ความท้าทายของสื่อสิ่งพิมพ์บนแท็บเล็ต

Tablet_Group_test_206PCA_206_Photoshoot-212

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 147 ประจำเดือนมีนาคม 2554

เมื่อ iPad ได้รับการเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงคือ ความสามารถในการมอบช่องทางการอ่านนิตยสารและหนังสือพิมพ์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น การรับชมเนื้อหาในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ การอัพเดตอย่างฉับไว ตลอดจนลูกเล่นแปลกใหม่ที่บรรดาสื่อสิ่งพิมพ์หยิบยกมานำเสนอเพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค

ทว่า เพียงหลังจากที่ iPad วางจำหน่ายได้เพียงหกเดือน ก็ได้มีรายงานจาก Audit Bureau of Circulation จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ชี้ให้เห็นว่ายอดขายของนิตยสารบน iPad ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างน่าตกใจ ยกตัวอย่างเช่นยอดขายเฉลี่ยขอ ง Wired บน iPad ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนนั้นอยู่ที่ 22,500 ชุด จาก 100,000 ชุดในเดือนมิถุนายน ลดลงร้อยละ 78 ส่วนยอดขายของ Vanity Fair เมื่อเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 8,700 ชุดจาก 10,000 ชุดเมื่อเดือนสิงหาคม ลดลงร้อยละ 17 และคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นพิมพ์แบบดั้งเดิม ในขณะที่ยอดขายของ iPad รวมทั้งหมดนั้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านชุดในปัจจุบัน อีกทั้งรายงานล่าสุดจาก Forrester ระบุว่า จริงอยู่ที่มีแนวโน้มว่าผู้ใช้งาน iPad กว่าร้อยละ 49 ใช้ iPad ในการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารเป็นหลัก แต่มีผู้ใช้งานถึงกว่าร้อยละ 72 ที่ใช้เบราเซอร์ในการอ่านข่าวและบทความในเว็บ…ฟรี! ไม่ใช่จากการดาวน์โหลดเพื่อซื้อเนื้อหาผ่านทางแอพพลิเคชั่น เหล่านี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ถึงแม้ iPad จะเปิดโอกาสให้สื่อสิ่งพิมพ์รายต่างๆ สามารถทำเงินได้เพิ่มขึ้น แต่นี่ก็ยังไม่ใช่โมเดลธุรกิจอันแท้จริงที่จะมาตอบโจทย์การเงินดังกล่าว เหล่านี้นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของสื่อที่พยายามจะเล่นกับตลาดใหม่นี้

Content is King: คอนเท้นท์คือราชันย์

1. สร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับคอนเท้นท์

สิ่งสำคัญประการแรกที่เจ้าของสื่อต้องคำนึงถึงเพื่อดึงดูดผู้อ่านให้มากขึ้นคือ ความโดดเด่นของคอนเท้นท์และความไม่เหมือนใครนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ The Daily หนังสือพิมพ์ข่าวรายวันสำหรับ iPad โดยเฉพาะฉบับแรกของโลกที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Apple และ News Corporation ซึ่งนำเสนอเนื้อหาเฉพาะที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากที่ไหน ไม่เว้นแต่บนเว็บไซต์ของตัวเอง แม้ว่าบางครั้งประเด็นที่นำเสนออาจเป็นเรื่อง talk of the town ที่สามารถหาอ่านจากที่อื่นได้ฟรี แต่วิธีการนำเสนอนั้นกลับโดดเด่น ซึ่งสื่อบนแท็บเล็ตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์คนดังในวงการ หรือข้อมูลสถิติลับเฉพาะนำเสนอในรูปแบบ infographic ที่ไม่เคยได้รับการเปิดเผยที่ไหนมาก่อน รวมทั้งคอนเท้นท์ประเภทฟีเจอร์ขนาดยาวที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและบทวิเคราะห์ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคอนเท้นท์ได้อย่างแน่นอน

