เมื่อ Google บุกตลาดเว็บโอเอส

1

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 145 ประจำเดือนมกราคม 2554

ในอดีต ถ้าจะให้กล่าวถึงเว็บไซต์แล้ว หลายท่านคงนึกได้แต่เป็นแหล่งข้อมูลปริมาณมากมายมหาศาลที่เราสามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวไม่รู้จบ ต่อมา เว็บไซต์ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปพบปะพูดคุยกัน จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่เราสามารถทำได้แม้กระทั่งอัพโหลดรูปภาพเพื่อทำการตัดต่อได้บนหน้าเว็บ หรือใช้เว็บบราวเซอร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ของเราได้อย่างไม่รู้จบ

จากแนวโน้มที่ในอนาคตเราต่างต้องพึ่งอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น รวมทั้งการเติบโตของการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) Google จึงได้นำไอเดียทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวไปข้างต้นมาประยุกต์ใช้กับจุดแข็งด้านการเป็นผู้นำในโลกออนไลน์ของตน จนออกมาเป็น Chrome OS ที่ได้รับการเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยในขั้นต้นนั้น Google ได้เริ่มโครงการนำร่อง (pilot program) ในการแจกโน้ตบุ๊กที่มีชื่อว่า CR-48 ไปให้กับบรรดาสื่อ องค์กร และผู้สนใจได้ทดลองใช้ก่อนที่จะเริ่มวางจำหน่ายจริงผ่านทางผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Acer และ Samsung ในช่วงกลางปี 2011 สำหรับหลักการทำงานของ Chrome OS นั้นจะพึ่งพาระบบคลาวด์ หรือการประมวลผลบนกลุ่มเมฆเป็นหลัก กล่าวคือข้อมูลของผู้ใช้งานนั้นจะไม่ถูกเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์ภายในตัวเครื่อง แต่จะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ Google ที่มีอยู่จำนวนมาก การที่ผู้ใช้งานล็อกอินเข้าไประบบก็เหมือนกับเป็นการไขกุญแจเข้าสู่ข้อมูลของตนที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ ซึ่งมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย เพราะทุกอย่างนั้นจะได้รับการเข้ารหัสป้องกันอย่างดี

จุดเด่นของเว็บโอเอสที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าตาอินเตอร์เฟสของ Chrome OS ที่ดูไปแล้วเหมือนกับบราวเซอร์ชื่อเดียวกับไม่ผิดเพี้ยน (เครดิตภาพ: arstechnica.com)
หน้าตาอินเตอร์เฟสของ Chrome OS ที่ดูไปแล้วเหมือนกับบราวเซอร์ชื่อเดียวกับไม่ผิดเพี้ยน (เครดิตภาพ: arstechnica.com)

ระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสร้างปัญหาใหญ่ให้กับผู้บริโภคอยู่สองประการคือ ใช้งานยาก ไม่สะดวก และอีกประการหนึ่งคือ ด้านการรักษาความปลอดภัยที่ไม่แน่นอน และสำหรับผู้ผลิตแล้วก็อาจต้องเพิ่มปัญหาไปอีกข้อหนึ่งคือการละเมิดลิขสิทธิ์ของโปรแกรมต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกับระบบปฏิบัติการบนมือถือที่มีความเสถียร และตอบสนองรวดเร็วกว่า รวมทั้งใช้งานง่ายกว่าตามแบบฉบับอุปกรณ์ที่มีหน้าจอระบบสัมผัส และกับ Chrome OS นั้นก็เช่นเดียวกันที่ Google ต้องการหักล้างคำสบประมาทให้ได้ เพราะเมื่อดูอย่างผิวเผินแล้วจะพบว่า Chrome OS มีหน้าตาคล้ายกับเว็บบราวเซอร์ที่มีชื่อเดียวกันแทบจะไม่ผิดเพี้ยน เพราะบราวเซอร์ Chrome นั้นขึ้นชื่อด้านการออกแบบอินเตอร์เฟสที่แลดูสะอาดตา และใช้งานง่ายอยู่แล้ว ฉะนั้นในการเริ่มต้นใช้งาน Chrome OS ก็เป็นเรื่องง่ายสำรับผู้ที่ใช้บราวเซอร์ Chrome เป็นประจำ และนับได้ว่าเป็นการสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี

สำหรับด้านการรักษาความปลอดภัยนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องวิตก เพราะว่า ตามปกติแล้ว การที่เครื่องคอมพิวเตอร์โดนมัลแวร์เล่นงานนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะไปดาวน์โหลดโปรแกรมแปลกปลอมมาติดตั้ง หรือนำสำเนาไฟล์เอกสารมาเปิดใช้งานโดยไม่ผ่านการสแกนไวรัส ซึ่งปัญหานี้แทบจะหมดไป เพราะ Google กล่าวว่า Chrome OS นั้นจะอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ จึงทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องห่วงว่าระบบปฏิบัติการของตนจะไม่ใช่เวอร์ชั่นล่าสุด หรือเสี่ยงกับการโดนเจาะระบบเพราะมีช่องโหว่อีกต่อ อีกทั้งวิธีการเดียวที่เราสามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นใดๆ เพิ่มเติมได้ก็คือดาวน์โหลดผ่านทาง Google Web Store ของ Google เท่านั้น จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแอพพลิเคชั่นทุกตัวนั้นย่อมต้องได้รับการตรวจสอบอย่างดีจาก Google แล้ว และปราศจากซอฟแวร์แปลกปลอมใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะทำแผ่นติดตั้งซอฟแวร์หัก หรือทำซีดีคีย์ติดตั้งหายอีกต่อไป เพราะการดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านทางเว็บบราวเซอร์

ข้อดีอีกประการหนึ่งที่ถือเป็นจุดแข็งของ Chrome OS คือการทำงานร่วมกับการประมวลผลบนกลุ่มเมฆของ Google ที่ซึ่งข้อมูลของเราจะได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดีภายในเซิร์ฟเวอร์ที่เราสามารถเข้าถึงได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ใดก็ได้ที่ได้รับการติดตั้ง Chrome OS อยู่ จึงทำให้ต่อไปนี้เราไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียข้อมูลสำคัญๆ เช่นไฟล์เอกสารบน Google Docs หรือตารางนัดหมาย เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกโจรกรรมหรือเสียหายจนใช้การไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น เราเพียงมองหาโน้ตบุ๊กที่ใช้ Chrome OS ก็สามารถดึงข้อมูลมาใช้งานต่อได้

แอพพลิเคชั่นเท่านั้นที่เราต้องการ

หน้าตาของ Chrome Web Store
หน้าตาของ Chrome Web Store

จากความสำเร็จของโมเดลแอพพลิเคชั่นของ Apple ที่ทำกับ iOS นั้น ส่งผลให้หลายๆ บริษัทเกิดแรงบัลดาลใจนำไปใช้กับแพลตฟอร์มของตนเป็นแถว ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ สำหรับ Chrome OS แล้ว ทางเดียวที่เราสามารถใช้งานโปรแกรมอื่นใดๆ เพิ่มเติมคือการดาวน์โหลดผ่านทาง Google Web Store ที่ตอนนี้เปิดให้บริการแล้ว ซึ่งเมื่อเปิดเข้าไปดูหน้าตาอินเตอร์เฟสจะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับ App Store ของ Apple มาก แถมหลักการทำงานยังคล้ายกันด้วย กล่าวคือ ภายในจะมีการแบ่งหมวดหมู่ประเภทของแอพพลิเคชั่นไว้อย่างเสร็จสรรพ ซึ่งมีทั้งแบบที่ใช้งานได้ฟรี และเสียเงิน และที่สำคัญคือ Web Store นี้สามารถใช้งานร่วมกับบราวเซอร์ Chrome ได้ และที่น่าสนใจคือเว็บแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ยังคงสามารถทำงานได้แม้เราจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ก็ตาม โดยข้อมูลต่างๆ จะได้รับการซิงค์เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ของ Google เองโดยอัตโนมัติเมื่อการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกลับมาเป็นปกติ

โอเอสในฝันสำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กร?

