จับตาคอมพิวเตอร์ในยุคหน้า : เมื่อทุกอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 151 ประจำเดือนกรกฏาคม 2554

ในปัจจุบันนี้ ถ้าจะให้กล่าวว่าพีซีตายแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ซ้ำซาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ผมกำลังใช้นั่งพิมพ์บทความนี้อยู่จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปคือนิยามและความหมายที่เรามอบให้ ตามกระแสอันเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีที่มีของใหม่มาให้ลองเล่นให้ทุกวัน

ในบทความหลายฉบับก่อน ผมได้พยายามชี้ให้เห็นทิศทางในอนาคตว่า พีซีที่เราเคยรู้จักจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากเดิมที่เคยเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ี่ใช้ทำงานเอกเทศ แต่ด้วยกระแสโมบายคอมพิวติ้งที่กำลังมาแรงนั้นก็เป็นเหมือนกับเป็นการบังคับให้เทคโนโลยีบนพีซีต้องเปลี่ยนโฉมใหม่ เริ่มจากซอฟแวร์ที่ีได้มีการนำองค์ประกอบจากระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์พกพามาใช้มากขึ้น Mac OS X Lion เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะ Apple ได้นำลูกเล่นที่มีอยู่ใน iOS มาประยุกต่ใข้ได้อย่างยอดเยี่ยม และที่ลืมเสียไม่ได้เลยก็คือ Windows 8 ที่ได้รับการกล่าวอ้างจาก Microsoft เองว่าได้รับการออกแบบมาให้ใ้ช้งานกับแท็บเล็ตตั้งแต่ต้น โดยได้นำคุณสมบัติจาก Windows Phone 7 มาใช้อย่างเห็นได้ชัดในส่วนของ User Interface

ไม่เพียงแต่ซอฟแวร์เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ฮาร์ดแวร์ก็เช่นเดียวกัน งาน Computex ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นแนวโน้มว่า การพัฒนาโปรเซสเซอร์ในอนาคตจะเน้นไปที่รูปแบบชิพอเนกประสงค์ (SoC หรือ System on Chip) ที่ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตดั้งเดิมอย่าง Intel และ AMD กำลังเผชิญคู่แข่งซึ่ง (เคย) เป็นม้านอกสายตาอย่าง ARM ที่สามารถออกแบบชิพที่ใช้พลังงานต่ำ แต่มีประสิทธิภาพมากพอที่ทำให้มือถือของเรากลายเป็น Smart Device ได้อย่างไม่ยากเย็น

จากพีซีสู่โมบาย กับอนาคตของ ARM

Cortex A15 หนึ่งในสุดยอดการออกแบบโปรเซสเซอร์จาก ARM ที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคต
Cortex A15 หนึ่งในสุดยอดการออกแบบโปรเซสเซอร์จาก ARM ที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว คอมพิวเตอร์ได้ผลัดใบเข้าสู่ยุคของผู้ใช้งานตามบ้านอย่างเต็มตัว จึงเป็นผลพลอยได้ทำให้ตลาดของโปรเซสเซอร์ x86 ที่ใช้ในพีซีกลายเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมนี้แทนที่เซิร์ฟเวอร์ไปในที่สุด สำหรับในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นั้นก็เป็นที่คาดกันว่าเราคงได้เห็นการผลัดใบอีกรอบหนึ่ง แต่คราวนี้เราคงได้เห็นการขึ้นสู่จุดสูงสุดของ ARM ที่จะเข้ามาท้าชิงผู้ผลิตโปรเซสเซอร์ x86 เดิมอย่าง Intel และ AMD

ความจริงแล้ว ARM ไม่ใช่ผู้เล่นใหม่ในอุตสาหกรรมนี้เท่าไรนัก เพราะโปรเซสเซอร์ที่ค่ายนี้ออกแบบได้ถูกนำไปฝังตัว (embedded) ใช้งานภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด ตั้งแต่วงจรภายในรถยนต์ ไปจนถึงเครื่องซักผ้ามานานนับทศวรรษแล้ว เพราะมีราคาถูกและประหยัดพลังงาน แต่อาจไม่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างมากเท่าที่ควรเพราะยังด้อยประสิทธิภาพมากเกินไปที่จะนำมาใช้เป็นโปรเซสเซอร์หลักบนพีซี

