ก้าวต่อไปของ Amazon : จากร้านค้าออนไลน์ถึงผู้นำด้านแพลตฟอร์ม

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 150 ประจำเดือนมิถุนายน 2554

สำหรับในวงการไอทีแล้ว ถ้าจะให้กล่าวถึงบริษัทชั้นนำที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มและ ecosystems อย่างสมบูรณ์แบบก็คงหนีไม่พ้น Apple และ Microsoft เพราะทั้งคู่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ควบคุมประสบการณ์ใช้งานของผู้บริโภคผ่านทางกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ หรือชุด SDK (Software Development Kit) ที่เปรียบเหมือนกับเป็นพิมพ์เขียวการพัฒนาซอฟแวร์ที่โปรแกรมเมอร์ต้องทำตาม วิธีการแบบนี้ถึงแม้จะมีข้อด้อยคือผู้พัฒนาอาจขาดอิสระไปบ้าง แต่ก็มีข้อดีคือผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ใช้งานที่แน่นอนตลอดรอดฝั่ง

แต่ถ้าให้เอ่ยถึง Amazon แล้ว เชื่อได้เลยว่าภาพของร้านค้าออนไลน์และ Kindle ต้องปรากฏขึ้นมาบนหัวของท่านแน่นอน เพราะเป็นสองบริการยอดนิยมที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้มากที่สุด แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา Amazon ได้เริ่มต้นก้าวย่างสำคัญที่อาจพลิกโฉมหน้าภาพลักษณ์ของบริษัท และอาจรวมถึงวงการไอทีไปตลอดกาล

การต่อยอดทางธุรกิจที่น่าสนใจ

Amazon เริ่มต้นธุรกิจของตนเมื่อกลางยุค 1990 ในฐานะที่เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ท่ามกลางกระแสดอทคอมและอีคอมเมิร์ชที่กำลังเชี่ยวกรากอยู่ในขณะนั้น และเป็นเว็บไซต์รายใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตฟองสบู่ดอมคอมแตกเมื่อช่วงสิ้นสหัสวรรษมาได้ แต่อย่างไรก็ดี Amazon ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าบริการขายหนังสือเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทางบริษัทก็ได้ขยายประเภทสินค้าของตนไปมากมายครอบคลุมแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นซอฟแวร์ เกม ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์

Amazon MP3 Store มีลูกเล่นที่ไม่แพ้ iTunes จาก Apple เลยทีเดียว
Amazon MP3 Store มีลูกเล่นที่ไม่แพ้ iTunes จาก Apple เลยทีเดียว

เมื่อถึงยุคที่บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีราคาถูกลง และผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการดาวน์โหลดคอนเท้นท์ในรูปแบบดิจิตอลมากขึ้น Amazon ก็ใช้โอกาสนี้ต่อยอดธุรกิจของตนจากการขายสินค้าเป็นชิ้นที่จับต้องได้ ไปสู่ยุคแห่งการดาวน์โหลดคอนเท้นท์และการจัดการบนระบบคลาวด์ ตัวอย่างชองบริการดังกล่าวก็เช่น การซื้อเกมและซอฟแวร์ในรูปแบบดิจิตอลดาวน์โหลดเพื่อจัดเก็บบนไว้บนไลบรารี่เฉพาะที่ผู้ใช้สามารถรีดาวน์โหลดและติดตั้งใหม่เวลาใดก็ได้คล้ายกับ Steam ของ Valve และ Amazon MP3 คู่แข่งโดยตรงของ iTunes จาก Apple รวมทั้ง Amazon On Demand หรือบริการดาวน์โหลดและสตรีมมิ่งไฟล์วิดีโอที่ต่อไปอาจกลายมาเป็นคู่แข่งกับ Netflix และ Hulu ได้ไม่ยาก และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ Kindle ที่ในปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพียงอุปกรณ์อ่านอีบุ๊คเท่านั้นอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นแพลตฟอร์มอย่างสมบูรณ์แบบที่ประกอบไปด้วยทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์เฉพาะที่สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นได้ นับเป็นวิธีการอันชาญฉลาดเพราะผู้บริโภคไม่รู้สึกผูกมัดอยู่กับฮาร์ดแวร์ตัวใดตัวหนึ่ง และที่สำคัญยิ่งคือระบบการจัดการคอนเท้นท์อันสุดยอดที่นับเป็นมรดกตกทอดมาจากประสบการณ์การเป็นร้านค้าปลีกมาอย่างยาวนาน ภาพลักษณ์ของแบรนด์อันแข็งแกร่ง รวมทั้งฐานลูกค้าที่มากมาย เหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริการต่างๆ จาก Amazo ต่างๆ จาก ผลสำคัญที่ทำให้ ู่กับฮาร์ดแวร์ตัวใดตัวหนึ่ง ทอดมาจากประสบการณ์การเป็นร้านค้าปลีกมาอย่างยาวนานฟแวร์เฉพ่า่ิงเปิดตัn โดยเฉพาะ Kindle สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานได้ไม่ยาก และมีชื่อเสียงไม่แพ้บริษัทสายไอทีโดยตรงชั้นนำอื่นๆ

