รู้จัก Near Field Communication เทคโนโลยีไร้สายที่ย่อกระเป๋าสตางค์ไว้ในมือถือคุณ

1

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 146 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่ออินเตอร์เน็ตและมือถือได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ก็ได้มีนวัตกรรมต่างๆ มากมายที่พยายามจะนำจุดเด่นของเทคโนโลยีทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้มือถือของเรา “สมาร์ท” พอที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผ่านทางโลกออนไลน์ได้โดยไม่ต้องง้อเครื่องคอมพิวเตอร์ อาทิ Quick Response (QR) Codes ที่เราเห็นตามป้ายโฆษณาและตามหน้านิตยสารต่างๆ หรือจะเป็นระบบการรู้จำภาพ (Visual Recognition) เช่น Google Goggles ที่เราสามารถสแกนวัตถุต่างๆ ในโลกจริง เพื่อที่จะรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางคลังขนาดใหญ่ในโลกดิจิตอลได้อย่างง่ายดาย

แต่อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาแรงไม่แพ้กันนั้นมีชื่อว่า Near Field Communication (NFC) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ของใหม่ถอดด้ามเลยเสียทีเดียว เพราะนวัตกรรมนี้ได้เป็นที่นิยมมาพักหนึ่งแล้วในประเทศญี่ปุ่น แถบโซนยุโรปบางแห่ง และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเป็นโครงการนำร่องทดลองใช้อยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่ NFC ได้กลับกลายมาเป็นประเด็นให้พูดถึงกันอีกครั้งในปลายปีที่แล้วเมื่อ Google เปิดตัวมือถือ Nexus S ซึ่งได้รับการพัฒนามาให้รองรับ NFC เลยตั้งแต่ต้น อีกทั้งเมื่อขึ้นชื่อว่า Google แล้วการประกาศเช่นนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

Near Field Communication คืออะไร ใช้งานอย่างไร?

ภาพตัวอย่างการใช้งานแท็ก NFC ตามซูเปอร์มาร์เก็ต
ภาพตัวอย่างการใช้งานแท็ก NFC ตามซูเปอร์มาร์เก็ต

กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายนั้น Near Field Communication (NFC) ก็คือเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแบบไร้สัมผัส ซึ่งได้รับการพัฒนามาให้รองรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะใกล้ๆ (ห่างไม่เกิน 4 นิ้ว) โดยอุปกรณ์ที่มีชิพ NFC ฝังอยู่จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่อยู่ใกล้กัน ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ, รูปภาพ, หรือ URL เหมือนกับ QR Code หรือจะเพื่อใช้ในการอ่าน “สมาร์ทแท็ก” หรือป้ายอัจฉริยะที่อยู่ตามสินค้าต่างๆ เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้

NFC ได้รับการก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นทางการโดยสามบริษัทยักษ์ใหญ่คือ Nokia, Sony, และ Royal Philips Electronics โดยทั้งสามได้ก่อตั้ง NFC Forum ขึ้นเมื่อปี 2004 เพื่อโปรโมทเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งต่อมาก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายๆ บริษัทและองค์กรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Motorola, Microsoft  หรือจะเป็นบริษัทการเงินอย่าง MasterCard , American Express และ Visa โดยทั้งหมดนี้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก NFC Forum แล้วในปัจจุบัน แต่ NFC ก็ยังคงได้รับการพูดถึงกันในวงจำกัดเพราะมือถือที่รองรับเทคโนโลยีนี้ยังไม่แพร่หลายพอ

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว NFC ก็ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อ Google เปิดตัว Nexus S มือถือ Android เครื่องแรกที่สามารถอ่านแท็ก NFC ได้ (แต่ไม่สามารถส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นได้) กอปรกับก่อนหน้านั้นก็ได้มีข่าวออกมาว่า Google เข้าซื้อกิจการ Zetawire บริษัทสัญชาติแคนาดาที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยี Mobile Payment อยู่ จนทำให้เกิดกระแสข่าวขึ้นมาว่า Google อาจเปิดตัวบริการดังกล่าวของตนในอีกไม่นาน อีกทั้งบริษัทคู่แข่งอย่าง Apple, Blackberry และ Nokia เองก็กำลังซุ่มทำมือถือรุ่นใหม่ของตนให้รองรับ NFC ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าการที่ NFC กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรานั้นอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเมื่อมีผู้เล่นรายใหญ่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง

NFC กับบัตรเครดิต

ด้วยลักษณะของชิพ NFC ที่สามารถนำไปฝังไว้กับมือถือได้นั้น คุณประโยชน์อย่างหนึ่งของ NFC ที่ได้รับการพูดถึงมากคือ การนำไปใช้งานเป็นกระเป๋าสตางค์เคลื่อนที่นั่นเอง