แต่ทุกอย่างก็ได้เปลียนไปเมื่อตลาดสมาร์ทโฟนบูม! โดยเริ่มจาก Apple ที่ได้นำชิพที่ออกแบบโดย ARM ไปใช้กับ iPhone และ Research In Motion (RIM) ที่ได้นำไปใช้กับ Blackberry จึงทำให้ชิพ ARM ค่อยๆ กลายมาเป็นโครงสร้างหลักของโปรเซสเซอร์บนอุปกรณ์พกพาในที่สุด

อย่างไรก็ดี จุดแข็งหลักของ ARM นั้นไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างของตัวชิพเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับการเกื้อหนุนจากโมเดลธุรกิจที่เข้ากันได้ดีกับอุตสาหกรรมอุปกรณ์พกพาที่เต็มไปด้วยพลวัตของการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ARM ไม่ได้ผลิตโปรเซสเซอร์ขายเองเหมือนกับ Intel และ AMD ทางบริษัทเพียงแต่ออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งเปรียบเหมือนกับพิมพ์เขียว แล้วจึงออกใบอนุญาตให้บริษัทอื่นนำไปผลิตต่อเท่านั้น ซึ่งเทคนิคนี้มีความคล้ายคลึงกับที่ Microsoft ใช้กับระบบปฏิบัติการ Windows ของตนในช่วงยุค ค.ศ.1990 ที่ส่งผลให้ซอฟแวร์ดังกล่าวได้รับความแพร่หลายและครองส่วนแบ่งตลาดเอาชนะคู่แข่งอย่าง Apple ไปได้ในที่สุด

ปัจจุบัน ARM มีบริษัทคู่ค้าที่นำพิมพ์เขียวโปรเซสเซอร์ของตนไปใช้กว่า 200 บริษัท โดยจัดเป็นบริษัทจากประเทศจีนเสีย 7 รายและกว่า 15 รายจากไต้หวัน รวมทั้งบริษัทดังๆ อย่าง Samsung, Texas Instrument, Qualcomm และ NVIDIA ทั้งหมดนี้้ล้วนแต่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการโปรเซสเซอร์สำหรับอุปกรณ์พกพาแทบทั้งสิ้น

Tudor Brown ประธานบริษัท ARM Holdings ได้ให้สัมภาษณ์ภายในงาน Computex ที่ผ่านมาว่า ในปัจจุบันชิพของ ARM ครองส่วนแบ่งในตลาดโมบายพีซีราว 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปีนี้ และจะแตะที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2015

คำประกาศนี้อาจเป็นเพียงคำโม้โอ้อวดธรรมดาถ้าไม่ได้รับการตอบรับจากผู้พัฒนาซอฟแวร์ แต่เมื่อ Microsoft ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า Windows 8 จะรองรับแท็บเล็ตที่ใช้โปรเซสเซอร์ ARM รวมทั้ง Chrome OS ที่ Google ให้คำมั่นว่าจะพัฒนาให้รองรับด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้มีข่าวลือว่า Macbook รุ่นถัดๆ ไปอาจจะใช้ชิพของ ARM แทนที่ Intel ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ในยุคหน้าของอุปกรณ์พกพาและโน้ตบุ๊คว่าจะต้องมีขนาดบาง น้ำหนักเบา ประหยัดพลังงาน และมีราคาถูก ซึ่งชิพที่ออกแบบโดย ARM สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างลงตัว เหล่านี้ทำให้อนาคตของบริษัทจากเมืองผู้ดีแห่งนี้มีอนาคตที่ดูสดใสมากขึ้นไปอีก

