ปอกเปลือก 3DMark 11! : มาดูกันว่าโปรแกรมทรมานเครื่องเวอร์ชั่นล่าสุดมีอะไรมาอวด

head

เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะรู้จักมักคุ้นกับโปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพ (Benchmark) ที่มีชื่อว่า 3DMark จากค่าย Futuremark กันเป็นอย่างดี เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นโปรแกรมที่อยู่คู่กายขาฮาร์ดแวร์มาร่วมทศวรรษ (เวอร์ชั่นแรกคือ 3DMark 99 ออกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1998) และได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นโปรแกรมวัดประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ระดับโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ไม่ว่าเราจะเปิดไปที่เว็บไซต์เกี่ยวกับการทดสอบฮาร์ดแวร์แห่งใด ก็ต้องมีการอ้างอิงถึงโปรแกรมนี้ด้วยทุกครั้ง และยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งานระดับฮาร์ดคอร์ที่ต้องการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในระดับใดด้วย และในปี 2011 นี้ ทาง Futuremark ได้ปล่อย 3DMark 11 ที่ได้รับการอัพเดตให้ทันยุคสมัยด้วยการรองรับคุณสมบัติหลักที่มีอยู่ใน DirectX 11 อาทิ Tessellation และการจำลองฟิสิกส์โดยใช้ DirectCompute

เริ่มต้นกับ 3DMark 11

ในคอลัมน์ Hardstuff ฉบับก่อนหน้า ผมได้กล่าวถึงความสามารถใหม่ๆ ที่มีอยู่ใน DirectX 11 ไปแล้วบางส่วน ซึ่งก็คงทำให้ท่านผู้อ่านได้ไอเดียโดยคร่าวว่าเจ้า DirectX 11 นี้มีดีอะไรบ้าง แต่จะว่าไปแล้ว DirectX 11 ก็ไม่ได้เป็นของใหม่ต้อนรับปี 2011 ซะทีเดียว เพราะ DirectX 11นั้นพร้อมใช้งานมาตั้งแต่ปลายปี 2009 แล้ว ซึ่งในตอนนั้นมีโปรแกรมวัดประสิทธิภาพอยู่ตัวเดียวที่นำคุณสมบัติมาใช้งานอย่างเต็มที่คือ Unigine Heaven Demo อันเป็นที่รู้จักกันดี แต่มาปีนี้ Futuremark ก็ได้ปล่อย 3DMark 11 ออกมาแล้ว และผมเชื่อว่านับจากนี้ต่อไปอีกอย่างน้อยสองปี (หรือจนกว่า DirectX 12 จะออก) โปรแกรมนี้ก็จะกลายมาเป็นบรรทัดฐานหลักในการทดสอบฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ดกราฟิกรุ่นใหม่ๆ แทนที่ 3DMark Vantage ที่ออกมาก่อนหน้าครับ

ก่อนที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติใหม่ๆ ใน 3DMark 11 ต้องขอกล่าวก่อนว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านต้องลง Windows Vista หรือ 7 ก่อนนะครับ เพราะตั้งแต่ Windows XP ลงไปไม่รองรับ DirectX 11 แล้ว และก็ต้องมีการ์ดกราฟิกที่รองรับ DirectX 11 ด้วย (Radeon HD5xxx ขึ้นไป สำหรับ AMD หรือ Geforce 4xx ขึ้นไป สำหรับ NVIDIA) ส่วนซีพียูนั้นก็ต้องเป็นแบบสองแกนความเร็ว 1.8GHz ขึ้นไปทั้งจาก AMD และ Intel มีแรม 1GB และพื้นที่ฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย  1.5GB

สำหรับ 3DMark 11 นี้ก็เช่นเดิมที่จะได้รับการซอยย่อยออกเป็น 3 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือ Basic Edtion ซึ่งสามารถใช้งานได้ฟรี แต่จะสามารถทดสอบได้โหมดเดียวคือ Performance Preset และไม่สามารถดูผลการทดสอบแบบออฟไลน์ได้ ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อดูผลการทดสอบอย่างเดียว ถัดมาคือ Advanced Edition ที่ได้รับการปลดล็อคลูกเล่นทางการทดสอบต่างๆ แทบจะทั้งหมดแล้ว เหลือแต่เพียงคุณสมบัติยิบย่อยบ่างอย่างเท่านั้น โดยจะมีราคาขายที่ $19.95 (ราว 600 บาท) และสุดท้ายคือ Professional Edition ซึ่งได้รับการปลดล็อคทุกคุณสมบัติ แต่เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรเท่านั้น เพราะมีราคาขายแพงสุดกู่ที่ $995 (ราว 30,000 บาท)

