Book Review: Mesmerization เมื่อเราเลือกที่จะถูกต้องมนต์

     ปัจจุบันการดำเนินชีวิตมักจะถูกตีตราให้เข้ากับไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง จนทำให้สิ่งที่เรียกว่าความเป็น “อินดี้” แทบจะไม่มีที่ทางเหลืออยู่ ด้วยเพราะตัวมันเองมักจะถูกผูกโยงเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนทำให้คุณค่าในแง่ความเป็นปัจเจกเป็นเพียงภาพลวงตาที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อหาที่ทางบนสังคมปัจจุบันเรามักถูกประเมินคุณค่าจากปัจจัยภายนอก
     ความคิดข้างบนนี้ได้รับการขยายความอย่างเป็นระบบและน่าสนใจในหนังสือ Mesmerization: The spells that control us. Why we are losing our mind to global culture (2008) โดย Gee Thompson ชื่อหนังสือสามารถแปลได้ตรงๆ ว่า “ถูกมนต์สะกด” หรือ “ต้องมนต์” ที่ตัวคนเขียนเองก็ยอมรับว่าลำบากใจเหมือนกันกับการใช้คำว่า spell เพราะทำให้เรานึกถึงภาพของแม่มดกำลังนั่งเคีี่ยวน้ำยาในหม้อน้ำที่กำลังเดือด ภาพของสิ่งที่โดนสาปให้กลายเป็นอย่างอื่นโดยไม่รู้ตัว หรือการละเลยซึ่งการใช้เหตุผลใดๆ เหมือนความคิดของคนเถื่อนในยุคมืด
     อย่างไรก็ตาม Thompson ได้โต้แย้งว่า ถึงแม้ปัจจุบันเราจะเข้าสู่ยุคของวิทยาศาสตร์และการใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ เราหาได้สลัดความงมงายตามธรรมชาติของเราไม่ เรายังคงยินยอมถูกต้องมนต์สะกดโดยบรรดาสื่อและโฆษณาที่ถ่าโถมเข้ามา แบรนด์อิมเมจที่พบเห็นได้ทั่วไป รวมทั้งเครือข่ายสังคมที่ถูกแปลงให้เป็นเครื่องมือการสะกดจิตที่รุนแรงและมีประสิทธิภาพมากกว่าสิ่งที่คนชั้นบนใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความคิดคนในยุคก่อนมากมายหลายเท่า
     ชุดความคิดที่ได้รับการบอกต่อกันมาถูกเรียกในหนังสือเล่มนี้ว่า “มีม” (meme) ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในหนังสือ The Selfish Gene โดย Richard Dawkins ในที่นี้ มีมได้รับการเปรียบเปรยว่าเหมือนกับไวรัสหรือเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยคนหรือสื่อเป็นพาหะ และเมื่อติดต่อแล้วก็ยากที่จะหายขาด เราจึงต้องจำใจเป็นโฮสต์ให้เชื้อโรคได้อาศัยโดยหวังว่าจะไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น
     เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ Thompson ได้อ้างอิงหนังสือ Guns, Germs and Steel: The Fate of Human Societies โดย Jared Diamond ที่ได้กล่าวว่าเชื้อโรคเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าปืนกับเหล็กกล้าในการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก เพราะชนพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานใดๆ ในปัจจุบันเชื้อโรคดังกล่าวปรากฏในรูปแบบชุดความคิดทางวัฒนธรรมหรือมีมที่สามารถแพร่เชื่อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง โดยอาศัยสื่อ โฆษณา อินเตอร์เน็ต เครือข่ายสังคม ฯลฯ เป็นตัวเร่งการแพร่กระจาย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะยุคที่นับวันภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจและความคิดของคนเราต่ำ อันเป็นผลให้การยุยงปลุกปั่น การปล่อยข่าวลวงข่าวลือมักได้ผลเสมอ ยิ่งในยุคที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับไวก็ยิ่งเป็นเหมือนกับติดจรวดให้เชื้อโรคเหล่านี้แผ่ซ่านสู่กระแสสำนึกของคนเราได้ง่ายและรวดเร็ว
     ความโดดเด่นของหนังสือนอกจากเนื้อหาที่น่าสนใจสไตล์ “ถอดรหัส” ความคิดแนวๆ เดียวกับ Mythologies ของ Roland Barthes ก็คือการนำเสนอเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นวิชาการออกมาได้อย่างสวยงามผ่านภาพประกอบและ infographic ทั้งยังไม่ยากต่อการทำความเข้าใจ โดยแต่ละส่วนของหนังสือจะแบ่งเป็นมีมแต่ละตัวที่แสดงให้เห็นชุดความคิดที่กำลังต้องมนต์เราอยู่ ซึ่งผู้เขียนได้นำมีมนั้นมาถอดรหัสปอกเปลือกให้เห็นเนื้อในแต่ละชั้นว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยสามารถแบ่งได้เป็นห้าหน่วยด้วยกันคือ 1. มีมนั้นต้องประกอบไปด้วยการยอมรับและปฏิเสธคุณค่าบางประการ 2. ต้องประกอบไปด้วยกลุ่มเป้าหมายที่เชื้อโรคตัวนี้จะพุ่งเข้าใส่ 3. มีมต้องใช้ประโยชน์จากอารมณ์และความกลัวของโฮสต์เพื่อทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง 4. นอกจากจะทำให้ภูมิคุ้มกันด้อยลงแล้ว มีมยังต้องยั่วยวนด้วยการให้คำมั่นสัญญารวมทั้งวาดภาพผลลัพธ์อันสวยหรู 5. แสดงให้เห็นถึงรางวัลหรือผลตอบแทนที่จะตามมาหลังจากที่ติดเชื้อแล้ว จะดีหรือไม่ดีก็ตามแต่
