อวสานพีซี?

1

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 148 ประจำเดือนเมษายน 2554

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอุปกรณ์พกพา (Mobile Device) ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ จากเดิมที่เคยใช้คุยอย่างเดียว จนกระทั่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่สามารถทำเกือบทุกอย่างได้เหมือนพีซี รวมทั้งน้องใหม่อย่างแท็บเล็ต ที่ถึงแม้จะมีอายุเพียงหนึ่งขวบ แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้เป็นเจ้าของนับล้านทั่วโลก ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการแข่งขันทางธุรกิจที่ช่วยให้อุปกรณ์พกพาต่างๆ มีราคาถูก มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตลอดจนกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้นี้ทำให้ไม่เพียงแต่อุปกรณ์พกพาจะกลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ 6 เท่านั้น แต่ยังทำให้หลายฝ่ายคิดไปว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอาจจะมาถึงจุดจบในอนาคตอันใกล้

(เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน สำหรับบทความนี้ คำว่า พีซี หมายถึงคอมพิวเตอร์เดสก์ท้อปและโน้ตบุ๊กที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับเมาส์และคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็น Windows, Mac, Linux หรือ Chrome OS)

พีซีกำลังจะถึงจุดจบแล้วจริงๆ…

ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา กระแส “โลกยุคหลังพีซี” (Post-PC world) ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง โดยเริ่มมาจากคำกล่าวอ้างของ Steve Jobs ซีอีโอของ Apple ที่ว่า ปัจจุบันพีซีเปรียบเหมือนกับรถบรรทุก ที่กำลังเสื่อมความนิยมเรื่อยๆ เพราะผู้คนจะหันมาใช้งานอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแทน และยังได้รับการตอกย้ำอีกครั้งภายในงาน เปิดตัว iPad 2 ที่ผ่านมา โดย Apple อ้างว่า iPad คืออุปกรณ์ยุคหลังพีซีชนิดที่สามต่อจาก iPod และ iPhone  อย่างไรก็ดี คำกล่าวอ้างดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ Morgan Stanley ที่เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ยอดผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตามบ้านนั้นลดลงกว่าร้อยละ 20 นับจากปีค.ศ. 2008 และหลังจากเปิดตัว iPad 2 ไม่นาน Gartner ได้ออกมาทำนายว่า ยอดการเติบโตของพีซีปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ราว 10.5% จากที่เคยคาดเดาไว้ที่ 15.9% ส่วนเน็ตบุ๊กที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นนวัตกรรมแห่งปีก็มียอดขายลดลงถึง 48.7% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วจากผลการสำรวจของ IDC (ข้อมูลจาก The Wall Street Journal)

ตัวอย่างผลการสำรวจ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้ใช้งานพีซีลดลงอย่างเห็นได้ชัดในรอบสองปีที่ผ่านมา
ตัวอย่างผลการสำรวจ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้ใช้งานพีซีลดลงอย่างเห็นได้ชัดในรอบสองปีที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน ผลการสำรวจระบุว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา ยอดขายของสมาร์ทโฟนทั่วโลกอยู่ที่ราว 100.9 ล้านเครื่องทั่วโลก คิดเป็นการเติบโตแบบปีต่อปีถึง 87.2% สำหรับแท็บเล็ตเองนั้นก็ใช่ย่อย เพราะ iPad สามารถทำยอดขายได้ถึง 15 ล้านเครื่องทั่วโลกโดยใช้เวลาเพียง 9 เดือน และทาง Gartner ทำนายว่ายอดขายแท็บเล็ตทั่วโลกในปีนี้อาจอยู่ที่ 40 ล้านชุดเลยทีเดียว เพราะมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงกว่าปีที่แล้ว

ตารางผลการสำรวจของ IDC ที่ชี้ให้เห็นว่า ยอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนในไตรมาสที่แล้วเติบโตขึ้นแบบปีต่อปีราว 87.2% เลยทีเดียว
ตารางผลการสำรวจของ IDC ที่ชี้ให้เห็นว่า ยอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนในไตรมาสที่แล้วเติบโตขึ้นแบบปีต่อปีราว 87.2% เลยทีเดียว