เมื่อแอ็พพลิเคชั่นครองเมืองและปัญหาของ Android

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโมเดล App Store ของ Apple นั้นประสบความสำเร็จเพียงใด แต่กับ Android Market ของ Google เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะถึงแม้ว่า Android จะเป็นผู้เล่นอันดับสองในโลกของแอ็พพลิเคชั่นเมื่อดูจากปริมาณ แต่เมื่อดูในแง่ของคุณภาพและการจัดการแล้วกลับเทียบไม่ได้เลยกับของ Apple ในหลายประเด็น

เริ่มจากแนวคิดเบื้องต้นของ Android ที่ต้องการให้เป็นระบบเสรีนั้นอาจฟังดูดีในทางทฤษฎีและสำหรับการพัฒนาเพราะสามารถเข้าถึงง่าย แต่ในทางปฏิบัติและในแง่ของผู้บริโภคแล้วกลับสร้างความสับสนเป็นอย่างมาก เพราะนำไปสู่การแตกแยกย่อยของอุปกรณ์ที่รองรับ แอ็พพลิเคชั่น รวมทั้งบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง และแนวคิดเดียวกันนี้ยังเป็นผลทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ Android Market โดยเฉพาะปัญหาแอ็พพลิเคชั่นขยะและสแปมล้นตลาดอันเกิดขึ้นมาจากการขาดการควบคุมคุณภาพที่ดีพอ ในทางตรงกันข้าม Apple ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้คุมกฎอันเข้มงวดที่แอ็พพลิเคชั่นทุกตัวที่สามารถขายได้บน App Store ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน เป็นผลให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดีอาจสามารถมองลึกลงไปอีกได้ว่า Google ตั้งใจทำให้ Android เป็นระบบเปิดก็เพื่อเพราะใช้เป็นสื่อกลางในการนำระบบการโฆษณาออนไลน์และเสิร์ชเอ็นจิ้นไปถึงมือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นรายได้หลักของบริษัท แต่ก็ด้วยเหตุเหล่านี้เช่นเดียวกันที่ทำให้เกิดมุขตลก (ร้าย) ขึ้นมาว่า Google เป็นบริษัทเสิร์ชเอ็นจิ้นที่นำทัพโดยวิศวกร ก็เลยไม่รู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและ “ขายของไม่เป็น”

หน้าตาของ Appstore for Android ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาของ Android Market อย่างจริงจัง
หน้าตาของ Appstore for Android ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาของ Android Market อย่างจริงจัง

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีหลายๆ บริษัทต่างกันอาสามากู้หน้าแพลตฟอร์มหุ่นเขียวนี้รวมทั้ง Amazon เจ้าแห่งระบบค้าปลีกออนไลน์ด้วย โดยทางบริษัทเพิ่งจะเริ่มเปิดให้บริการ Appstore for Android ไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาสำหรับผู้ใช้ในเขตประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมไม่เฉพาะแต่ในแง่ที่ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ยอดเยี่ยมนอกจาก Android Market แล้วแต่ยังแสดงให้เห็นถึงการนำประสบการณ์อย่างยาวนานในการเป็นร้านค้าปลีกออนไลน์มาประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าสนใจในหลายประเด็น