ลูกเล่นใหม่ที่น่าสนใจใน 3DMark 11

สำหรับการทดสอบ 3DMark 11 ทางผู้ผลิตได้แบ่งโหมดการทดสอบไว้เป็นสามโหมดด้วยกันคือ Entry, Performance และ Extreme (Basic Edition สามารถทดสอบได้ในโหมด Performance เท่านั้น แต่อีกสองเวอร์ชั่นสามารถทดสอบได้ทั้งสามโหมด) โดยโหมด Entry นั้นโปรแกรมจะตั้งค่าความละเอียดที่ 1024×600 และปิดคุณสมบัติกราฟิกไปบางส่วนเพื่อให้เหมาะสำหรับการทดสอบบนเน็ตบุ๊กและโน้ตบุ๊ก ถัดมาที่ Performance ตัวโปรแกรมจะรันที่ความละเอียด 1280×720 (720p) พร้อมกับเปิดลูกเล่นทางกราฟิกแบบปานกลางเพื่อให้เหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านทั่วไป สุดท้ายโหมด Extreme จะรันที่ 1920×1080 (1080p) พร้อมกับเปิดลูกเล่นกราฟิกทั้งหมด ซึ่งเหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนด์เท่านั้น

สุดท้ายสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของ Advanced และ Professional Edition จะสามารถใช้งานโหมด Custom ซึ่งจะสามารถปรับค่าลูกเล่นกราฟิก และความละเอียดได้ตามใจชอบ แต่อาจไม่สามารถนำผลการทดสอบไปเปรียบเทียบกับเครื่องอื่นได้สะดวกนักนะครับ เพราะตามเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้โหมดใดโหมดหนึ่งจากทั้งสามโหมดที่ได้กล่าวไปในการทดสอบซะเป็นส่วนมาก เพื่อให้สะดวกเมื่อต้องเปรียบเทียบกับการทดสอบกับฮาร์ดแวร์หลายชิ้น

กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาเข้าสู่ฉากต่างๆ ในการทดสอบซะที สำหรับ 3DMark 11 จะแบ่งการทดสอบออกเป็นทั้งหมด 6 ขั้นตอนด้วยกัน โดย 2 ขั้นตอนแรกจะใช้ฉากที่เรียกว่า Deep Sea ซึ่งเป็นฉากสำรวจโลกใต้ทะเลตามชื่อ สำหรับอีก 2 ขั้นตอนถัดมานั้นจะใช้ฉากที่เรียกว่า High Temple ซึ่งเป็นฉากวัดร้างในป่าเขตร้อนบริเวณทวีปอเมริกาใต้ สำหรับขั้นตอนที่ 5 นั้นจะเป็นการทดสอบฟิสิกส์โดยใช้ไลบรารี่ Bullet Physics ซึ่งเป็นระบบเปิด ไม่ใช่เอนจิ้น Havok หรือ PhysX ที่เราเคยได้ยินแต่อย่างใด และสำหรับการทดสอบสุดท้ายจะเป็นการทดสอบรวมทั้งกราฟิกและฟิสิกส์เข้าไว้ด้วยกันครับ