คำถามคือ ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า พีซีกำลังถึงจุดจบแล้วจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่อย่างแน่นอน เพราะเป็นความจริงที่ว่า ถึงแม้ในอนาคตผู้บริโภคมีแนวโน้มซื้อสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายพีซีบ้าง แต่แน่นอนว่าอุปกรณ์ทั้งสองประเภทไม่สามารถใช้งานแทนกันได้(ในตอนนี้) เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พีซีได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกกว่าผ่านทางเมาส์และคีย์บอร์ด รวมทั้งมีกำลังในการประมวลผลมากกว่า จึงทำให้เหมาะสมกับการทำงานที่ต้องใช้ทรัพยากรเครื่องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อวิดีโอ การแก้ไขภาพถ่ายดิจิตอลความละเอียดสูง หรือแม้กระทั่งการเล่นเกม ซึ่งการใช้งานผ่านพีซีนั้นช่วยเติมเต็มอรรถรสได้ดีกว่ามาก ดังนั้น ในปัจจุบันอุปกรณ์พกพาทั้งหลายจึงเป็นเหมือนกับ ”เพื่อนคู่ใจ” ที่จะมาช่วยให้ผู้ใช้พีซีทำงานได้อย่างสะดวกขึ้นมากกว่าที่จะมาแทนที่อย่างเต็มร้อย

ดังนั้น การที่อุปกรณ์พกพาจะสามารถไล่ตามพีซีและสามารถทดแทนการใช้งานได้ได้ยังอยู่อีกไกล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเชื่อว่าในอนาคต เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ ตลอดจนอุปกรณ์เสริมการใช้งานต่างๆ ของอุปกรณ์พกพาย่อมต้องได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานได้มากขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า กว่าจะถึงเวลานั้นพีซีก็อาจได้รับการพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว อีกทั้งข้อจำกัดบางประการของอุปกรณ์พกพาเอง เช่น ความจุ หรืออายุการใช้งานแบตเตอรี่ก็จะคอยขัดแข้งขัดขาไม่ให้สามารถใช้งานเทียบเท่าพีซีได้

…หรือกำลังเปลี่ยนโฉมเข้าสู่ยุคใหม่?

อย่างที่กล่าวไป การที่อุปกรณ์พกพาได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์พีซีจะอยู่เฉยๆ เพราะบทเรียนหนึ่งที่ตลาดอุปกรณ์พกพาได้สอนให้กับพีซีก็คือ นับจากนี้ต่อไป สิ่งที่จะใช้วัดว่าสินค้าไอทีจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่สเปคของซีพียู ขนาดหน้าจอ หรือความเร็วแรมอีกต่อไป แต่จะอยู่ที่ประสบการณ์การใช้งานที่ผู้บริโภคจะได้รับ (user experience) สินค้าของ Apple นับเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะจะเห็นได้ว่า เวลาเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกครั้ง Apple แทบไม่กล่าวอ้างถึงข้อมูลทางเทคนิคให้ต้องปวดหัวเลย ทางบริษัทไม่เคยพูดว่า iPad ของตนมีโปรเซสเซอร์ที่เร็วกว่าคู่แข่ง มีแรมเยอะกว่า หรือมีชิพประมวลผลกราฟิกที่ดีกว่า แต่กลับเน้นย้ำไปยังสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการใช้งานสินค้าตัวนี้ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความสะดวกสบายที่จะได้รับ พูดง่ายๆ คือ สำหรับ Apple แล้ว user experience  คือจุดขายหลักที่คู่แข่งไม่อาจทำได้ดีเท่า  ยกตัวอย่างเช่น Motorola Xoom แท็บเล็ตจากค่ายคู่แข่ง ที่ถึงแม้จะอวดอ้างสรรพคุณว่ามีฮาร์ดแวร์ที่ประสิทธิภาพเหนือกว่า แต่กลับไม่ได้แสดงให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจนว่าจะได้ประโยชน์อะไร นี่ยังไม่นับระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb ที่หลายฝ่ายอ้างว่ายังพัฒนาไม่ถึงขั้น เพราะยังมีข้อผิดพลาดและแอพพลิเคชั่นที่รองรับอย่างเต็มที่ยังมีไม่พอ