หน้าตาในส่วนคอนโทรลพาแนลของ The Daily
หน้าตาในส่วนคอนโทรลพาแนลของ The Daily

2. ใช้เทคโนโลยีให้เต็มที่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่ iPad มีเหนือกว่าสี่อประเภทอื่นคือความสามารถในการรองรับเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ ไฟล์ภาพความละเอียดสูง การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตสื่อควรให้ความสำคัญตรงจุดนี้ไม่แพ้เนื้อหาในรูปแบบตัวอักษรเลยทีเดียว

World of Nerdcraft วิดีโอบน The Dail ที่หาดูจากที่อื่นไม่ได้
World of Nerdcraft วิดีโอบน The Dail ที่หาดูจากที่อื่นไม่ได้

The Daily เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเสนอเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟให้น่าสนใจ เพราะนอกจากภายในจะประกอบไปด้วยบทความที่เกิดจากบรรดาหัวกะทิในวงการแล้ว สิ่งหนึ่งที่นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มคือภาพประกอบความละเอียดสูง วิดีโอ รวมทั้งเกมเล็กๆ ไว้เล่นเวลาเบื่อ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ทำให้ The Daily มีความแตกต่างจากนิตยสาร/หนังสือพิมพ์บน iPad โดยทั่วไปที่มักจะเป็นการนำเนื้อหาภายในเล่มมาสแกนเป็นไฟล์ PDF เท่านั้น

3. ขนาดใครว่าไม่สำคัญ

จริงอยู่ที่การนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟจะมีความน่าสนใจกว่าตัวอักษรและภาพนิ่งแบบเดิมแต่ข้อจำกัดที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยก็คือขนาดไฟล์ที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งทำให้เสียเวลาดาวน์โหลดนานเข้าไปอีก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนิตยสาร Wired บน iPad ที่โดยเฉลี่ยแล้วจะมีขนาดไฟล์ต่อฉบับประมาณ 250MB ซึ่งถ้าดาวน์โหลดผ่านทางอินเตอร์เน็ต DSL ธรรมดาอาจใช้เวลาถึง 40 นาที ส่วน The New Yorker นั้นก็มีขนาดใช่ย่อย โดยจะอยู่ที่ประมาณ 100 – 150MB ต่อฉบับ คิดเวลาดาวน์โหลดประมาณ 15 – 20 นาที ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้นเป็นค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่ผู้คนเดินทางจากบ้านถึงที่ทำงานเลยทีเดียว

ทางแก้ปัญหาเบื้องต้นคือ ผู้พัฒนาต้องทำความเข้าใจสเปคและข้อจำกัดของแท็บเล็ตแต่ละตัวให้ดี ยกตัวอย่างเช่น หน้าจอของ iPad มีความละเอียด 1024×768 ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องนำไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงขนาด 720p (1280×720) หรือมากกว่านั้นมาประกอบบทความให้เสียเวลาดาวน์โหลด หรือตัววิดีโอเองก็ไม่ควรมีความยาวมากเกินไป ต้องเขียนสคริปต์ให้รัดกุมเพื่อให้กินเวลาไม่มาก เพียง 2-3 นาทีก็เพียงพอแล้ว

4. หัดเข้าสังคมให้เป็น ทำตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา

สิ่งหนึ่งที่ The Daily ได้รับคำวิจารณ์อย่างมากคือการที่ผู้อ่านไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับเครือข่ายสังคมออนไลน์เช่น facebook หรือ twitter ได้เลย จริงอยู่ที่เราสามารถกดแบ่งปันลิงค์ของบทความผ่านทางบริการทั้งสองหรือทางอีเมลได้แต่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น ซึ่งปัญหานี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับความสามารถในการอัพเดตตัวบทความภายในที่อาจช้าไม่ทันใจ เพราะไม่ได้เป็นแบบรีลไทม์ ต้องซื้อฉบับใหม่อย่างเดียวเท่านั้น

หน้าตาส่วนสารบัญของ Flipboard แอพพลิเคชั่น Social Magazine สุดฮอตที่มีจุดเด่นคือผู้อ่านสามารถปรับแต่งเลือกอ่านข่าวประเภทใดก็ได้ตามที่ต้องการ
หน้าตาส่วนสารบัญของ Flipboard แอพพลิเคชั่น Social Magazine สุดฮอตที่มีจุดเด่นคือผู้อ่านสามารถปรับแต่งเลือกอ่านข่าวประเภทใดก็ได้ตามที่ต้องการ