Deep Sea สัมผัสโลกใต้ทะเลลึกอันน่าหลงใหล

ภาพที่ 1: Deep Sea ฉากแรก
ภาพที่ 1: Deep Sea ฉากแรก

อย่างที่ได้กล่าวไป 2 ขั้นตอนแรกนั้นจะเป็นการทดสอบโดยใช้ฉาก Deep Sea ซึ่งทั้งสองฉากนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อย คือ ในฉากแรก (ภาพที่ 1) จะไม่มีการใช้เทคนิค Tessellation เพื่อเพิ่มจำนวนโพลีกอนกับวัตถุให้มีความโค้งมนสมจริงแต่อย่างใด แต่จะเน้นไปที่ลูกเล่นการให้แสงเงาใต้น้ำ และเอ็ฟเฟ็ค Post-Processing เลนส์กล้องต่างๆ มากกว่า  ในทางกลับกัน ฉากที่สอง (ภาพที่ 2) จะลดลูกเล่นการให้แสงเงา และ Post-Processing ลง แต่จะเริ่มมีการใช้ลูกเล่น Tessellation แบบปานกลางบนวัตถุต่างๆ เช่นโครงสร้างเหล็ก ปะการัง ก้อนหิน และพื้นทะเล ทำให้วัตถุต่างๆ เหล่ามีการลดเหลี่ยมมุมลง ส่งผลให้มีความสมจริงมากขึ้น

ภาพที่ 2: Deep Sea ฉากที่สอง ที่เน้นการใช้ลูกเล่น Tessellation มากขึ้น
ภาพที่ 2: Deep Sea ฉากที่สอง ที่เน้นการใช้ลูกเล่น Tessellation มากขึ้น

High Temple วัดร้างกลางปาดงดิบอันเร้นลับ

ภาพที่ 3: High Temple ตอนกลางวัน
ภาพที่ 3: High Temple ตอนกลางวัน

สำหรับอีกสองขั้นตอนถัดมานั้นจะใช้ฉากที่มีชื่อว่า High Temple โดยฉากแรกจะเป็นฉากตอนกลางวัน โดยจะมีการใช้ Tessellation แบบปานกลางในวัตถุต่างๆ เช่น เสา รูปปั้น และบนใบหญ้า ตลอดจนมีการแสดงเงาวัตถุที่เกิดจากแหล่งกำเนิดแสงที่เดียวคือดวงอาทิตย์ และมีการใช้ Post Processing เพื่อเพิ่มลูกเล่นชัดตื้น (Dept of Field) รวมทั้งเอ็ฟเฟ็คเลียนแบบเลนส์กล้องถ่ายรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มความสมจริง ดังภาพที่ 3 ครับ

ภาพที่ 4: High Temple ตอนกลางคืนที่เน้นเอ็ฟเฟ็คการแสงจากแหล่งกำเนิดหลายแห่ง
ภาพที่ 4: High Temple ตอนกลางคืนที่เน้นเอ็ฟเฟ็คการแสงจากแหล่งกำเนิดหลายแห่ง

สำหรับการทดสอบกราฟิกตัวสุดท้ายนั้น ถึงแม้จะใช้ฉาก High Temple เหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนมาเป็นเวลากลางคืนแทน ซึ่งการทดสอบจะโหดขึ้นกว่าเดิม เพราะมีการใช้ Tessellation เพื่อลดเหลี่ยมมุมบนวัตถุต่างๆ หนักขึ้น ตลอดจนมีการเพิ่มแหล่งกำเนิดแสงเข้าไปในฉาก อาทิ ไฟหน้าของรถ ส่งผลให้เงาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม (หมายความว่าการ์ดกราฟิกของเราต้องทำงานหนักขึ้น) และมีการใช้เทคนิค Post-Processing เพื่อเพิ่มลูกเล่นเอ็ฟเฟ็คเลียนแบบเลนส์กล้องต่างๆ เหมือนเดิมครับ

ทดสอบการจำลองฟิสิกส์ เพื่อวัดความแรงของซีพียู

ภาพที่ 5: ฉากนี้ทดสอบแรงซีพียูในการประมวลผลฟิสิกส์ของแข็ง
ภาพที่ 5: ฉากนี้ทดสอบแรงซีพียูในการประมวลผลฟิสิกส์ของแข็ง

