Film Review: Brazil สังคมที่เราฝันถึง!?

ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Brazil (1985) ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงว่าหนังคัลท์คนดูน้อยเรื่องนี้มีผู้นำไปเปรียบเทียบกับนวนิยายเรื่อง 1984 กันหลายต่อต่อหลายครั้ง จนเมื่อวานได้มีโอกาสดูหนังอันเป็นตำนานเรื่องนี้ก็ถึงบางอ้อว่าทำไม Brazil ถึงขึ้นแท่นสุดยอดหนังได้อยากไม่ยากเย็น

ทุกๆ คนย่อมมีความฝัน หรือเคยฝัน เช่นเดียวกับ Sam Lowry ที่มักฝันว่าตัวเองเป็นอัศวินติดปีกบินไปช่วยหญิงสาวที่กำลังเดือดร้อน โลกในความฝันของเขาเต็มไปด้วยปุยเมฆสวยงาม แสงแดดส่องสว่าง จนทำให้หลายครั้งเขาก็เลือกที่จะติดอยู่ในความฝันและไม่ยอมตื่น

ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง Sam เป็นเพียงพนักงานต๊อกต๋อยในองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถ เพียงแต่เขาเลือกที่จะอยู่อย่างนั้น เพราะทราบดีว่าเลื่อนตำแหน่งไปก็ไม่มีความหมายอะไร งานในองค์กรใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ และลำดับชั้นงานที่ยุ่งยากนั้นน่าเบื่อเกินไปสำหรับเขา ถึงแม้จะได้รับการช่วยเหลือจากผู้เป็นแม่ที่เป็นหัวหน้าระดับสูงที่สามารถสั่งการโยกย้ายใครอย่างไรก็ได้ พอถึงคราวเลื่อนขั้น เขาก็ปฏิเสธเหมือนเช่นทุกครั้ง

จนกระทั่งวันหนึ่ง Sam ได้มีโอกาสมาพบหญิงสาวคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ และจะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบหญิงคนนั้นดันมีหน้าตาเหมือนกับผู้หญิงที่เขาฝันอยู่ในทุกค่ำคืน หลังจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป Sam ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลของหญิงคนนั้น และยอมกระทั่งโอนย้ายงานเข้าไปอยู่อีกแผนกหนึ่งที่เขาไม่เคยคิดจะไป

เท่าที่อ่านดูอาจคิดว่าธีมเรื่องก็เหมือนกับหนังฝรั่งทั่วไป ประเภทฝันที่เป็นจริง แต่สิ่งที่ทำให้หนังขึ้นหิ้งคลาสสิคนั้นกลับกลายเป็นการสะท้อนสังคมแนวตลกร้ายของผู้กำกับ Terry Gilliam ได้อย่างถึงพริกถึงขิงต่างหาก

Brazil ดำเนินเรื่องในเมืองไร้นามแห่งหนึ่งในอนาคต (ในหนังบอกศตวรรษที่ 20 แต่เอาเข้าจริงเหตุการณ์อย่างในหนังก็ไม่เคยเกิดขึ้น) ที่ซึ่งรัฐบาลมีอำนวจควบคุมความเป็นไปของพลเมืองในทุกวิถีทาง ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบแบบแผนที่รัดกุม การกระทำทุกอย่างจะได้รับการสอดส่องดูแลจากส่วนกลาง แต่ถึงแม้จะเข้มงวดเพียงไรก็ไม่สามารถรอดพ้นจากน้ำมือของผู้ก่อการร้ายที่คอยวางระเบิดอยู่ทุกวันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้วได้

ห้องพักของ Sam เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายชนิดที่เรียกว่าตื่นมาก็แทบไม่ต้องทำอะไร เครื่องต้มน้ำร้อนทำงานพร้อมชงกาแฟให้เอง เดินเข้าไปในห้องน้ำฝักบัวก็ยื่นออกมาเอง อาบน้ำเสร็จตู้เสื้อผ้าก็ยื่นราวแขวนเสื้อออกมาให้ เรียกได้ว่าเป็นความฝันของคนเมืองหลายคนก็ว่าได้!