จากคุณสมบัติที่ได้กล่าวไป ดูเหมือนว่าระบบปฏิบัติการ Chrome OS นั้นจะเหมาะสมกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานที่ต้องการการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นหลัก อาทิ รับส่งอีเมล หรือใช้งานเครือข่ายสังคมต่างๆ แต่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานมากกว่านั้นคงต้องยึดติดกับ Windows หรือ Mac OS ไปก่อน เพราะรองรับการทำงานได้หลากหลายกว่า แต่ว่า เมื่อพิจารณาดูจากลักษณะการทำงานแล้ว ดูเหมือนว่า Chrome OS จะเหมาะกับลูกค้าในกลุ่มองค์กรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นความจริงที่ว่า ความต้องการหลักของกลุ่มลูกค้าองค์กรนั้นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาไม่แพง ดูแลรักษาง่าย ทำงานเฉพาะอย่างได้รวดเร็ว และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยสูง ซึ่งจุดนี้ดูเหมือนว่า Chrome OS จะสามารถตอบสนองได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของระบบประมวลผลบนกลุ่มเมฆที่ผู้ใช้งานไม่ต้องหวังพึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของตนแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น Chrome OS ยังอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบริษัท startup เล็กๆ ที่เริ่มก่อตั้งและยังไม่มีเงินทุนมาพอที่จะลงทุนไปกับระบบปฏิบัติการดั้งเดิมอื่นๆ ที่มีราคาแพงกว่า เพราะขึ้นชื่อว่า Google แล้วย่อมต้องมีบริการออนไลน์เสริมอื่นๆ มากที่สามารถใช้ได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็น Google Docs, Gmail หรือ Calendar เป็นต้น

Chrome OS กับคำถามที่ยังต้องการคำตอบ

จากการที่ Chrome OS ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มีการตั้งข้อสงสัยไว้ว่า เมื่อเราไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่นั้น เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ตลอดจนการทำงานร่วมกันฮาร์ดแวร์ต่อภายนอกต่างๆ เช่นเมาส์ คีย์บอร์ด และพริ้นเตอร์นั้นจะสามารถทำได้ดีเพียงใด เพราะอุปกรณ์ประเภทนี้มีอยู่อย่างมากมายหลายรุ่น และยังมีอีกนับไม่ถ้วนที่จะทยอยตามกันออกมา นอกจากนั้น เชื่อว่ายังมีกลุ่มลูกค้าทั้งในระดับผู้บริโภคทั่วไป และในระดับองค์กรที่มีความคุ้นเคย ตลอดจนลงทุนไปกับ Windows หรือ Mac OS ในระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น Google จะสามารถดึงกลุ่มลูกค้ามาจาก Apple และ Microsoft ได้หรือไม่นั้น เราต้องดูกันต่อไปในระยะยาว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่ Google ปล่อย Chrome OS ออกมานั้น จะไม่เป็นการไปแย่งลูกค้ากับ Android หรือ? เพราะทั้งคู่นั้นต่างถูกอออกแบบมาให้ใช้งานกับอุปกรณ์พกพาเหมือนกัน สำหรับคำถามนี้ Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ให้คำอธิบายไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า Chrome OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ทีมีคีย์บอร์ด อาทิ เน็ตบุ๊ก ส่วน Android นั้นออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์ทีมีหน้าจอระบบสัมผัส อาทิ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต กระนั้นก็ดี ในแง่ของการนำไปใช้งานจริงแล้ว อาจไม่ได้มีการแบ่งแยกอย่างเด่นชัด เพราะด้วยความเป็นธรรมชาติของระบบเปิดที่สามารถนำไปต่อยอดได้อย่างไม่รู้จบนั้น ย่อมต้องให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ตลอดจนทุกวันนี้ตลาดของเน็ตบุ๊กเองก็นับวันจะมีแต่เล็กลง เพราะโดนแท็บเล็ตที่ใช้งานสะดวกและรวดเร็วกว่าแย่งลูกค้าไป รวมทั้งตลาดโน้ตบุ๊กนั้นก็ยังคงมี Windows ครองความเป็นเจ้าอยู่

Chrome OS จะออกมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นกับวงการได้หรือไม่นั้นเราคงต้องดูต่อไปถึงช่วงกลางปี 2011 ครับว่าผู้บริโภคจะตอบสนองต่อโอเอสทางเลือกนี้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าจะไม่ล้มพับไปก่อนเหมือนกับ Google Wave นะครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s