ชิพ Atom จาก Intel
ชิพ Atom จาก Intel

แต่ก็ใช่ว่าคู่แข่งอย่าง Intel และ AMD จะยอมอยู่เฉย เพราะภายในงาน Computex ที่ผ่านมาทั้งคู่ได้แสดงวิสัยทัศน์ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าชิพสำหรับอุปกรณ์พกพาและโน้ตบุ๊กรุ่นต่อๆ ไปของตนนั้น นอกจากจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังเน้นไปที่การประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย เพราะในปัจจุบันขิพของทั้งคู่ที่ใข้โครงสร้าง x86 มักได้รับคำวิจารณ์ว่า ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพดีและสามารถใช้งานแอ็พพลิเคชั่นเดิมบน Windows ได้ แต่ก็มีต้นทุนที่สูงและสิ้นเปลืองพลังงานมากเกินกว่าที่จะนำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรเสีย Intel ได้ให้คำมั่นว่าจะใช้เวลาให้น้อยลงในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชิพ Atom ซึ่งเป็นชิพหลักสำหรับอุปกรณ์พกพาและโน้ตบุ๊กขนาดเล็ก ส่งผลให้เราจะเห็นชิพ Atom รุ่นใหม่ๆ ที่มีขนาดเล็กลง ประหยัดพลังงาน และมีความเร็วมากขึ้นภายในช่วงระยะเวลาไม่เกินสองสามปีนับจากนี้เพื่อให้สามารถตีตื้น ARM ได้ สุดท้ายสำหรับ AMD นั้นก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทางบริษัทคงเน้นไปที่การพัฒนาโปรเซสเซอร์ที่ใช้หลักการฟิวชั่นที่มีความคล้ายคลังกับชิพ SoC โดยความหมายคือตัวชิพจะมีคุณสมบัติการประมวลผลกราฟิกด้วยในตัว ไม่จำเป็นต้องพึ่งชิพแยก ส่งผลให้ระบบโดยรวมใช้พลังงานน้อยลง และมีขนาดเล็ก

Mac OS X Lion และ Windows 8 ความเหมือนที่แตกต่าง

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานับว่าเป็นเดือนที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยี เพราะไม่เพียงแต่จะมีงาน Computex ที่เป็นการเปิดตัวฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ใหม่ๆ แล้ว ทางด้านซอฟแวร์เองก็มีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะทั้ง Apple และ Microsoft ได้โชว์ตัวระบบปฏิบัติการใหม่ของตนด้วยเช่นกัน

อย่างที่กล่าวไป กระแสสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มการออกแบบโครงสร้างของฮาร์ดแวร์ภายในพีซีเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อแนวทางของระบบปฏิบัติการในยุคหน้าด้วย โดยเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าทั้ง Apple และ Microsoft มีความเห็นตรงกันในแง่ที่ว่าทั้ง Windows 8 และ Mac OS X Lion จะมีการนำคุณสมบัติและลูกเล่นต่างๆ บนแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนมาประยุกต์ใช้ แต่เมืื่อมองลึกลงไปกว่านั้นจะเห็นได้ว่า มุมมองที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในยุคหน้าของทั้งคู่นั้นไม่เหมือนกันซะทีเดียว

หน้าตา User Interface ของ Windows 8 เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Windows Phone 7 มากพอดู
หน้าตา User Interface ของ Windows 8 เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Windows Phone 7 มากพอดู

Microsoft กล่าวว่าเป้าหมายของ Windows 8 คือเป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถรันได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นเดส์ท้อป โน๊ตบุ๊คที่ใช้เมาส์/คีย์บอร์ด หรือแท็บเล็ต และพีซีประเภทออล-อิน-วันที่มาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัส โดยจะเห็นได้ชัดจากการออกแบบหน้าจอ User Interface ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากธีม Metro ที่ใช้ใน Windows Phone 7 การดีไซน์ชนิดครอบจักรวาลนี้ย่อมส่งผลดีต่อผู้ใช้งานเพราะไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทั้งยังมั่นใจว่าแอ็พพลิเคชั่นนั้นสามารถทำงานได้ดีทั้งในบนแพลตฟอร์มแท็บเล็ตและพีซี

แต่อย่างไรเสีย เป็นที่รู้กันว่าประสบกาณ์การใช้งานผ่านทางหน้าจอระบบสัมผัสกับเมาส์/คีย์บอร์ดนั้นย่อมต่างกันลิบลับ เพราะแอ็พพลิเคชั่นที่ออกแบบมาให้ใช้กับนิ้วจิ้มไปบนหน้าจอนั้น อาจไม่เวิร์คเมื่อต้องมาใช้งานร่วมกับเมาส์/คีย์บอร์ด ในทางกลับกันแอ็พพลิเคชั่นที่ต้องการความแม่นยำสูงเช่น Photoshop นั้น อาจต้องกลายมาเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ใช้งานได้เมื่อต้องมาใช้นิ้วลากไปมาแทน