แล้ว user experience นี้มันมีเกี่ยวอะไรกับอนาคตของพีซี? เกี่ยวแน่นอนครับในแง่ที่ว่า ทิศทางการพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับพีซีในอนาคตมีแนวโน้มนำองค์ประกอบหลายอย่างที่ผู้ใช้อุปกรณ์พกพาชื่นชอบมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในระยะสองสามเดือนที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนมากขึ้น เริ่มจาก Google Chrome OS ที่ได้เคยเขียนถึงไปแล้ว โดยถึงแม้ Google เน้นย้ำหนักหนาว่า Chrome OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบสำหรับเน็ตบุ๊กเพื่อให้ใช้งานร่วมกับเมาส์และคีย์บอร์ด แต่เมื่อดูเบื้องลึกดีๆ แล้วจะเห็นว่าได้มีการนำคุณสมบัติหลายอย่างของ Android มาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายแอพพลิเคชั่นออนไลน์ หน้าจออินเตอร์เฟสที่โล่งสะอาดตา และการใช้ทรัพยากรจากการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) ในการเก็บข้อมูล เป็นต้น เหล่านี้ตรงกันข้ามกับรูปลักษณ์และคุณสมบัติของระบบปฏิบัติการบนพีซีที่ต้องพึงกำลังจากฮาร์ดแวร์เป็นหลักจากหน้ามือเป็นหลังมือ

นอกจาก Google แล้ว ม้ามืดที่กำลังมาแรงอย่าง HP ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ WebOS เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติที่สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมากคือ Touch-to-Share ที่ผู้ใช้เพียงนำอุปกรณ์พกพาที่ใช้ WebOS สองชิ้นมาสัมผัสกันเท่านั้นก็สามารถโอนไฟล์ข้อมูลผ่านทางบลูทูธได้ ถและถึงแม้จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์พกพา แต่ HP ประกาศว่าจะติดตั้ง WebOS ลงในพีซีของตนด้วยในอนาคต เท่านี้ก็น่าจะพอนึกได้ว่า HP กำลังพยายามอย่างหนักในการที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานพีซีและอุปกรณ์พกพาร่วมกันได้ง่ายขึ้นผ่านทางตัวกลางคือระบบปฏิบัติการ WebOS

ภาพลักษณะการทำงาน Touch-to-Share ของ HP ที่เพียงนำอุปกรณ์ WebOS มาสัมผัสกันก็สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ ลองนึกดูว่าถ้าระบบปฏิบัติการบนพีซีในยุคหน้าสามารถทำเช่นนี้ได้จะสะดวกเพียงใด
ภาพลักษณะการทำงาน Touch-to-Share ของ HP ที่เพียงนำอุปกรณ์ WebOS มาสัมผัสกันก็สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ ลองนึกดูว่าถ้าระบบปฏิบัติการบนพีซีในยุคหน้าสามารถทำเช่นนี้ได้จะสะดวกเพียงใด

สำหรับ Microsoft เองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เพราะล่าสุดที่ผ่านมาทางบริษัทก็ได้เปิดเผย Windows เวอร์ชั่นถัดไปซึ่งจะรองรับโปรเซสเซอร์ของ ARM ที่นิยมใช้กันในอุปกรณ์พกพาด้วย ถึงแม้จะยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นตัวเดียวกับที่พัฒนาลงพีซีหรือไม่ แต่ก็นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดดังกล่าวส่งผลอย่างมากต่อทิศทางในอนาคตของบริษัทถึงขั้นที่ Steve Ballmer ซีอีโอของ Microsoft ออกมากล่าวเองว่า Windows เวอร์ชั่นถัดไปจะเป็นการพนันที่เสี่ยงที่สุด

รายละเอียดของ Windows เวอร์ชั่นถัดไปยังไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก แต่เท่าที่ทราบมาก็หนีไม่พ้นเทรนด์เดียวกับคู่แข่ง เริ่มจากการทำงานร่วมกับการประมวลผลบนกลุ่มเมฆอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน การตั้งค่า หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถดาวน์โหลดได้จากร้านค้าออนไลน์สำหรับ Windows ซึ่งถ้าเป็นจริง คุณสมบัตินี้จะช่วยให้ข่าวที่ว่า Windows ตัวใหม่จะสามารถทำงานบนอุปกรณ์พกพาได้นั้นมีน้ำหนักมากขึ้น จะว่าไปแล้วทิศทางการพัฒนาในลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับของ HP ในแง่ที่ว่าผู้ใช้ไม่ต้องยึดติดกับอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งอีกต่อไป เพราะข้อมูลต่างๆ จะเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทุกเมื่อผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์ใดก็ได้