สื่อบนแท็บเล็ตควรที่จะต้องจับตาดูแอพพลิเคชั่นประเภท Social Magazine เช่น Flipboard หรือ Pulse ให้ดี เพราะเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก ซึ่งหลักการทำงานไม่ได้เข้าใจยากเลย เพราะเป็นการนำ RSS Feeds จากเว็บไซต์ต่างๆ มาจัดแสดงเนื้อหาใหม่ให้มีรูปแบบอ่านง่าย คล้ายกับการอ่านนิตยสารจริงๆ เท่านั้น แต่มีคุณสมบัติเด่นคือผู้อ่านสามารถปรับแต่งเพื่อให้แสดงคอนเท้นท์ประเภทใดก็ได้ตามใจชอบ (Customization & Personalization) ไม่ใช่เฉพาะคอนเท้นท์ที่เจ้าของสื่ออยากนำเสนอเท่านั้นเหมือนตามสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป รวมทั้งเนื้อหาภายในจะได้รับการอัพเดตตัวเองโดยอัตโนมัติตลอดเวลาทุกครั้งเมื่อเปิดขึ้นมา และที่น่าสนใจคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคม เพื่อแสดงความเคลื่อนไหวของคนที่เรา follow อยู่ในรูปแบบนิตยสารที่สามารถพลิกหน้ากลับไปมาได้ ดังนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ที่สื่อบนแท็บเล็ตอาจนำความสามารถนี้มาประยุกต์ใช้

ความท้าทายจากปัจจัยภายนอก

1. ระบบสมัครสมาชิก ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก

ในปัจจุบัน เวลาที่เราต้องการซื้อนิตยสารสักเล่มหนึ่งเพื่อมาอ่านบน iPad นั้น จะมีวิธีการคือเราต้องเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของนิตยสารที่เราต้องการอ่าน จากนั้นเราถึงค่อยใช้ระบบซื้อของภายใน (in-app purchase) เพื่อซื้อตัวนิตยสารจริงๆ มาอ่านอีกหนึ่ง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวอาจใช้ได้ผลกับคอนเท้นท์ประเภทอื่น เช่น แอพพลิเคชั่นทั่วไป หรือเกม แต่นิตยสารกลับได้ผลตรงกันข้าม เพราะก่อนหน้านี้  Apple ยังไม่มีระบบชำระเงินแบบสมัครสมาชิกเหมือนที่นิตยสารรูปเล่มมี แต่บังคับให้ผู้อ่านต้องซื้อนิตยสารทีละฉบับ ดังนั้นนอกจากจะไม่สะดวกต่อผู้อ่านที่จะต้องมาคอยดาวน์โหลดเองทีละเล่มแทนที่ระบบจะจัดการให้หมดแล้ว เจ้าของนิตยสารยังจำเป็นต้องคิดราคาขายตามหน้าปก ซึ่งสูงกว่าราคาเมื่อสมัครสมาชิก และบางครั้งก็เกือบเท่าเวอร์ชั่นที่วางขายในร้านหนังสือเลยทีเดียว ซึ่งเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้กับนักอ่านเป็นอย่างมาก เพราะเข้าใจว่านิตยสารบน iPad มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า แต่กลับมีราคาขายที่ใกล้เคียงกับรูปเล่มจริง ฉะนั้นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นิตยสารบน iPad มียอดจำหน่ายลดลงอย่างต่อเนื่องก็คือ ขาดวิธีรองรับการสมัครสมาชิกเพื่อที่จะขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าปกนั่นเอง ยังไม่นับรวมถึงการที่ต้องมานั่งกดซื้อทีละฉบับเองตามที่ได้กล่าวไปแล้วด้วย