เกมคอมพิวเตอร์ถูกมองว่าเล่นกับอารมณ์ตื่นเต้นและความรู้สึกอย่างแอ็คชั่นกับการผจญภัยที่หาไม่ได้จากขีวิตจริง
     ตัวอย่างก็คือในบทแรกนั้น มีมที่มีชื่อว่า Cool Culture: The Rush for Identity ชี้ให้เห็นว่า เมื่อก่อนความคูลเป็นเครื่องมือของชนชั้นล่าง ทาส หรือนักโทษการเมืองที่ต้องการทำตัวให้ออกห่างจากจากชนชั้นปกครอง โดยสะท้อนออกมาในองค์ประกอบในปัจจุบันอย่างความคูลต้องยอมรับในสิ่งที่คิดว่าใหม่หรือเจ๋งพร้อมกับปฏิเสธความเชื่อหรือแนวคิดเดิมๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่วัยรุ่นทั่วโลกที่ต้องการค้นหาตัวตน ซึ่งถ้าจะให้ดีต้องกระตุ้นต่อมความความอยากที่จะแตกต่าง แต่บางครั้งก็ต้องจำนนอยู่กับความกลัวที่จะเป็นผู้แพ้ แต่อย่างน้อยๆ ก็คูลคัลเจอร์ก็ให้คำมั่นว่าจะได้รับการยอมรับในความเป็นปัจเจกและมีที่ทางในสังคมที่วุ่นวาย แต่ท้ายที่สุดในความเป็นจริงแล้ว  คูลคัลเจอร์ก็ไม่ต่างอะไรวัฒนธรรมอื่นที่กลายมาเป็นบรรทัดฐานและถูกกลืนกินความคูลโดยลัทธิบริโภคนิยม เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ทำตัวคูลได้ ความคูลจึงไม่ใช่พืื้นที่ที่คนตัวเล็กๆ ใช้ในการแสดงตัวตนหรือเรียกความมั่นใจในตัวเองอีกต่อไป
     เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปสักพักหนึ่งก็พอจะสังเกตุได้ง่ายๆ ว่าคนเขียนต้องการชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนมีสองด้าน แต่ละมีมนั้นบังคับให้เรายอมรับและปฏิเสธคุณค่าต่างๆ ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งการหลงใหลได้ปลื้มกับบางอย่างก็ต้องมีความกลัวประกบอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ความหรูหรานั้นยอมรับในวัตถุแต่ก็ปฏิเสธวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รวมทั้งการได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองนั้นก็มาพร้อมกับความกลัวว่าคนอื่นจะมีมากกว่า และท้ายที่สุดเหล่าเศรษฐีนั้นต้องการความหรูหราไปก็เพื่อปกปิดความจริงบางประการเช่น ความแก่ ลูกติดยา สามีมีชู้ เป็นต้น
     หรือในบทที่ว่าด้วยการท่องเที่ยวนั้น ภาพลักษณ์ของทะเลได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นตัวแทนของอันตรายหรือผิวสีแทนเป็นเครื่องหมายของพวกทาสนั้น ในปัจจุบันกลับกลายเป็นธุรกิจร้อยล้าน รวมทั้งการไปเที่ยวก็ถูกมองว่าเป็นการหลบหนีความจริงในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ส่วนโลกยุคดิจิตอลครองเมืองก็ประกอบไปด้วยการค้นหา The Next New Thing ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ก็มีความกลัวที่จะล้าหลังประกอบอยู่ รวมทั้งแม้จะจริงที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ผ่านทางสื่อสังคมหรือบล็อก แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเราได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างผิดๆ หรือไม่ รวมทั้งการฟังความมากฝ่ายก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะ “บิ๊กดาต้า” (ฺBig Data) ทำให้เราเกิดอาการ “ข้อมูลล้นเกิน” (Information Overload) จนท่วมหัวได้ง่ายๆ
     โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เราตระหนักถึงมีมต่างๆ ที่ส่งผ่านมาทางสื่อร่วมสมัยว่ามีเนื้อแท้อย่างไร แต่ละชุดความคิดที่เราฉีดตรงเข้าสู่กระแสสำนึกอย่างเต็มใจและไม่เต็มใจนั้น แท้จริงแล้วมีเป้าหมายอะไร และ Influencer ตามเครือข่ายสังคมนั้นเป็นตัวแทนของอะไรกันแน่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เราสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรคที่มาในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ในแง่ที่จะมาทำลายเนื้อเยื่อ แต่มาในรูปแบบของควบคุมความคิดหรือล้างสมอง รวมทั้งให้เราสลัดความเชื่อดึกดำบรรพ์ประเภทคุณไสยที่เชื้อโรคบางตัวพยายามจะเป็น
     หนังสือไม่ได้ชี้ชัดหรือฟันธงลงไปเลยว่ามีมใดจะส่งผลร้ายให้กับตัวเรามากน้อยขนาดไหน เพราะผู้เขียนเปิดกว้างให้เราตีความ เพราะฉะนั้นเราจะยอมให้มนตรายุคโซเชียลมีเดียนี้มาครอบงำเราหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันแต่ละคน
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s