รายสำคัญที่จะไม่อ้างถึงไม่ได้เลยคือ Mac OS ของ Apple ที่ประกาศนำคุณสมบัติบน iOS มาประยุกต์ใช้กับ Mac OS X Lion ตัวที่กำลังจะออกมาด้วยเช่นกัน โดยเน้นการปรับปรุงหน้าจออินเตอร์เฟส การใช้งานฟังชั่นต่างๆ ที่ง่ายขึ้น และ workflow การทำงานที่ลดขั้นตอนยุ่งยากลง พูดง่ายๆ คือพยายามทำให้ user experience บน Mac ใกล้เคียงกับ iOS ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง เริ่มจาก Mac App Store ร้านค้าแอพพลิเคชั่นออนไลน์สำหรับแพลตฟอร์ม Mac ที่ได้เปิดตัวไปแล้ว และ LaunchPad หรือหน้าจอจัดการแอพพลิเคขั่นที่มีหน้าตาคล้ายกับของ iOS ซึ่งจะรับผิดชอบจัดเก็บและแสดงรายชื่อของแอพพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดมาทั้งหมด ทั้งยังสามารถจัดกลุ่มแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้เหมือนกับบน iOS อีกด้วย นอกจากนั้นตัว Lion เองยังรองรับการแสดงผลแอพพลิเคชั่นแบบเต็มหน้าจอเหมือนกับบน iOS ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการรบกวนสายตาจากหน้าจอ UI ไปได้ คุณสมบัติสุดท้ายที่น่าสนใจคือ gesture แบบมัลติทัชแบบใหม่ที่นำมาจาก iPad เต็มๆ เช่นคุณสมบัติการแท็บหรือ pinching เพื่อซูมบนเบราเซอร์ Safari หรือการใช้สามนิ้วพร้อมกันในการเลื่อนหน้าซ้ายขวาระหว่างแอพพลิเคชั่นที่เปิดค้างอยู่ได้เป็นต้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า Mac OS เองก็ได้รับอิทธิพลมาจาก iOS มากพอสมควร

หน้าตาของ LaunchPad บน Mac OS X Lion จะเห็นได้ว่ารับอิทธิพลมาจาก iOS เต็มๆ
หน้าตาของ LaunchPad บน Mac OS X Lion จะเห็นได้ว่ารับอิทธิพลมาจาก iOS เต็มๆ

ยินดีต้อนรับสู่พีซียุคหน้า

ที่กล่าวไปทั้งหมดพอจะสรุปให้เห็นแนวโน้มในอนาคตของพีซีได้สองลักษณะคือ 1. ระบบปฏิบัติการสำหรับแพลตฟอร์มนี้จะมีการนำคุณลักษณะที่อยู่ในอุปกรณ์พกพามาประยุกต์ใช้งานมากขึ้น เช่น การใช้งานร่วมกับร้านค้าแอพพลิเคชั่นออนไลน์ หรือการออกแบบหน้าจออินเตอร์เฟสที่สะอาดตา และ 2. ระบบปฏิบัติการในอนาคตมีแนวโน้มที่จะสามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ดีขึ้น โดยข้อมูลสำคัญทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่เข้าถึงได้ทุกเมื่อ รวมทั้งการถ่ายโอนข้อมูลที่สามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านทางผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ซึ่งแนวโน้มทั้งหมดนี้ได้ช่วยย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของ user experience ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุคที่มีคอมพิวเตอร์ถึงสามประเภทคือ พีซี สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต คำถามคือจะมีวิธีใดหรือไม่ที่ทำให้ทั้งสามทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และนี่เองที่เป็นโจทย์ที่บริษัทไอทีทั้งหลายต้องตอบให้ได้ถ้าหวังจะเป็นที่หนึ่งในท้องตลาด

ดังนั้น พีซี ยังไม่ลงโลงแน่นอน เพียงแต่รอเวลาวิวัฒน์ครั้งต่อไปเท่านั้น เหมือนกับเว็บไซต์นั่นแหละครับ…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s