แต่ว่า เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศระบบการรับสมัครสมาชิกใหม่กับคอนเท้นท์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เพลง วิดีโอ ฯลฯ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ไม่เกินช่วงกลางปีนี้ โดยมีใจความหลักว่า เจ้าของสื่อสามารถเสนอช่องทางการสมัครสมาชิกภายนอกแอพพลิเคชั่นได้ (out-of-app) แต่ต้องมีตัวเลือกให้ผู้บริโภคสามารถสมัครสมาชิกภายในแอพพลิเคชั่น (in-app) ได้ในราคาที่เท่ากันหรือถูกกว่าการสมัครภายนอก ทั้งนี้ ถ้าผู้บริโภคสมัครสมาชิกโดยใช้ช่องทาง in-app นั้น Apple จะหักค่าหัวคิวไป 30% แต่ถ้าสมัครโดยใช้ out-of-app นั้น เจ้าของสื่อไม่ต้องเสียค่าหัวคิวดังกล่าวให้กับ Apple เลย ที่สำคัญคือ Apple ยังห้ามไม่ให้เจ้าของสื่อแปะลิงค์เพื่อนำผู้อ่านไปสมัครสมาชิกภายนอกผ่านทางเว็บเบราเซอร์อีกต่อไปเหมือนกับที่นิตยสารบางฉบับกำลังทำอยู่ อาทิ The Economist และยังไม่ได้บังคับให้ผู้อ่านต้องลงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเหมือนกับการสมัครสมาชิกจริงๆ ด้วย

แทบไม่ต้องแปลกใจเลยว่า นโยบายนี้ของ Apple ให้ประโยชน์กับผู้บริโภคเต็มๆ เพราะมีตัวเลือกสมัครสมาชิกได้อย่างง่ายดายภายในแอพพลิเคชั่นในราคาที่เป็นธรรม และยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลด้วย แต่สำหรับเจ้าของสื่อแล้ว การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นเหมือนกับดาบสองคม ในแง่หนึ่งคือมีโอกาสได้ขยายฐานผู้อ่านมากขึ้นโดยไม่ต้องพะวงกับค่าโฆษณาหรือวุ่นวายกับการจัดส่ง เพราะทั้งหมดสามารถโยนให้ Apple จัดการ แต่อาจต้องมาเสียค่าหัวคิว 30% แทน ซึ่งคงมีแต่สื่อรายใหญ่ทุนหนาเท่านั้นที่ยอมรับได้ เพราะคงมีผู้อ่านน้อยรายที่จะยอมใช้วิธีสมัครสมาชิกแบบ out-of-app เนื่องจากความสะดวกสบายต่างกันลิบลับ อีกทั้ง ยังไม่มีความแน่นอนว่า Apple จะยอมแชร์ข้อมูลของลูกค้ามากน้อยเพียงใดด้วย ซึ่งสำหรับเจ้าของสื่อแล้ว ข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อแนวทางการดำเนินงานในอนาคตมาก และรวมถึงรายได้จากการขายโฆษณาที่อาจได้รับผลกระทบด้วย เพราะไม่มีข้อมูลของผู้อ่านมากพอที่จะวางแผนการขายโฆษณาใดๆ ได้

ที่น่าสนใจคือ ในสัปดาห์เดียวกัน Google ก็ได้ประกาศเปิดตัว One Pass ซึ่งเป็นบริการชำระเงินออนไลน์สำหรับดิจิตอลคอนเท้นท์ทั้งบนเว็บและภายในแอพพลิเคชั่นผ่านทางบริการ Google Checkout โดยมีจุดเด่นคือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงคอนเท้นท์จากที่ใดก็ได้ผ่านทางแอ็คเค้าท์ Google ของตน และที่เป็นสวรรค์สำหรับเจ้าของคอนเท้นท์คือ Google จะหักค่าหัวคิวไปเพียง 10% เท่านั้น และให้คำมั่นว่าจะแชร์ข้อมูลของผู้บริโภคกับเจ้าของคอนเท้นท์ด้วย เรียกได้ว่าจงใจหักหน้า Apple กันจังๆ เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้ใช้ iOS (iPhone, iPod, iPad) มีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อแอพพลิเคชั่นและคอนเท้นท์ออนไลน์มากกว่าผู้ใช้ Android จึงทำให้เกิดข้อสังเกตขึ้นมาว่าจะเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นในตลาดสิ่งพิมพ์ออนไลน์ด้วยหรือไม่

