสารกันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผูกมัด นอกจากนั้น อินเตอร์เน็ตยังเปรียบเหมือนกับขุมทองที่รอคอยบรรดานักแสวงโชคให้เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าได้โดยสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านค้าออนไลน์ ที่ซึ่งทุกๆ คนสามารถเข้าถึงได้จากทั่วทุกมุมโลก ผ่านโปรแกรมเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “เบราเซอร์” หรือจะเป็นการโฆษณาผ่านทางแบนเนอร์ที่อยู่ตามหน้าเว็บไซต์ อีกทั้งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าอินเตอร์เน็ตเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องมือในการค้นหาระดับโลกที่พัฒนาโดย Google ระบบเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่าง Facebook หรือจะเป็นบริการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เช่นการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ หรือ Cloud Computing นั้นก็ล้วนแต่ได้รับการพัฒนาโดยมีพื้นฐานมาจากอินเตอร์เน็ตแทบทั้งสิ้น

ทว่า ทุกๆ สิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะว่ากันว่าในช่วงสิบปีนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อินเตอร์เน็ตกำลังจะเข้าสูงช่วงที่สองของการพัฒนา จากเดิมที่ผู้คนใช้งานอินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารกันบนเว็บไซต์แบบเปิดผ่านทางเบราเซอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะนั้น กำลังจะกลายมาเป็นการติดต่อสื่อสารผ่านทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นบนแฟลตฟอร์มแบบปิดผ่านทางอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตที่กำลังมาแรงเป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ ประการที่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะบรรดานายทุนบริษัทไอทีทั้งหลายแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย และสุดท้ายในอีกไม่ช้าไม่นาน เราอาจไม่ได้เห็นเว็บไซต์แบบเปิดอย่างที่เราเคยรู้จักกันอีกต่อไป เพราะขาดนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยขับเคลื่อน

ประเด็นนี้ได้รับการจุดประกายขึ้นโดยสองนักเขียนหนุ่ม คริส แอนเดอร์สัน และ ไมเคิล วูล์ฟ แห่งนิตยสาร Wired เมื่อฉบับเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยในบทความ The Web is Dead. Long Live the Internet (เว็บตายแล้ว แต่อินเตอร์เน็ตยังคงอยู่) ที่ทั้งสองช่วยกันเขียนขึ้นนั้นได้อภิปรายเกี่ยวกับประเด็นอนาคตของอินเตอร์เน็ตอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งในภาพรวมแล้ว ทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่าแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาจะได้รับความนิยมมากขึ้นในการใช้งานบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook, Twitter หรือบริการรับชมวิดีโอบน Youtube ซึ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนั้นจัดว่าเป็นแอพพลิเคชั่น ไม่ใช่เว็บไซต์

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังเล่นเน็ต แต่เราไม่ได้เข้าเว็บ!

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากปัจจัยเดียวเท่านั้น แต่ประกอบด้วยพฤติกรรมทั้งจากส่วนของผู้บริโภคเอง และนายทุนทั้งหลายที่หวังพยายามจะกอบโกยขุมทองบนโลกไซเบอร์นี้ให้ได้มากที่สุด โดยคริส แอนเดอร์สัน มีความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากผู้บริโภคในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาเป็นหลักโดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นเหมือนกับที่รองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่ออีเมล หรือใช้บริการเครือข่ายสังคม ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้รับการขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์ม iPhone จาก Apple ที่ซึ่งผู้ใช้ต้องเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเป็นการเฉพาะมาก่อนถึงจะสามารถใช้งานบริการออนไลน์ใดๆ ได้ ซึ่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้วแต่ตามที่ผู้พัฒนาต้องการ โดยสาเหตุที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะทำเช่นนี้นั้นไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไม่ชอบใช้เว็บเบราเซอร์ในการเข้าสู่โลกออนไลน์โดยตรง แต่เป็นเพราะการเชื่อมต่อผ่านทางแอพพลิเคชั่นนั้นได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคเป็นการเฉพาะอย่างไป จึงทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วกว่า ง่ายดายกว่า และเหมาะกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้มากกว่าการใช้งานผ่านทางเว็บเบราเซอร์ต่างๆ อีกทั้งเราคงต้องยอมรับว่าผู้บริโภคในทุกวันนี้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์พกพามากขึ้น เช่น สมาร์ทโฟน โดยคริสยังได้อ้างอิงผลการวิจัยจาก Morgan Stanley ด้วยว่าในอีกห้าปีข้างหน้านั้นปริมาณผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านทางแอพพลิเคชั่นแบบโมบายล์บนอุปกรณ์แบบพกพาจะมีปริมาณมากกว่าผู้ใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหลายเท่าตัว

