ทำความรู้จัก HTML5 มาตรฐานการแสดงผลเว็บไซต์ยุคหน้า

1

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 144 ประจำเดือนธันวาคม 2553

ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา HTML5 ได้กลายมาเป็นประเด็นหนึ่งบนโลกไอทีที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง เริ่มจาก Steve Jobs เขียนจดหมายเปิด “ความเห็นเรื่อง Flash” (Thoughts on Flash) ที่โจมตีแพลตฟอร์มพัฒนามัลติมีเดียบนหน้าเว็บชื่อดังอย่างเผ็ดร้อน พร้อมกับยกย่องให้ HTML5 เป็นมาตรฐานในการพัฒนาเว็บ 2.0 ในอนาคต และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็ได้เห็นข่าวกรณี Flash ปะทะ HTML5 มาโดยตลอด จนล่าสุดได้มีข่าวว่า Adobe กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับแปลงคอนเท้นท์ Flash ให้เป็น HTML5 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักพัฒนา ตลอดจนประเด็นที่ว่า Microsoft อาจลอยแพแพลตฟอร์ม Silverlight ของตน แล้วเบนเข็มการพัฒนาไปหา HTML5 แทน

หรือว่า HTML5 กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานเว็บไซต์ในอนาคตจริงๆ ?

ก่อนที่เราจะเข้าสู่ช่วงตอบคำถามดังกล่าว ต้องขอย้อนกล่าวถึง HTML สักเล็กน้อย กล่าวโดยง่ายคือ HTML เป็นเหมือนกับภาษาหรือโครงสร้างที่ใช้ในการเขียนหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถแสดงผลผ่านทางเว็บเบราเซอร์ได้ ซึ่งปัจจุบันคอนเท้นท์หรือเนื้อหาที่สามารถแสดงผลโดยใช้คำสั่ง HTML ได้มีแต่รูปภาพและตัวอักษรเท่านั้น ส่วนคอนเท้นท์มัลติมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอบน Youtube หรือเกมบน Facebook นั้นนักออกแบบและผู้พัฒนาต้องอาศัยแพลตฟอร์มเฉพาะ เช่น Flash ของ Adobe หรือ Silverlight ของ Microsoft ในการพัฒนาแทน และผู้ใช้งานทั่วไปต้องดาวน์โหลดปลั๊กอินของแพลตฟอร์มดังกล่าวมาติดตั้งก่อนถึงจะสามารถเสพเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟที่บรรดาศิลปินคอมพิวเตอร์รังสรรค์ขึ้นมาได้

แต่ว่ากระบวนการดังกล่าวทำให้ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์มีความซับซ้อน และหน้าเว็บไซต์แสดงผลได้ช้ามากขึ้น ซึ่งอาจยอมรับได้ในระดับหนึ่งเมื่อใช้งานผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท้อปตามบ้านทั่วไปที่มีกำลังในการประมวลผลเร็วอยู่แล้ว แต่กับอุปกรณ์พกพาเช่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงนั้นเป็นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าจะสร้างความรำคาญได้มากแค่ไหนถ้าหน้าเว็บแสดงผลช้า ซึ่งนี่เป็นที่มาของการเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นเฉพาะที่ได้รับการออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์พกพา เพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานเฉพาะอย่าง และนี่ก็เป็นที่มาของเหตุผลที่ว่าทำไมนิตยสาร Wired ถึงได้ประกาศว่า “เว็บตายแล้ว” (The Web is Dead) เนื่องจากไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ

แนะนำคุณสมบัติใหม่ของ HTML5

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันนี้เนื้อหาที่แสดงผลบนเว็บไซต์นั้นไม่ได้มีแต่ภาพนิ่งและตัวอักษรอีกต่อไป แต่ประกอบไปด้วยลูกเล่นทางกราฟิกและภาพเคลื่อนไหวมากมาย ซึ่ง HTML รุ่นที่ห้านี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ด้วยแท็ก Canvas ที่ผู้ออกแบบสามารถใส่ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้กับเกมแอนิเมชั่นหรือโฆษณาต่างๆ ได้เลยนอกจากนั้นยังสามารถแนบไฟล์วิดีโอและเสียงใส่ไปในโค้ด HTML ที่ใช้ในการสร้างเว็บได้ง่ายดายเหมือนกับเวลาใส่ตัวอักษรและภาพนิ่งธรรมดา จึงทำให้ผู้ชมไม่ต้องเสียเวลาลงปลั๊กอินเฉพาะ เช่น Flash หรือ QuickTime ก็สามารถรับชมวิดีโอและไฟล์เพลงได้จากภายในเบราเซอร์ ส่งผลเบ็ดเสร็จให้การแสดงผลเว็บไซต์มีความลื่นไหลและรวดเร็วเหมือนการใช้งานผ่านทางแอพลิเคชั่นมากขึ้น ทั้งยังปลอดภัยมากขึ้นด้วย เพราะผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงกับการโหลดปลั๊กอินแปลกหน้าที่เบราเซอร์ไม่รู้จัก

ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนการใช้งานอินเตอร์เน็ตจำแนกตามประเภทการใช้งานที่จัดทำขึ้นโดย Cisco จะเห็นได้ว่าในอนาคตอีกสี่ปีข้างหน้านั้นการรับชมวิดีโอออนไลน์จะสัดส่วนที่มากกว่าเพื่อน ซึ่งพอถึงเวลานั้นจริงอาจมากกว่าที่คาด เพราะ HTML5 ทำให้การรับชมวิดีโอออนไลน์บนหน้าเว็บเร็วขึ้นกว่าเดิม
ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนการใช้งานอินเตอร์เน็ตจำแนกตามประเภทการใช้งานที่จัดทำขึ้นโดย Cisco จะเห็นได้ว่าในอนาคตอีกสี่ปีข้างหน้านั้นการรับชมวิดีโอออนไลน์จะสัดส่วนที่มากกว่าเพื่อน ซึ่งพอถึงเวลานั้นจริงอาจมากกว่าที่คาด เพราะ HTML5 ทำให้การรับชมวิดีโอออนไลน์บนหน้าเว็บเร็วขึ้นกว่าเดิม

นอกจากจะทำให้การแสดงผลหน้าเว็บแบบอินเตอร์แอคทีฟรวดเร็วขึ้นแล้ว HTML5 ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติที่ทำให้เบราเซอร์สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานได้ ซึ่งแต่ก่อนนั้นต้องอาศัยวิธีการสืบค้นตำแหน่งที่อยู่จากหมายเลขไอพี แต่ HTML5 จะสามารถระบุตำแหน่งผู้ใช้งานได้โดยตรงจากจุด WiFi Hotspot หรือจาก GPS ได้เลย ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์มากขึ้น เหมือนกับที่ Foursquare เคยทำสำเร็จมาแล้วกับแอพพลิเคชั่นบนมือถือ

ความสามารถที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งใน HTML5 ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาคือคุณสมบัติที่ทำให้เบราเซอร์สามารถสร้างไฟล์แคชสำหรับเก็บแอพพลิเคชั่นบนหน้าเว็บได้ในปริมาณมากๆ ผลที่ได้รับคือเราสามารถใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้ตามปกติถึงแม้เราจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ก็ตาม! ยกตัวอย่างเช่น เราอาจส่งอีเมล อัพเดตโปรไฟล์หรือโพสต์รูปลง Facebook ได้ตามปกติแม้จะสัญญาณอินเตอร์เน็ตขาด แล้วพอสัญญาณต่างๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติข้อมูลที่เราเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำการอัพเดตโดยอัตโนมัติทันที

แต่ถึงแม้กำลังออนไลน์อยู่ก็ตาม เราก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ตรงจุดนี้ได้ ลองคิดง่ายๆ ดูว่า ถ้าเบราเซอร์ของเราสามารถเก็บข้อมูลหน้าเว็บได้เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรับส่งข้อมูลที่ไม่เสถียรซึ่งอาจเกิดจากปัญหาคอขวดการรับส่งข้อมูลหรือสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดีอีกต่อไป นอกจากนั้นยังอาจเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของเบราเซอร์ให้สามารถจดจำสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่บนหน้าเว็บได้ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ Mozilla ได้ทดลองความสามารถที่ทำให้เบราเซอร์สามารถทำงานได้เหมือนกับโปรแกรมตัดต่อภาพถ่ายที่ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขภาพได้บนเบราเซอร์ก่อนที่จะอัพโหลดเพื่อแสดงผลต่อไป

ผลกระทบต่อการโฆษณาออนไลน์

สื่อกับการโฆษณานับเป็นของคู่กันมานาน และกับสื่อออนไลน์ก็เช่นเดียวกันที่เราคงคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ    แบนเนอร์ที่แสดงอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งบ้างก็เป็นเพียงภาพนิ่งธรรมดา บ้างก็เป็นวิดีโอ Flash ที่มีเนื้อหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และด้วยการมาถึงของ HTML5 นั้นก็ย่อมหมายถึงความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจส่งผลกระทบให้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้บ้างไม่มากก็น้อย