ปัจจุบันประเทศที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานอย่างแพร่หลายแล้วก็คือประเทศญี่ปุ่น โดยจะเป็นการนำไปใช้บริการในรูปแบบ Micropayment (การใช้จ่ายจำนวนไม่มาก) เช่นตามที่ขายตั๋วรถไฟ ซื้อกาแฟ หรือร้านอาหารฟาสต์ฟูดส์ เป็นต้น เพียงลูกค้านำมือถือไปสแกนผ่านทางเครื่องอ่าน ตัวระบบก็จะหักเงินออกจากบัญชีโดยอัตโนมัติ นอกจากจะมีความสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้งานบัตรเครดิตธรรมดาอีกด้วย เพราะข้อมูลต่างๆ จะถูกเข้ารหัสไว้ภายในมือถือของผู้ใช้งาน

ภาพลักษณะการใช้งานมือถือ NFC กับเครื่องอ่านโดย Visa
ภาพลักษณะการใช้งานมือถือ NFC กับเครื่องอ่านโดย Visa

ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็มีการเตรียมพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้ในด้านการเงินอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ MasterCard ได้ติดตั้งอุปกรณ์ที่สามารถอ่านมือถือที่มี NFC ได้ไปทั้งหมด 265,000 ชุดทั่วประเทศสหรัฐ ถึงแม้อาจฟังดูเหมือนน้อยเมื่อเทียบกับฐานลูกค้าที่มีมากกว่า 29 ล้านราย แต่ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะไม่ใช่ทุกคนในตอนนี้ที่จะมีมือถือซึ่งมีชิพ NFC ฝังอยู่ กระนั้นก็ตาม Visa ก็ได้รับทราบถึงข้อจำกัดตรงนี้เป็นอย่างดี โดยทางบริษัทได้ทำความร่วมมือกับ DeviceFidelity บริษัทที่ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัสทำการเปิดตัว In2Pay ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม NFC สำหรับมือถือไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยผู้ใช้งานต้องนำอุปกรณ์ดังกล่าวใส่เข้าไปในช่อง MicroSD ในมือถือของตนเพื่อให้สามารถใช้งาน NFC ในการชำระเงินได้ สำหรับมือถือที่รองรับก็ได้แก่ Blackberry Bold 9650, iPhone 4, iPhone 3GS, iPhone 3G (เนื่องจาก iPhone ไม่มีช่องใส่การ์ด MicroSD มาให้ ผู้ใช้ต้องใส่เคสพิเศษที่สามารถรองรับอุปกรณ์ดังกล่าวได้แทน) และ Samsung Vibrant (Galaxy S สำหรับเครือข่าย T-Mobile) อีกทั้งเทคโนโลยีเดียวกันนี้ได้ถูกนำไปทดลองใช้งานในธนาคาร Wells Fargo เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย โดยทางธนาคารได้กำหนดช่วงระยะเวลาทดลองใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือนด้วยกันกับพนักงาน 200 คนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในอนาคตของเทคโนโลยีนี้ และในตอนนี้ Visa กำลังทำงานอย่างหนักร่วมกับธนาคารรายใหญ่อื่นๆ ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น Bank of America, US Bank และ JP Morgan Chase ในการนำเทคโนโลยีเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้

นอกจากฝั่งการเงินการธนาคารที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเองก็กำลังเตรียมรับมือกับกระแส NFC นี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา สามผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือ AT&T, Verizon และ T-Mobile ได้ทำความตกลงร่วมกันเปิดตัว ISIS ซึ่งเป็นเครือข่าย Mobile Payment ที่จะนำเทคโนโลยี NFC มาใช้กับลูกค้ากว่า 230 ล้านรายทั่วสหรัฐ  พร้อมกับออกแคมเปญเพื่อโปรโมทให้ร้านค้าปลีกทั่วประเทศทำการติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถอ่านชิพ NFC ที่อยู่ภายในมือถือได้อีกด้วย โดยทาง ISIS จะเริ่มเปิดตัวสินค้าชิ้นแรกภายในอีก 15 เดือนนับจากนี้

ISIS โครงการโปรโมท NFC จากความร่วมมือของสามเครือข่ายไร้สายยักษ์ใหญ่ของอเมริกา
ISIS โครงการโปรโมท NFC จากความร่วมมือของสามเครือข่ายไร้สายยักษ์ใหญ่ของอเมริกา