3

นอกจากนั้นคริส ยังได้อภิปรายเพิ่มเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอินเตอร์เน็ตที่มีแนวโน้มจะมุ่งไปสู่ระบบปิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นวงจรของระบบทุนนิยม (Cycle of Capitalism) อยู่แล้ว กล่าวคือ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รับการคิดค้นขึ้นมา เทคโนโลยีดังกล่าวก็ได้จะได้รับการแพร่หลายไปสักระยะหนึ่ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปจึงมีผู้คิดค้นวิธีการที่สามารถเป็นเจ้าของและสร้างผลกำไรจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ และไม่มีผู้ใดสามารถจะล้มกำแพงนี้ลงไปได้ ซึ่งในแวดวงไอทีนั้นมักรู้จักกันในชื่อ “สวนที่มีกำแพงล้อม” (Walled Garden) ที่ซึ่งเจ้าของสวนนั้นสามารถออกกฎเกณฑ์การจัดการใดๆ ก็ได้ตามที่เห็นสมควร ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการคุมมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตที่ได้ อีกทั้ง เพื่อเป็นการแลกกับระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เจ้าของสวนเตรียมไว้ให้แล้วนั้น ผู้ที่จะขอใช้พื้นที่ในสวนทำมาหากินจะต้องทำตามกติกาทุกอย่างตามที่เจ้าของสวนได้ระบุเอาไว้โดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่เจนที่สุดในโลกไอทีก็คือสวนที่มีชื่อว่า Facebook และ Apple โดยเป็นที่รับรู้กันว่าเจ้าของสวนรายแรกนั้นมีระบบสื่อสารภายในระหว่างผู้ใช้งานเป็นของตัวเอง โดยที่เจ้าของสวนรายอื่นอย่าง Google นั้นไม่สามารถเข้าไปยุ่มย่ามได้ (สังเกตดูได้จากเวลาที่เราค้นหาบน Google นั้นจะไม่มีการแสดงผลที่เป็นหน้าเพจของ Facebook มาให้เลย) นอกจากนั้นยังได้ออกกฎเกณฑ์ให้กับบรรดาผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ทำตาม รวมถึงวิธีการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานด้วย สำหรับสวนผลไม้ที่มีชื่อว่า Apple นั้นก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องของการออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกับบรรดาแอพพลิเคชั่นบน App Store ยกตัวอย่างเช่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีข่าวออกมาว่า Apple สั่งลบแอพพลิเคชั่นที่มีเนื้อหาส่อไปในทางลามกอนาจารบน App Store ของตน โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งถ้าผู้พัฒนารายใดเกิดรู้สึกไม่พอใจก็มีเพียงทางเลือกเดียวคือออกไปให้พ้นจากสวนนั้นเสีย แล้วไปหาเช่าพื้นที่สวนแห่งอื่นแทน