สิ่งแรกที่ทั้งนักการตลาดและผู้บริโภคจะได้รับผลประโยชน์ด้วยกันถ้วนหน้าคือการแสดงผลโฆษณาแบบอินเตอร์แอคทีฟที่รวดเร็วมากขึ้น ไม่เชื่องช้าเหมือนแต่ก่อนเพราะได้ขจัดปลั๊กอินที่ไม่จำเป็นทิ้งไปเสีย ซึ่งในแง่ของผู้บริโภคนั้นไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าโฆษณาออนไลน์บนหน้าเว็บเป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญเป็นอย่างมาก เพราะทำให้หน้าเว็บแสดงผลได้ช้าลง และอาจถึงขั้นผิดเพี้ยนได้ง่ายถ้าผู้พัฒนาไม่ชำนาญพอ และยิ่งกับอุปกรณ์พกพาด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นทราบกันว่าหน้าเว็บและโฆษณาต้องสามารถแสดงผลได้รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรจากระบบไม่มากเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งด้วย HTML5 นั้นผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องพึ่งแพลตฟอร์มใดๆ เลยในการนำเสนอเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟ ช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการพัฒนาไปได้มาก นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์ในแง่ของการลดขั้นตอนการทำงานลงด้วย เพราะสามารถพัฒนางานในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟได้แบบเบ็ดเสร็จโดยใช้ HTML โดยที่ไม่ต้องยุ่งกับแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งผลที่ตามมาคือเป็นการช่วยลดต้นทุนในการผลิตเพราะต้องไม่ลืมว่าชุดเครื่องมือ Flash สำหรับผู้พัฒนานั้นไม่ได้มีราคาที่ถูกเลย ในทางตรงกันข้าม HTML5 นั้นเป็นระบบเปิดที่ผู้พัฒนาสามารถนำไปใช้งานได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม

ประการต่อมาที่สำคัญคือผู้บริโภคสามารถรับชมเนื้อหา HTML5 ได้ทันทีบนอุปกรณ์ใดๆ ที่ได้รับการติดตั้งเบราเซอร์ที่รองรับ ซึ่งในปัจจุบันเบราเซอร์ทางฟากเดสก์ท้อปส่วนใหญ่ก็รองรับหมดแล้ว (บางตัวอยู่ในขั้นเบต้า เช่น Internet Explorer 9) และที่สำคัญสำหรับฟากอุปกรณ์พกพาคือ HTML5 รองรับทั้งบนอุปกรณ์ Android และ iOS อย่างเต็มรูปแบบ และเชื่อว่าในอีกไม่ช้าแพลตฟอร์มโมบายอื่นนั้นก็จะรองรับด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้ไม่ได้เลยกับ Flash เพราะเป็นที่รู้กันว่าอุปกรณ์พกพาของ Apple นั้นไม่รองรับ แต่ HTML5 เป็นมาตรฐานเปิดรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับโดยถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นแล้วนักโฆษณาไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปว่าทำแอดออนไลน์ออกมาชุดหนึ่งแล้ว จะใช้ไม่ได้กับอุปกรณ์พกพาบางรุ่น ซึ่งช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายดายและกว้างกว่าเดิม

HTML5 กับอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง

เป็นความจริงที่ว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรคระหว่างทาง กับ HTML5 ก็เช่นเดียวกันที่ถึงแม้จะมีคุณสมบัติใหม่ๆ ที่ฟังดูดีเท่าไรก็ตาม แต่ก็ย่อมต้องมีอุปสรรคมาให้แก้ไขบ้าง ยกตัวอย่างเช่นในตอนนี้ยังไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการสำหรับรูปแบบไฟล์วิดีโอที่สามารถแนบไปกับโค้ด HTML5 ได้ อีกทั้งทาง World Wide Web Consortium (W3C) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนามาตรฐานเว็บยุคหน้านี้ได้ออกมากล่าวว่า HTML5 ยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะนำไปใช้งาน เพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาให้สามารถทำงานเข้ากับเบราเซอร์รุ่นต่างๆ ได้อยู่ ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จคงเป็นช่วงกลางปีหน้า นอกจากนั้นสำหรับทางฟากผู้พัฒนาเองแล้วคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งคงไม่น้อยกว่าหนึ่งหรือสองปี ในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีอยู่ใน HTML5 ไปใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องรอให้เบราเซอร์สามารถรองรับได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งต้องไม่ลืมกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องไอทีมากนักที่ยังอาจยึดติดกับเบราเซอร์รุ่นเก่าที่ไม่รองรับ HTML5 อยู่ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอุปสรรคที่ HTML5 ยังต้องเผชิญ

ภาพที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเบราเซอร์ยอดนิยมต่างๆ ในการรองรับ HTML5 จะเห็นได้ว่า Internet Explorer ตามหลังเพื่อน ส่วนเบราเซอร์อื่นๆ ที่เหลือในปัจจุบันนั้นรองรับคุณสมบัติใหม่ๆ ใน HTML5 แล้วกว่า 70% ขอขอบคุณข้อมูลจาก Technology Review
ภาพที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเบราเซอร์ยอดนิยมต่างๆ ในการรองรับ HTML5 จะเห็นได้ว่า Internet Explorer ตามหลังเพื่อน ส่วนเบราเซอร์อื่นๆ ที่เหลือในปัจจุบันนั้นรองรับคุณสมบัติใหม่ๆ ใน HTML5 แล้วกว่า 70% ขอขอบคุณข้อมูลจาก Technology Review