สำหรับในเมืองไทยเราเองนั้น เมื่อปีที่แล้วเครือข่าย AIS และธนาคารกสิกรไทย ได้จับมือกันเปิดตัว GSM Mobile payWave ซี่งใช้เทคโนโลยี NFC จากบริษัท Gemalto สำหรับการชำระสินค้า แต่ก็มีข้อจัดอยู่บ้างคือผู้สนใจสามารถใช้งานบริการดังกล่าวได้กับมือถือ Nokia รุ่น 6212 เท่านั้น แต่อย่างน้อยในปัจจุบันมีร้านค้าที่รองรับบริการนี้แล้วทั่วประเทศกว่า 1,500 ราย อาทิ Burger King, McDonald’s, Starbucks ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น Paragon, The Emporium เป็นต้น ในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงทดสอบการใช้งาน และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในอนาคต และอีกรายหนึ่งก็คือ TrueMove ที่ได้ออกบริการ Touch Sim ออกมา ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้มาพร้อมกับตัวเครื่องมือถือเหมือนของทางฝั่ง AIS แต่ก็นับว่าใช้หลักการเดียวกันคือผู้ใช้งานสามารถนำ Touch Sim ไปชำระสินค้าที่ร่วมรายการได้ และก็ยังคงมีข้อจำกัดเหมือนกันคือความยืดหยุ่นในการใช้งานนั้นยังไม่มากพอ เพราะยังจำกัดการใช้งานร่วมกับเครื่องอ่านของ Touch Sim เองเท่านั้น แต่ไม่แน่ เมื่อมือถือที่มีชิพ NFC ออกวางตลาดมากกว่านี้ เราอาจได้เห็นบริการนี้แพร่หลายมากขึ้น และไม่จำกัดเฉพาะเครือข่ายใดหรือธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งเหมือนปัจจุบัน

GSM Mobile payWave จาก AIS และธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในโครงการนำร่องทดลองใช้งานเทคโนโลยี NFC เพื่อการชำระเงินผ่านมือถือรายแรกๆ ในเมืองไทยrd นี้ ุปงานในรูปแบบอืดยานการเงินอย่างเต็มที่ โดย่างๆ จะสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นแล้ว บรรมูลต่างๆ จะถูกเข้ารหัสไว้ภายใน
GSM Mobile payWave จาก AIS และธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในโครงการนำร่องทดลองใช้งานเทคโนโลยี NFC เพื่อการชำระเงินผ่านมือถือรายแรกๆ ในเมืองไทยrd นี้ ุปงานในรูปแบบอืดยานการเงินอย่างเต็มที่ โดย่างๆ จะสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นแล้ว บรรมูลต่างๆ จะถูกเข้ารหัสไว้ภายใน

NFC กับการประยุกต์ใช้งานในรูปแบบอื่น

อย่างที่ได้กล่าวไป NFC ก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของเทคโนโลยีการติดต่อไร้สายในระยะสั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วการประยุกต์นำไปใช้งานก็สามารถทำได้อย่างหลากหลายและไม่จำกัดว่าต้องเป็นด้านการชำระเงินอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น การใช้งานร่วมกับ Smart Objects ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ภายในงานสัมมนา Web 2.0 Summit ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้สาธิตการใช้งานเทคโนโลยี NFC ในการ “เช็คอิน” กับเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่บนป้ายประกาศที่มีสัญลักษณ์ Google Places อยู่ โดยเขาได้นำเจ้า Nexus S ไปวางไว้ใกล้ๆ กับป้ายพิเศษดังกล่าว และทันใดนั้นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ก็ปรากฏขึ้นมาบนมือถือทันที! ที่น่าสนใจคือวิธีการเดียวกันนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างเจ้าของร้านค้าปลีกและลูกค้าได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการอัพเดตข้อมูล หรือทำรายการส่งเสริมการขายเพื่อให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำการตลาดได้เป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้ได้มีแอพพลิเคชั่นสำหรับ Android ที่มีชื่อว่า EnableTable ซึ่งนำเทคโนโลยี NFC ไปประยุกต์ใช้ในการมอบคูปองส่งเสริมการขายให้กับลูกค้าในร้านอาหารที่ร่วมรายการ หลักการคือพอลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จะได้รับ Bill Holder ที่ภายในมีแท็ก NFC ฝังไว้ ซึ่งเมื่อลูกค้านำมือถือไปวางใกล้ๆ กับแท็กดังกล่าว มือถือก็จะทำการโหลดคูปองมาเก็บไว้ในตัวเครื่องจนกว่ารายการจะหมดอายุ เพื่อใช้เป็นส่วนลดหรือร่วมรายการส่งเสริมการขายอื่นๆ ต่อไป ทาง EnableTable เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า restaurant location-based services (rLBS) และกล่าวว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจาก Foursquare และ Facebook Places เพราะสามารถใช้งานได้ง่ายกว่า และไม่มีกฎเกณฑ์ต่างๆ วุ่นวาย แต่ตอนนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยถ้าจะใช้งานในรูปแบบ NFC อย่างสมบูรณ์นั้น ตัวแอพพลิเคชั่นต้องการมือถือที่มีชิพ NFC ฝังอยู่ และ Android 2.3 Gingerbread ซึ่งในตอนที่ผมเขียนบทความนี้ก็มีเพียง Google Nexus S เท่านั้น แต่ในปีนี้เราคงได้เห็นมือถือที่มีสเปคดังกล่าวจากหลายค่ายออกมามากกว่านี้แน่นอน