จริงอยู่ที่วิธีการดังกล่าวของระบบปิดนั้นอาจฟังดูเหมือนจะเข้มงวดไปนิด แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าแนวโน้มหรือเทรนด์ดังกล่าวนั้นมีผู้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือต้องยอมรับว่าบรรดาผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมชมชอบระบบและแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และปลอดภัย ซึ่งถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดบางประการตามกฎเกณฑ์ที่เจ้าของแพลตฟอร์มได้สร้างขึ้นมา แต่เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับแล้วก็อาจฟังดูไม่เสียหายอะไรมากนัก นอกจากนั้น ข้อดีของระบบเปิดที่ผู้พัฒนาสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ตามใจชอบนั้น ถ้ามากเกินไปอาจกลับกลายเป็นผลเสียได้ เพราะว่าผู้บริโภคอาจเกิดความสับสนเพราะว่าเลือกซื้อสินค้าไม่ถูก เพราะมีให้เลือกหลายรุ่น หลายราคา หลายสเปค ซึ่งปัญหาดังกล่าวแทบจะไม่พบเลยกับแพลตฟอร์มหรือระบบแบบปิด เช่น iOS ของ Apple เป็นต้น ที่ซึ่งทางบริษัทควบคุมดูแลทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ แอพพลิเคชั่น ตลอดจนบริการต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไรถ้าสินค้าต่างๆ ของทางบริษัทนั้นจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะขึ้นชื่อว่าเชื่อถือได้ ใช้งานง่าย และปลอดภัย

สำหรับกลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อีกพวกหนึ่งจากแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นแบบปิด (และมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมน้อยลง) ก็เห็นจะเป็นบรรดาผู้สร้างสรรค์เนื้อหาบนโลกออนไลน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ข่าว บทความ บรรดานักโฆษณาหรือบริการใดๆ บนโลกออนไลน์ โดย ไมเคิล วูล์ฟ ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะ Facebook เท่านั้นที่พยายามจะโค่นอภิมหาอำนาจของผู้สนับสนุนระบบเว็บแบบเปิดอย่าง Google แต่บรรดาบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสื่อทั้งหลายต่างก็ไม่พอใจที่สื่อออนไลน์อย่างเว็บไซต์นั้นไม่สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดได้ท่ามกลางกระแสเนื้อหาจากบล็อกที่ผุดขึ้นมามากมาย ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปซึ่งสามารถอ่านได้ฟรีๆ โดยไมเคิลได้กล่าวในเชิงประชดว่า “เว็บไซต์ถูกสร้างโดยวิศวกร ไม่ใช่ผู้เขียนบทความ ฉะนั้นจึงไม่มีใครสนใจว่าโค้ด HTML ที่แสดงผลบนเบราเซอร์นั้นจะกลายมาเป็นสื่อที่สามารถขายโฆษณาได้แย่ที่สุด!”