ตรงกันข้าม Apple กลับแยกอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับระบบสัมผัสกับเมาส์/คีย์บอร์ดจากกันโดยเอกเทศ เหมือนกับ Google ที่แยกกันเด็ดขาดระหว่าง Chrome OS และ Android โดย Mac OS X Lion ที่เปิดตัวไปแล้วนั้นเพียงแต่นำลูกเล่นบางอย่างใน iOS มาประยุกต์ใช้ ซึ่งดูเข้าท่ากว่ากันมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานจะเป็นอย่างไร

แต่ทั้งนี้ก็สามารถสรุปภาพรวมสั้นๆ ได้ว่า Microsoft เห็นแท็บเล็ตเป็นเพียงส่วนต่อขยายของพีซีเท่านั้น ในขณะที่ Apple เห็นเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานเป็นเอกเทศที่สามารถใช้งานแทนพีซีได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Post-PC World ที่ทางบริษัทชอบอ้างถึงหนักหนา

ไฮบริจคอมพิวเตอร์คืออนาคต?

 ภาพแสดงการทำงานของ iCloud ที่จะส่งคอนเท้นท์ทั้งหลายไปไว้บนอินเทอร์เน็ต แล้วค่อย push กลับมายังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน
ภาพแสดงการทำงานของ iCloud ที่จะส่งคอนเท้นท์ทั้งหลายไปไว้บนอินเทอร์เน็ต แล้วค่อย push กลับมายังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน

ภายในงาน World Wide Developer Conference (WWDC) ที่จัดโดย Apple ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ไฮไลท์ของงานคงหนีไม่พ้นการเปิดตัว iCloud บริการซิงค์และเก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ Apple อ้างว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาไฟล์งานที่อยู่กระจัดกระจายทั้งบนพีซี แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนได้โดยการส่งขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วค่อย push กลับมายังอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน แต่ถึงแม้จะฟังดูดีเพียงใด หลายฝ่ายก็ยังแย้งว่าเรายังต้องพึ่งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ WiFi อยู่ดี ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งระบบดังกล่าวเกิดล่มขึ้นมา เราจะทำอย่างไร?

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสามารถสังเกตได้ถึงการกำเนิดของอุปกรณ์ชนิดใหม่ประเภทไฮบริจ ซึ่งนำจุดเด่นและคุณลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์พกพาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น Motorola Atrix สมาร์ทโฟนที่สามารถแปลงร่างเป็นโน้ตบุ๊คได้โดยใช้อุปกรณ์เสริม Lapdock และล่าสุดกับ Padfone ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในรูปแบบสมาร์ทโฟน และเมื่อนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมที่เป็นหน้าจอแล้วนั้นก็จะกลายร่างเป็นแท็บเล็ตทันที ที่สำคัญคือข้อมูลทั้งหมดยังคงอยู่เหมือนเดิมและสามารถใช้งานต่อไปเลย ผู้ใช้ไม่ต้องง่วนกับการดาวน์โหลดแอ็พพลิเคชั่นเพิ่มเติมหรือซิงค์ไฟล์งานให้วุ่นวาย แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคว่าจะยอมรับอุปกรณ์ไฮบริจแบบนี้มากเพียงใด

Padfone จาก ASUS หนึ่งในอุปกรณ์ชนิดไฮบริจที่คาดว่าน่าจะมาแรงในอนาคต
Padfone จาก ASUS หนึ่งในอุปกรณ์ชนิดไฮบริจที่คาดว่าน่าจะมาแรงในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงกับเทคโนโลยีเป็นของคู่กันมาช้านาน จากเดิมที่นิยามของคอมพิวเตอร์คือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ใหญ่คับห้อง มาเป็นเดสก์ท้อปตั้งโต๊ะ จนกลายมาเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์ไฮบริจจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นเพราะไม่เพียงแต่ฮาร์ดแวร์จะเปลี่ยนไปตามรูปแบบและแนวโน้มการใช้ชีวิตของเราเท่านั้น แต่ผู้พัฒนาได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้และได้ดีไซน์ซอฟแวร์ให้มีรูปแบบผิดไปจากเดิมโดยได้เน้นการนำไปใช้งานมากขึ้น และลดความยุ่งยากซับซ้อนลง

ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ต้องมานั่งเปิดตำราเล่มหนาหรือเข้าคอร์สอบรมเป็นเดือนเพื่อเรียนรู้การใช้งานซอฟแวร์/ฮาร์ดแวร์ตัวเดียว!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s