ในขณะเดียวกันที่ประเทศสวีเดนในตอนนี้ก็ได้มีการทดลองการใช้เทคโนโลยี NFC สำหรับการจองห้องพัก โดยวิธีการคือผู้เข้าพักจ่ายเงินค่าห้องล่วงหน้าก่อน จากนั้นตัวระบบก็จะโอนข้อมูลเข้าไปในมือถือของผู้ใช้งาน และสามารถนำมือถือไปสแกนที่ประตูห้องเพื่อเข้าพักได้เลย

อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการประยุกต์ใช้ NFC คือ Smart Poster ซึ่งก็คือการนำแท็ก NFC มาใช้งานร่วมกับโปสเตอร์ภาพยนตร์ ร้านค้า หรือนามบัตร ซึ่งเมื่อผู้ใช้นำมือถือไปวางไว้ใกล้ๆ ก็สามารถรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูล หรือสินค้าและบริการนั้นๆ ได้โดยทันที ลองคิดดูว่าจะสะดวกเพียงไรเมื่อถึงตอนที่เราเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์แล้วเจอกับโปสเตอร์หนังแผ่นหนึ่ง แต่เราอยากข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวหนังรวมทั้งอยากดูตัวอย่างหนังด้วย ต่อไปนี้เราเพียงนำมือถือเข้าไปวางไว้ใกล้ๆ เราก็สามารถรับทราบข้อมูลได้ทั้งหมดแล้ว

ข้อสังเกตและบทสรุป

ถึงแม้ทางฝั่งผู้ให้บริการทั้งจากธนาคารและเครือข่ายไร้สายเจ้าต่างๆ จะพร้อมเพียงใดกับการนำ NFC ไปใช้ก็ตาม แต่ถ้ากระแสตอบรับจากผู้บริโภคเองไม่แรงพอ เทรนด์ที่น่าสนใจนี้ก็อาจฟุบเอาได้ง่ายๆ โดยในช่วงที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ NFC บนมือถือไม่ได้แจ้งเกิดก็เพราะมีมือถือน้อยรุ่นเหลือเกินที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าว โดย Bloomberg Business ให้ความเห็นว่าเมื่อปีที่แล้วมีมือถือเพียง 4.1% เท่านั้นที่รองรับ NFC และถึงแม้ทาง ISuppli บริษัทวิจัยด้านการตลาดชื่อดังจะออกมากล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 13% (ราว 220 ล้านเครื่อง) ภายในปี 2014 ก็ตาม Deepak Jain ผู้บริหารระดับสูงจาก DiviceFidelity ให้ความเห็นว่าอาจต้องใช้เวลา 5 ถึง 10 ปี กว่าที่ NFC จะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งก็คือจะทำอย่างไรให้ร้านค้าปลีกต่างๆ หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับ NFC อย่างจริงจัง เพราะเป็นที่รู้กันว่านอกจากมือถือที่ฝังชิพ NFC แล้ว อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่ต้องมีคือเครื่องที่สามารถอ่านได้ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า contactless point-of-sale (PoS) terminal ไว้สำหรับให้ลูกค้าสแกนซื้อสินค้า ซึ่งเครื่องดังกล่าวนั้นไม่มีราคาถูกแน่นอน

อีกอย่างที่จะลืมไปเสียไม่ได้คือตัวผู้บริโภคเองที่จะยอมรับเทคโนโลยีนี้มากน้อยเพียงใดด้วย เพราะไม่เพียงแต่ประเด็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เราต้องคำนึงถึง แต่ยังมีเรื่องของค่าธรรมเนียมที่อาจต้องโดนหักเพิ่มจากการชำระเงินด้วยวิธีนี้ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีคำตอบจากผู้ให้บริการอย่างชัดเจน แต่ก็หวังว่า เมื่อโครงการนำร่องต่างๆ ผ่านข่วงการทดลองแล้ว เราจะได้เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น

สุดท้าย ถ้าบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายและบรรดาธนาคารทั้งหลายต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เข้าสู่ยุคของ Mobile Payment เช่น NFC อย่างจริงจังนั้น เห็นทีจะต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น ไม่ว่าเป็นการทำรายการส่งเสริมการขายร่วมกับร้านค้าปลีก แฟรนชายส์ต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อย การลดขั้นตอนยุ่งยากในการใช้งาน ตลอดจนการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (จำเป็นอย่างยิ่งเพราะเห็นมีข่าวอยู่บ่อยๆ) รวมทั้งตัวมือถือที่รองรับเทคโนโลยีนี้ต้องมีราคาที่ไม่แพงเกินเอื้อม

เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว NFC ก็คงเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่มาแล้วก็ไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s