4

ไมเคิลได้กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาด้านรายได้ของเว็บไซต์เพิ่มเติมว่าเกิดขึ้นมาจากทั้งบรรดานักโฆษณาออนไลน์และตัวเว็บไซต์เองฝ่ายหนึ่ง และเกิดมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคฝ่ายหนึ่ง โดยปัญหาที่ฝ่ายแรกประสบนั้นจะเป็นเรื่องของการที่ไม่สามารถชักจูงให้ผู้บริโภคหันมาสนใจกับแบนเนอร์โฆษณาบนหน้าเว็บได้ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขกรณีศึกษาของ comScore เมื่อปี 2009 ที่ระบุว่ามีผู้ใช้งานเพียง 16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สนใจคลิ๊กแบนเนอร์โฆษณา ซึ่งวิธีการแก้ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือทำอย่างไรก็ได้ให้หน้าเว็บนั้นมีพื้นที่สำหรับการขายแบนเนอร์โฆษณาให้มากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็เห็นจะมีแต่ Google เท่านั้นที่สามารถทำได้และประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีรายชื่อเว็บหลายล้านนับไม่ถ้วนอยู่ในกำมือ ซ้ำร้ายในปัจจุบันนั้นอาชีพการตลาดออนไลน์ยังนับว่าเป็นของใหม่ มีความไม่แน่นอนสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยเองที่ยังไม่มีหลักสูตรนี้อย่างเป็นทางการ จึงทำให้ยิ่งขาดแคลนบุคลากรในด้านนี้ไปมาก อีกทั้ง บรรดาเอเจนซี่และนักการตลาดที่คุ้นเคยกับสื่อในรูปแบบเดิมนั้นต่างประสบกับปัญหาในการเปลี่ยนเว็บไซต์ในรูปแบบเดิมให้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือรูปแบบของแบนเนอร์โฆษณาบนหน้าเว็บนั้นต่างย่ำอยู่กับที่ และแทบไม่มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เลยตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ไมเคิลได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าผู้บริโภคเองก็มีส่วนทำให้มูลค่าการโฆษณาบนหน้าเว็บลดลงเช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากจำนวนผู้บริโภคที่มีความภักดี (Loyalty) ในแบรนด์ซึ่งในที่นี้คือตัวเว็บไซต์นั้นมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์นั้นมักใช้ระบบเสิร์ชเอนจิ้นในการค้นหาเรื่องราวที่ต้องการมากกว่าที่จะยึดติดหรือเป็นแฟนประจำเว็บไซต์แห่งใดแห่งหนึ่ง จึงส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเนื้อหาบนเว็บไซต์นั้นต่างจากสื่อแบบเดิมๆ ที่มีแนวโน้มจะบริโภคสื่อเจ้าประจำที่คุ้นเคยสูงกว่า ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นผลทำให้เนื้อหาบนโลกออนไลน์นั้นมีมูลค่าน้อยมาก จนไม่คุ้มที่บรรดาสปอนเซอร์จะให้การสนับสนุน

จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปร่วมสองทศวรรษ เวลาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเว็บไซต์นั้น ถึงแม้จะเป็นที่สื่อที่มีผู้บริโภคเยอะมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถสร้างรายได้ให้มากที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้รังสรรค์เนื้อหาต่างๆ ได้ จึงส่งผลให้บรรดานักธุรกิจที่หากินกับเนื้อหาออนไลน์ต่างๆ นั้นเริ่มต้นหาโมเดลใหม่ที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้สร้างสรรค์เนื้อหาบนโลกออนไลน์ นักการตลาด และผู้บริโภคได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถสร้างรายได้ให้ได้มากกว่าโมเดลแบบเดิมด้วย ซึ่งคำตอบนั้นก็อยู่ที่แอพพลิเคชั่นบนระบบปิดที่อยู่ในอุปกรณ์ของท่านนั่นเอง