สำหรับการทดสอบที่ 5 นั้นจะเป็นการวัดประสิทธิภาพการจำลองฟิสิกส์โดยใช้กำลังของซีพียู ไม่ใช่จีพียูหรือการ์ดกราฟิกเหมือนการทดสอบสี่ตัวก่อนหน้านะครับ โดยการทดสอบนี้จะเน้นไปที่การจำลองฟิสิกส์ตกระทบของวัตถุที่เป็นของแข็งตายตัว (rigid body) จำนวนมาก เช่นก้อนหิน ดังภาพที่ 5 อ้อ…ในการทดสอบนี้ ตัวระบบจะใช้ความละเอียดหน้าจอที่ค่อนข้างต่ำ และจะเป็นแบบนี้เหมือนกันในทุกโหมดการทดสอบนะครับ เพื่อให้จีพียูส่งผลต่อคะแนนน้อยที่สุดนั่นเอง

ทดสอบรวม มาดูกันว่าเครื่องคุณเจ๋งแค่ไหน

ภาพที่ 6: ฉากที่รวมการทดสอบของทั้งซีพียูและจีพียูเข้าไว้ด้วยกัน
ภาพที่ 6: ฉากที่รวมการทดสอบของทั้งซีพียูและจีพียูเข้าไว้ด้วยกัน

ในการทดสอบสุดท้ายนั้น (ภาพที่ 6) จะเป็นการวัดประสิทธิภาพของตัวเครื่องโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นจีพียูหรือซีพียู ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการทดสอบที่โหดที่สุดใน 3DMark 11 เลยก็ว่าได้ โดยสำหรับการทดสอบซีพียูนั้นจะเหมือนกับการทดสอบฟิสิกส์ของแข็งก่อนหน้า แต่จะลดจำนวนวัตถุลงให้เหลือในระดับปานกลางเท่านั้น และสำหรับการทดสอบจีพียูก็จะเหมือนเดิมคือ เน้นการใช้ Tessellation และลูกเล่นแสงเงาเหมือนเดิม แต่จะลดระดับความโหดลงให้เหลือในระดับปานกลาง แต่ที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือการจำลองฟิสิกส์ของวัตถุที่เป็น soft body เช่นการปลิวสะบัดของธงครับ ซึ่งจะเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานของ DirectCompute โดยใช้จีพียูนั่นเอง

ตัวอย่างผลการทดสอบ และบทส่งท้าย

สำหรับตัวอย่างผลการทดสอบนั้นผมจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านผมในการทดสอบนะครับ เพื่ออย่างน้อยๆ ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ไอเดียว่าผลคะแนนของตนจะออกมาเป็นอย่างไร โดยเครื่องที่บ้านผมใช้ ซีพียู Intel Core i5 750 2.66GHz โอเวอร์คล็อกเป็น 3.8 GHz แรม DDR3 Dual Channel 4GB การ์ดกราฟิก EVGA Geforce GTX470 1.28GB GDDR5 ไดรเวอร์ Forceware260.99 และรันภายใต้ Windows 7 Home Premium 64 บิท สำหรับผลคะแนนในโหมด Performance นั้นได้ไป 4245 แต้ม ที่มีแต่ผลคะแนนในโหมดดังกล่าวก็เพราะว่าผมใช้เพียง Basic Edition ครับ (ไม่มีเงินไปซื้อเวอร์ชั่น Advanced มาใช้ T_T)

สุดท้ายต้องขอกล่าวก่อนจากกันว่า ผู้อ่านท่านใดที่ทดสอบเครื่องของตัวเองแล้วปรากฏว่าคะแนนและเฟรมเรทที่ได้นั้นมันช่างน้อยเหลือเกินนั้น ก็ไม่ต้องตกอกตกใจหรือน้อยใจกลัวเครื่องเล่นเกมใหม่ๆ ไม่ได้นะครับ เพราะโปรแกรมนี้ขึ้นชื่อว่าโหดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และในการทดสอบแบบนี้นั้น ฝรั่งเขาเรียกว่า Synthetic test โดยจะเป็นการสร้างสภาวะจำลองของสภาพแวดล้อมที่เราต้องการทดสอบขึ้นมา แล้วจึงทดสอบผ่านสภาวะจำลองนั้นๆ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ Real-World test ที่จะเป็นการทดสอบผ่านทางเกมทั่วไปที่เราเล่นกัน อันจะให้ผลที่เป็นรูปธรรมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้อย่าไปคิดอะไรกับผลคะแนนที่เราได้มากนะครับ ขอให้เราเล่นเกมอย่างมีความสุขก็พอแล้ว ^_^

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s