สภาพแวดล้อมการทำงานของ Sam เองก็ออโตเมติกไม่แพ้กัน จนทำให้ความผิดพลาดไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ ทว่าภายใต้ระเบียบนี้ได้แฝงไปด้วยขั้นตอนต่างๆ อันน่าเบื่อหน่าย ผู้คนแต่งตัวด้วยชุดสูทเหมือนกัน แต่ละคนทำงานด้วยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนหุ่นยนต์ งานเอกสารที่กองเต็มโต๊ะ การปัดความรับผิดชอบไปที่แผนกอื่น หรือการแอบอู้ในเวลางานล้วนเป็นสิ่งที่เห็นจนเป็นเรื่องชินตา เหมือนกับหน่วยงานรัฐของประเทศสารขัณฑ์ไม่ผิด!

ชีวิตของประชาชนทั่วไปก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายไม่ต่างกัน ผู้คนอาศัยอยู่ในแฟลตอันคับแคบ ระโยงระยางไปด้วยท่อต่างๆ อาหารการกินก็ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในสภาพสวยงามเหมือนกับที่เราเห็น แต่เป็นเพียงอาหารบดที่เวลาเสิร์ฟต้องนำภาพอาหารมาประดับด้วยเพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการได้ สภาพสังคมก็เลวร้าย กลุ่มเด็กๆ พากันเล่นเลียนแบบหน่วยตำรวจปราบปรามประจำเมือง และใช้น้ำมันจุดไฟเผาทำลายข้าวของกันเป็นเรื่องปกติ โดยที่ไม่มีผู้ใดห้ามปราม ฉากที่เด็ดที่สุดคือผู้หญิงขาเดียวยืนอยู่ในรถสาธารณะโดยที่มีไม่มีผู้ใดลุกให้นั่ง ที่สำคัญคือพวกที่นั่งอยู่ล้วนเป็นผู้ชายที่มีสภาพแข็งแรงครบ 32 ทั้งสิ้น!

แต่จุดหนึ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดการที่หนังแดกดันค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันที่สนแต่เปลือกนอก เหมือนกับแม่ของ Sam ที่ชอบเข้าหาศัลยแพทย์เพื่อทำศัลยกรรมใบหน้าเป็นกิจวัตร ซึ่งฉากนี้เองที่ชวนให้นึกถึง Dr. Steinman ศัลยแพทย์โรคจิตในเกม Bioshock ที่ผ่าตัดใบหน้าผู้คนจนคลุ้มคลั่ง เหมือนกับแม่ของ Sam ที่ตอนหลังโดนมีดหมอซะจนใบหน้าเละเทะต้องพันผ้าทั้งหน้า ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมได้อีก และจะว่าไปฉากที่แม่ของ Sam กำลังดึงหน้านั้นเป็นฉากที่มีคนจำกันได้มากที่สุดในวงการภาพยนตร์ เพราะมันสะท้อนให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง

อยากหน้าเด้งนักใช่ไหมครับ? คุณหมอช่วยท่านได้

สรุปสั้นๆ คือปัจจัยหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นไม่ใช่นักแสดงที่หล่อเหลาสวยงาม ไม่ใช่ฉากระเบิดตูมตามหรืิิอมีการเดินเรื่องอย่างดีเยี่ยม แต่เป็นการเสียดสีแดกดันสังคมอย่างเกินจริงแบบ Surrealist (แต่ไม่ใช่ไม่มีอยู่จริง) ที่หนังน้อยเรื่องนักจะสามารถทำได้ดีเท่า และสังคมแบบนี้นี่เองที่ทำให้ Sam ไม่อยากตื่นจากฝันที่เขาเป็นอัศวินบินเที่ยวอยู่บนท้องฟ้า

สภาพสังคมล่มสลายใน Brazil ทำให้นึกถึงความเป็นไปในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จริงอยู่ที่มันทำให้ความเป็นอยู่ของเราสบายขึ้น ลดความยุ่งยากลง แต่ก็ขาดองค์ประกอบที่เคยเป็นเสน่ห์ของสิ่งนั้นนั้น เหมือนกับอาหารใน Brazil ที่ถูกลดทอนเหลือเพียงก้อนเนื้อบด อิ่มได้เหมือนกัน แต่มีหรือจะสู้ภาพอาหารชวนรับประทานที่เสิร์ฟมาพร้อมกันได้

ออฟฟิศของท่านเป็นเหมือนกับของ Sam หรือเปล่า?

ไม่แปลกใจเลยที่หนังจะชื่อว่า Brazil ดินแดนในอเมริกาใต้ที่ยังคงเต็มไปด้วยธรรมชาติอันน่าหลงใหล ไม่ใช่มีแต่ตึกเหมือนกับเมืองของ Sam และเมืองหลวงของประเทศสารขัณฑ์!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s