เริ่มจากการตั้งราคาขายที่ไม่เหมือนใคร เพราะ Amazon จะเป็นผู้กำหนดเอง ไม่ใช่ผู้พัฒนา แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายหลังจะเป็นผู้กำหนดราคาตั้งต้นมาให้ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว Amazon เองจะเป็นผู้ตั้งราคาในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการทำยอดขายให้ได้มากที่สุด จุดต่อมาที่ไม่เหมือนกับ Android Market คือ Amazon จะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพแอ็พพลิเคชั่นด้วยตัวเองก่อนให้วางจำหน่ายเหมือนกับ Apple เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพและลดปัญหามัลแวร์ที่เคยสร้างปัญหามาแล้วกับร้านค้าออนไลน์ของ Google และในขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับมาตรฐานคอนเท้นท์ด้วย

ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างเด่นๆ เล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่า Amazon สามารถนำประสบการณ์ค้าปลีกมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ตามจริงแล้วยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการรีวิว การให้คะแนน และคำอธิบายคุณสมบัติที่ชัดเจนกว่าของ Google และในอนาคตอาจได้รับการพัฒนาไปไกลถึงขั้นที่ว่าตัวระบบสามารถแนะนำแอ็พพลิเคชั่นที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้แต่ละราย โดยดูจากรายชื่อสินค้าในหมวดอื่นที่ซื้อไป เช่น ประเภทหนังสือ เกม ของเล่น หรือเครื่องใช้งานต่างๆ หรือเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมของลูกค้าเพื่อให้สามารถกด “ไลค์” หรือ “แนะนำ” เพิ่มเติมได้ตามใจชอบ

นำคลาวด์ถึงมือผู้บริโภคด้วย Cloud Drive

นอกจากบริการค้าปลีกออนไลน์ที่ขึ้นชื่อมานานแล้ว ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา Amazon ยังขึ้นชื่อในแง่ของการเป็นผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งอันกับต้นๆ ของโลกด้วย Amazon Web Services (AWS) ที่แยกย่อยไปอีกหลายประเภททั้งการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์และพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากในหมู่ลูกค้าองค์กร แต่เมื่อเร็วๆ นี้ Amazon ได้เริ่มนำคลาวด์มาถึงมือผู้บริโภคทั่วแล้วด้วยบริการ Cloud Drive

Cloud Drive และ Cloud Player แสดงให้เห็นประโยชน์ของคลาวด์ที่มีต่อผู้บริโภคทั่วไปได้เป็นอย่างดี
Cloud Drive และ Cloud Player แสดงให้เห็นประโยชน์ของคลาวด์ที่มีต่อผู้บริโภคทั่วไปได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับบริการอื่นๆ ของบริษัท Cloud Drive ไม่ใช่แนวคิดแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะมีลักษณะการทำงานเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์เหมือนกับ Skydrive ของ Microsoft โดยมอบพื้นที่เก็บข้อมูลฟรีเริ่มต้นที่ 5GB และต้องเสียเงินเพิ่มถ้าต้องการมากกว่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั่นก็คือ Cloud Player ซอฟแวร์สตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ที่ทำงานบนเดสก์ท้อปและแอ็พพลิเคชั่นสำหรับ Android และด้วยบริการ Cloud ทั้งสองนี่เองที่สามารถทำให้ Amazon เข้าใกล้การพัฒนาแพลตฟอร์มของตนอย่างสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกที เพราะจุดเด่นของ Cloud Drive นอกเหนือจากเก็บข้อมูลธรรมดาแล้ว ยังมีความสามารถในการเก็บเพลงที่เราอัพโหลดขึ้นไปรวมทั้งที่ซื้อมาจาก Amazon MP3 Store และตั้งค่าเพื่อให้ใช้งานได้กับ Cloud Player ได้ด้วย

มาถึงตอนนี้ก็น่าจะพอเห็นภาพได้แล้วว่า Amazon มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพื้นที่เก็บข้อมูลที่แข็งแกร่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากบริการ AWS อันเป็นที่ยอมรับ ตลาดซื้อขายเพลงที่มีอยู่มานานและเป็นหอกข้างแคร่ของ iTunes และแอ็พพลิเคชั่นเล่นเพลงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม Android ซึ่งได้รับการเสริมทัพด้วยร้านค้าแอ็พพลิเคชั่นของตนเอง รวมทั้งอุปกรณ์ที่รองรับอันมีอยู่มากมายมหาศาล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาจากการนำประสบการณ์ด้านการขายปลีกและกลยุทธ์การต่อยอดทางธุรกิจอย่าชาญฉลาดมาหลอมรวมเป็นระบบ ecosystems ในแบบฉบับเฉพาะของตนเอง ในขณะที่คู่แข่งเฉพาะในตลาดบริการเพลงและให้พื้นที่ออนไลน์อย่าง Apple และ Google นั้นยังไม่มีอะไรแน่นอน