ที่แน่ๆ คือดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้ เจ้าของสื่อไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจในการกระจายคอนเท้นท์อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นบริษัทไอทีต่างหากที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ใครกันที่จะสามารถเอาชนะใจได้ทั้งเจ้าของสื่อและผู้อ่าน เราคงต้องติดตามกันต่อไป

2. ราคาต้องคุ้มค่า โปรโมชั่นต้องดึงดูด

ผลสำรวจล่าสุดจาก Knowledge Networks ระบุว่ามีเพียงร้อยละ 13 ของกลุ่ม early adopter ของ iPad เท่านั้นที่จะยอมเสียเงินซื้อคอนเท้นท์ โดยรายงานชุดเดียวกันให้ความเห็นว่าผู้บริโภคดังกล่าวยอมเสพคอนเท้นท์ฟรีที่มีโฆษณาประกอบดีกว่าเสียเงินซื้อ นอกจากนั้น รายงานจาก Pew Internet and American Life Project ก็ได้ชี้ให้เห็นเช่นเดียวกันว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้บริโภคจะยอมเสียเงินราว $10 (ราว 300 บาท) ต่อเดือนในการซื้อคอนเท้นท์ผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ราคาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค แม้จะเป็นรูปแบบออนไลน์ก็ตาม เพราะฉะนั้นเจ้าของสื่อคงต้องวางแผนด้านราคาขายและโปรโมชั่นให้ดีๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

กราฟแท่งที่แสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคส่วนมากยอมจ่ายเงินเพียงราว $10 ต่อเดือนเท่านั้นในการซื้อคอนเท้นท์ออนไลน์
กราฟแท่งที่แสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคส่วนมากยอมจ่ายเงินเพียงราว $10 ต่อเดือนเท่านั้นในการซื้อคอนเท้นท์ออนไลน์

วิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับใช้ในการดึงดูดผู้บริโภคคือ Freemium ซึ่งหมายถึง ผู้อ่านที่ไม่ได้เสียเงินเป็นสมาชิกจะสามารถใช้งานคอนเท้นท์ได้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งสำหรับคอนเท้นท์ประเภทนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์แล้ว ส่วนมากก็จะเป็นเนื้อหาทั่ว ไป โดยสงวนบทความเด่นๆ ประเภทวิเคราะห์เจาะลึก (in-depth) ไว้ให้กับผู้อ่านที่เป็นสมาชิก พูดง่ายๆ ก็คือ Freemium นั้นเป็นเหมือนกับตัวเดโมที่ผู้อ่านหน้าใหม่สามารถทดลองอ่านได้ก่อน ถ้าถูกใจและอยากอ่านเพิ่มเติมค่อยสมัครเป็นสมาชิกทีหลัง ตัวอย่างสื่อที่ใช้วิธีการนี้คือ The Wall Street Journal

ปีที่แท็บเล็ตครองเมืองอย่างแท้จริง

ปีที่แล้วนับว่าเป็นปีทดลองสำหรับสื่อน้องใหม่บนแท็บเล็ต เราก็ได้เห็นความพยายามอย่างสุดความสามารถของสื่อเจ้าต่างๆ ทั้งไทยและเทศในการเป็นเจ้าตลาดให้ได้มากที่สุดแม้ว่าจะมีเพียง iPad เป็นเพียงทางเลือกเดียวก็ตาม แต่น่าเสียดายที่ว่า ยังมีสื่อสิ่งพิมพ์บนแท็บเล็ตอีกไม่น้อยที่ไม่ได้นำความสามารถใหม่ๆ มาใช้งานอย่างเต็มที่ ประกอบกับปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการทำการตลาดและการกระจายคอนเท้นท์ แต่ในปี 2011 ซึ่งเป็นปีที่เราคงเห็นแท็บเล็ตจากหลายค่ายวางจำหน่ายกันมากขึ้นและผู้บริโภคตอบรับมากขึ้น เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตลาดน้องใหม่นี้ไม่มากก็น้อยครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s