HTML5 จะมาแทนที่ Flash ได้หรือไม่? ในระยะสั้นคงยาก เพราะ Flash อยู่มานาน และได้รับความนิยมมากกว่า มีลูกเล่นมากกว่า อีกทั้งในแง่ของผู้พัฒนาเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟที่คุ้นเคยกับการใช้ Flash นั้น การเปลี่ยนมาใช้ HTML5 ก็เหมือนกับการนำความรู้เก่าจับใส่หม้อถ่วงน้ำ เพราะอาจหมายถึงการที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่หมด แต่ตอนนี้ก็สามารถสบายใจได้ระดับหนึ่งเพราะ Adobe กำลังพัฒนาเครื่องมือที่สามารถแปลง Flash เป็น HTML5 ได้ ซึ่งจากที่ทาง Adobe แสดงประสิทธิภาพให้ดูนั้นก็ต้องขอบอกว่าน่าประทับใจมากในระดับหนึ่งทางด้านการแปลงเนื้อหา Flash ที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ในแง่ของการแปลงเนื้อหาที่มีรายละเอียดที่มากๆ นั้นเราคงต้องดูกันต่อไป นอกจากนั้นในตอนนี้ HTML5 ยังคงมีข้อจำกัดในแง่ของการพัฒนาเพื่อให้รองรับเอ็ฟเฟ็คแอนิเมชั่นระดับสูงที่แพลตฟอร์ม Flash หรือ Silverlight สามารถทำได้ ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ HTML5 ยังคงเหมาะสมกับเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเรียบง่ายมากกว่า

ภาพที่ 3 The Wilderness Downtown เว็บไซต์ที่นำคุณสมบัติ HTML5 มาใช้งานได้อย่างน่าทึ่ง
ภาพที่ 3 The Wilderness Downtown เว็บไซต์ที่นำคุณสมบัติ HTML5 มาใช้งานได้อย่างน่าทึ่ง

แล้วเมื่อเทียบกับแอพพลิเคชั่นล่ะ? HTML5 จะสามารถคืนชีพเว็บที่ (ถูกกล่าวหาว่า) กำลังจะตายได้หรือไม่ คำถามนี้คงต้องดูคำตอบกันในระยะยาว เนื่องจากเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น เพราะกว่าที่มาตรฐาน HTML5 ถูกนำไปใช้อย่างเต็มรูปแบบและได้รับเสียงตอบรับเต็มที่ทั้งจากผู้บริโภคและนักพัฒนานั้นคงไม่ต่ำกว่าสองปี และกว่าจะถึงตอนนั้น แอพพลิเคชั่นเฉพาะทางต่างๆ ก็คงได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย และยิ่งได้เจ้าพ่อนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Apple มาสนับสนุนด้วย Mac App Store ตัวใหม่ที่จะเริ่มเปิดทำการในปีหน้า ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นเราคงได้เห็นแนวความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการออกแบบและใช้งานแอพพลิเคชั่นกันแล้วแน่ๆ ซึ่งเว็บคงต้องใช้เวลาเพิ่มอีกกว่าที่จะพัฒนาตามแอพพลิเคชั่นได้ทัน และต้องไม่ลืมด้วยว่าตลาดแอพพลิเคชั่นเป็นธุรกิจที่ยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดีกับบรรดานักพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งผู้ให้บริการคอนเท้นท์ด้วย เพราะสามารถเลือกให้บริการเนื้อหา exclusive เฉพาะกับแพลตฟอร์มใดๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ  นอกจากนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการชมคอนเท้นท์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเฉพาะมีความรวดเร็วและสะดวกสบายมาก ซึ่งในแง่ของการตลาดแล้วจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจ ซึ่งจะช่วยสร้างให้เกิด loyalty ได้ ซึ่งต่อมาอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อการรับชมคอนเท้นท์ด้วย ซึ่งในระยะยาวนั้นช่วยป้องกันปัญหา “ชมฟรี” ที่มักเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดีเราก็คงไม่สามารถปฏิเสธข้อดีของเว็บไปได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในแง่ของการเข้าถึงผู้บริโภคที่คงไม่มีสื่อใดที่จะรวดเร็วทันใจและกว้างขวางแล้วเท่ากับเว็บไซต์ รวมทั้งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นสาเหตุให้เว็บไซต์    บูมสุดขีดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา และผมเชื่อว่าด้วยการมาถึงของ HTML5 นั้นเราคงได้เห็นนวัตกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ บนเว็บไซต์เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเช่นเดียวกับโค้ดรุ่นพี่ก่อนหน้าของมันที่เคยทำได้มาแล้วครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s