ก้าวต่อไปกับการเข้าสู่ตลาดแท็บเล็ต

หลังจากที่บุกตลาดดิจิตอลมาแล้วมากมาย ทั้งในระดับผู้บริโภคทั่วไปและองค์กร พรมแดนสุดท้ายที่ Amazon ยังเข้าไปไม่ถึงตอนนี้ก็คือแท็บเล็ตที่ยังไม่มีใครสามารถโค่น Appleลงได้

แท็บเล็ตจาก Amazon จะมีหน้าตาอย่างไร มีคุณสมบัติโดดเด่นแค่ไหน คงต้องรอดูกัน
แท็บเล็ตจาก Amazon จะมีหน้าตาอย่างไร มีคุณสมบัติโดดเด่นแค่ไหน คงต้องรอดูกัน

อย่างที่กล่าวไปในบทความที่แล้วมา จุดเด่นของสินค้าจาก Apple ไม่ใช่อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ที่รวดเร็วหรือความสามารถในการปรับแต่งที่ทำได้หลากหลาย แต่อยู่ที่การมอบประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อถือได้ให้กับผู้บริโภค รวมทั้งการรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างตัวสินค้า ซอฟแวร์ คอนเท้นท์ และโมเดลทางธุรกิจ หรือพูดง่ายๆ คือ ecosystem หรือระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทที่ลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด สิ่งเหล่านี้เองที่ยังไม่เคยมีใครทำได้ในตลาดแท็บเล็ตมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งอาจกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อ Amazon ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดน้องใหม่นี้ดังจะเห็นได้จากการที่ Amazon เป็นเพียงบริษัทใหญ่หนึ่งเดียวในตอนนี้ที่มีเงินทุน และประสบการณ์การขายที่มากพอที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น บริษัทมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ลงตัว มีร้านค้าแอ็พพลิเคชั่นออนไลน์เป็นของตนเอง มีหน้าร้านค้าออนไลน์ที่สามารถทำหน้าที่เป็นจุดขายคอนเท้นท์ ฐานความพึงพอใจของลูกค้าที่มากมาย ชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนาน รวมทั้งการนำคุณสมบัติเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในบริการอื่นของตนมาสร้างจุดแข็งให้กับแท็บเล็ตได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำให้น้ำหนักของตัวเครื่องและราคาลดลงโดยการโละฮาร์ดดิกส์บางส่วนทิ้ง และชดเชยด้วยการมอบพื้นที่บน Cloud Drive ให้แทน ทั้งหมดนี้เป็น ecosystem ที่ลงตัวไม่แพ้ของ Apple ที่อาจทำให้ Amazon เป็นผู้ท้าชิงที่แท้จริง

ปัจจุบันดูเหมือนว่าถ้าบริษัทใดต้องการเป็นอันดับหนึ่งของวงการไอทีนั้น เห็นทีไม่เพียงแต่พัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ต้องพัฒนาหลายอย่างควบคู่กันไป ทั้งฮาร์ดแวร์ที่เยี่ยมยอด ซอฟแวร์ที่ชาญฉลาด คอนเท้นท์ที่มีให้เลือกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ต้องขัดเกลาให้ดีพอและต้องหลอมรวมเข้าเป็นประสบการณ์ใช้งานที่ลงตัว Amazon นับเป็นตัวอย่างที่เข้าข่ายดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากทางบริษัทไม่ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการขึ้นมาเองใหม่ แต่ใช้ของเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่นำมาปรับปรุงโดยนำประสบการณ์ของตนมาพัฒนาร่วมด้วย ไม่แปลกใจที่ถ้า Amazon พัฒนาแท็บเล็ตขึ้นมาจริงๆ แล้วจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้ไม่ยาก

ถ้าทุกอย่างลงตัว ไม่แน่ต่อไปผมอาจต้องเรียกตัวเองว่าเป็นสาวก Amazon ด้วยคนหนึ่ง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s