หลายๆ ท่านที่อาจมาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่าการกระจายเนื้อหาโดยใช้แอพพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มแบบปิดนั้นจะสามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้นกว่าเว็บแบบเปิดดั้งเดิมได้อย่างไร คำตอบอยู่ในรูปแบบของ Walled Garden ที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง โดยเจ้าของสวนทั้งสองคือมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Facebook) และสตีฟ จ๊อบส์ (iTunes, iOS) นั้นต่างเป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มแบบปิดที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับทั้งตัวบริษัทเอง และบรรดาผู้มาขอเช่าพื้นที่ในสวน โดยทั้งสองนั้นต่างออกกฎเกณฑ์ เงื่อนไขการให้บริการ และปรับแต่งสินค้า/บริการของตนให้เหมาะสมกับผู้บริโภค ตลอดจนมอบสิ่งอำนวยความสะดวกและช่องทางการขายให้กับบรรดาผู้พัฒนาทั้งหลาย ซึ่งต่อมาก็ได้เปิดโอกาสให้บรรดาผู้สร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์ต่างๆ นั้นสามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างผลกำไรได้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางการขายแอพพลิเคชั่นของตนก็ดี หรือจะเป็นโฆษณาก็ดี ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการที่แพลตฟอร์มแบบปิดดังกล่าวนั้นมีรูปแบบที่ผู้บริโภคสามารถใช้งานได้ง่าย เชื่อถือได้ ปลอดภัย และสะดวกสบายผ่านทางหน้าจอมือถือ จึงทำให้เกิดผู้บริโภคหน้าใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะใช้บริการดังกล่าวต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปใช้แอพพิเคชั่นบนแพลตฟอร์มแบบปิดมากชึ้น และการที่บรรดานายทุนทั้งหลายหันมาสนใจพัฒนาแอพพลิเคชั่นแทนที่บริการผ่านทางหน้าเว็บแบบเปิดดั้งเดิมนั้น จะสามารถส่งผลกระทบให้เว็บไซต์ต่างๆ ล่มสลายไปเลยหรือ? คำตอบก็คือยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้ เพราะอย่างที่เรายังรู้ๆ กันว่าทุกวันนี้เราก็ยังใช้เว็บไซต์เป็นสื่อหลักบนโลกออนไลน์อยู่ โดยที่มีเครื่องมือแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนมือถืออย่าง Facebook เป็นเหมือนกับตัวช่วยที่จะเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานบนโลกออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วต้องไม่ลืมว่าในปัจจุบันนี้บริษัทต่างๆ ยังใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคต่างๆ อยู่ อีกทั้งด้วยการมาถึงของ HTML5 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของโค้ดที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์นั้น ทำให้บรรดาหลายๆ ฝ่ายตั้งความหวังไว้อย่างสูงว่าจะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีความยืดหยุ่นได้ใกล้เคียงกับแอพพลิเคชั่นที่บรรดาสาวก iPad นั้นชื่นชอบนักหนา ซึ่งจะว่าไปแล้วถ้าบรรดาเว็บไซต์ต่างๆ นั้นสามารถนำเสนอรูปแบบของเว็บที่ดูสะอาด ใช้งานง่าย และมีระบบต่างๆ ใกล้เคียงกับแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ แล้วนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้บริโภคจะไม่หันไปใช้แอพพลิเคชั่นบนระบบแบบปิด ซึ่งในอนาคตเราคงต้องดูกันต่อไปว่า HTML5 นั้นจะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้เว็บยังคงยืนหยัดต่อไปได้นั้นก็คือข้อดีทั้งหลายทั้งปวงของตัวเว็บไซต์เองที่ยังคงเสน่ห์ต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานกลางเช่น HTML หรือ CSS ที่เบราเซอร์ส่วนใหญ่รองรับ จึงทำให้ผู้พัฒนาสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาโดยใช้มาตรฐานดังกล่าวขึ้นมาครั้งเดียวก็สามารถนำไปใช้กับเบราเซอร์ใดๆ ก็ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับแอพพลิเคชั่นที่จำใช้ได้เฉพาะอย่าง ยกตัวอย่างเช่นอยู่ๆ จะนำแอพพลิเคชั่นบน iPhone ไปใช้กับมือถือ Android ไม่ได้ เป็นต้น อีกทั้งเว็บไซต์เองยังมีข้อดีกับบรรดาผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ต่างๆ ด้วยที่สามารถอัพโหลดเนื้อหาใดๆ ขึ้นสู่เว็บไซต์ได้เลย โดยที่ไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากบุคคลที่สามก่อน ซึ่งข้อดีตรงนี้นับว่าเป็นสิ่งที่มีมาอย่างช้านานของระบบแบบเปิด และแทบจะเป็นกฎตายตัวเลยก็ว่าได้ที่ระบบเปิดเช่นเว็บไซต์นั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดและความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ มากมาย ซึ่งระบบแบบปิดนั้นไม่สามารถมอบให้ได้ ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันนี้เราได้เห็น AR (Augmented Reality) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดบนเว็บไซต์ของบริษัทใหญ่ๆ หลายๆ แห่งแล้ว เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเราคงต้องยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของเว็บไซต์แบบเปิดดั้งเดิมนั้นคงไม่มากเท่ากับเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วเมื่อคำว่าระบบทุนเข้ามาครอบงำ จริงอยู่ที่เว็บไซต์แบบเปิดนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอด และความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จบ ซึ่งอาจทำให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถมีชื่อเสียงในช่วงข้ามคืนได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่มุมของเศรษฐกิจการสร้างรายได้จากเนื้อหาแบบมืออาชีพ เช่นข่าว บทความ และสิ่งพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอลนั้น ดูเหมือนว่าเว็บไซต์ได้มาถึงทางตันซะแล้ว เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาไม่เคยมีโมเดลทางธุรกิจใดๆ เลยมารองรับสื่อแบบเปิดนี้ นอกจากการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน  เพื่อให้ผู้อ่านที่ยอมเสียเงินสามารถเสพเนื้อหาพิเศษที่กันไว้โดยเฉพาะ เช่นเว็บไซต์ The Wall Street Journal หรือการขายแบนเนอร์โฆษณาต่างๆ เช่นเว็บไซต์ทั่วไป เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบันเราจะเห็นสื่อที่เป็นเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศนั้นจะต้องทำสื่อสิ่งพิมพ์ เช่นหนังสือ หรือนิตยสารไปพร้อมๆ กับเว็บไซต์ด้วย เพื่อสร้างรายได้ให้มากพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั่นเอง เพราะฉะนั้น ในแง่ของการตลาดและรายได้แล้ว แอพพลิเคชั่นน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดในตอนนี้

แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราจะเห็นได้ว่ายังคงอีกนานกว่าที่เว็บไซต์จะตายไปจริงๆ เพราะสัดส่วนผู้ที่ใช้แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ นั้นยังนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้เว็บเบราเซอร์ในการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์พกพานั้นยังมีความไม่แน่นอน ตลอดจนอุปกรณ์พกพาเช่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตต่างๆ นั้นยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของคนไทย จึงทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตในลักษณะดังกล่าวนั้นได้รับความนิยมในหมู่คนเมืองที่มีรายได้มากพอ และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายครอบคลุมทั่วถึงเท่านั้น ในทางกลับกัน เมื่อหันมามองดูอินเตอร์เน็ต ADSL ความเร็วสูงที่ใช้กันตามบ้านนั้นจะเห็นได้ว่ามีราคาถูกกว่ามาก จึงทำให้ทุกๆ คนสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนแทบทุกบ้านในปัจจุบันทั้งในเมืองและต่างจังหวัดนั้นต่างมีคอมพิวเตอร์ใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนั้น อย่างที่กล่าวไปคือเว็บไซต์ในปัจจุบันยังคงเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญที่ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่ในอนาคตเมื่อมาตรฐานของเครือข่ายสัญญาณมือถือยุคที่สามได้มีการใช้งานอย่างเป็นทางการและเป็นเรื่องเป็นราว และอุปกรณ์พกพามีราคาที่ถูกลงซึ่งเป็นกฎตายตัวของการแข่งขันนั้น ไม่แน่เราอ่านได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงบนโลกไซเบอร์นี้นั้น ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของสตีฟ จ็อบส์ที่ได้เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนา D8 Conference เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้กล่าวว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคหลังพีซี (Post-PC era) พร้อมกับได้เปรียบเปรยว่าพีซีนั้นเปรียบเหมือนกับรถบรรทุก ที่ผู้คนจะใช้งานน้อยลง โดยที่ในอนาคตนั้นผู้คนจะหันมาใช้งานอุปกรณ์พกพาเช่น iPad มากขึ้น ซึ่งสำหรับบทความนี้เราคงสามารถเปรียบเว็บไซต์ได้เหมือนกับรถบรรทุก และแอพพลิเคชั่นเหมือนกับรถยนต์คันงามที่นั่งสบาย ขับง่าย และปลอดภัย

แต่ในปัจจุบันนี้ เราก็ยังคงเห็นรถบรรทุกวิ่งกันเต็มท้องถนนอยู่ดีไม่ใช่หรือ?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s