เราพึ่งอินเตอร์เน็ตมากไปหรือเปล่า?

20 ปีที่แล้ว เว็บไซต์แห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้น และเปลี่ยนโฉมหน้าโลกของเราไปตลอดกาล 10 ปีที่แล้วผมสามารถอ้อนคุณพ่อคุณแม่ให้ติดตั้งอินเตอร์เน็ตที่บ้านได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยเหตุผลเดียวคือ เอามาเล่น Counter-Strike บนเซิร์ฟเวอร์ไทยที่กำลังบูมอยู่ในตอนนั้น
มาตรฐานความเร็วอินเตอร์เน็ตเมื่อทศวรรษที่แล้วอยู่ที่ 56k สามารถเทียบเป็นความเร็วในการดาวน์โหลดได้ประมาณ 5KB ต่อวินาที เพราะฉะนั้นไฟล์ขนาด 10MB ก็จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ปัจจุบันไฟล์ขนาดดังกล่าวอาจใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีก็ดาวน์โหลดเสร็จผ่านความเร็ว ADSL
ตลอดสิบปีที่ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในโลกออนไลน์ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกเสมือนมามาก ตั้งแต่การบูมของเกมแนว MMO จุดสูงสุดและต่ำสุดของ Yahoo กับ MySpace การขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของ Google, Apple การฝากไฟล์ออนไลน์บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ การเติบโตขึ้นของบล็อก การซื้อคอนเท้นต์ออนไลน์ผ่าน Steam การเกิดขึ้นของเครือข่ายสังคมที่สามารถสร้างที่ทางให้เกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆ และใช้เป็นที่รวมพลคนหมู่มากเพื่อสร้างเสียงที่ดังขึ้น อันนำมาซึ่งการใช้หาผลประโยชน์ให้กับบางคน
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ห้าซึ่งมีความสำคัญต่่อการดำรงชีวิตของทุกคน เมื่อเร็วๆ นี้องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ซึ่งหมายความว่าถ้ารัฐบาลใดตัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้กับคนในชาติเหมือนที่รัฐบาลอียิปต์ทำเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ส่งผลให้อาจนำมาซึ่งการคว่ำบาตรทางการค้า หรือแย่กว่านั้นคือการแทรกแซงกิจการภายในได้
ผมยอมรับเต็มร้อยเลยว่า ตอนนี้ไม่สามารถขาดอินเตอร์เน็ตไปได้แล้วในการดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นมาผมเช็คอีเมล เรียบเรียงข่าวลงเว็บไซต์ พอไปถึงที่ทำงานก็ใช้อินเตอร์เน็ตในการหาข้อมูล  Google กลายเป็นอาจารย์ที่ผมชอบถาม Wikipedia กลายเป็นห้องสมุดขนาดยักษ์ facebook กลายเป็นที่นัดพบปะกับผองเพื่อน กลับมาบ้านผมเปิด Zite แอ็พพลิเคชั่นบน iPad เพื่ออ่านข่าวที่น่าสนใจ เช็ค RSS Feed จากเว็บที่เข้าประจำเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว เวลาเบื่อๆ ก็หาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวกินดื่มในวันหยุดผ่านทางแอ็พพลิเคชั่น Chillpainai บน Samsung Galaxy S และพอสุดสัปดาห์ก็มานั่งเขียนบล็อกลง Blogger จะเห็นได้ว่าทุกการกระทำที่ผลเอ่ยขึ้นมาในย่อหน้านี้ล้วนมีอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ขาดไปอย่างเดียว iPad ของผมก็อาจกลายเป็นจานร่อนฟริสบี้หรือที่ทับกระดาษได้ง่ายๆ และผมเชื่อเหลือเกินว่าไลฟ์สไตล์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมคนเดียว อีกทั้งยังอาจนับว่าน้อยด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับคนอื่นที่ต้องพึ่งพาข้อมูลบนโลกออนไลน์มากกว่า
คำถามที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ในคืนที่นอนไม่หลับเพราะเสียงแมวข้างบ้านทะเลาะกันก็คือ เราสามารถหยุดใช้งานอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่? หรือคนในปัจจุบันเสพติดอินเตอร์เน็ตมากไปหรือเปล่า? ทุกอย่างล้วนมีข้อดีข้อเสีย อินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน จริงอยู่ที่เราใช้สมาร์ทโฟนในการสร้างความบันเทิงอย่างถ่ายรูปร่วมกัน แบ่งปันภาพผ่าน Instagram เล่นมินิเกมล่าหาแบจใน Foursquare หรืออ่านทวีต ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราเปิดโลกทัศน์หรือมุมมองได้กว้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจหลายแห่งระบุว่า วัยรุ่นปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการแช็ตหรือส่งข้อความหากันเป็นส่วนมาก (ยินดีด้วยนะ RIM!) และมีบ่อยครั้งมากที่เวลาไปรับประทานอาหารที่ไหนจะต้องได้สังเกตเห็นคู่หนุ่มสาวหรือกลุ่มเพื่อนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็คข้อความทวีต หรือดู News Feed บน facebook เหล่านี้นำมาซึ่งคำถามว่าจริงๆ แล้วอินเตอร์เน็ตสามารถทำให้เราใกล้ชิดหรือไกลห่างมากกว่ากันแน่?
คำถามต่อมาคือเราฉลาดขึ้นหรือว่าโง่ลงจากการที่เราต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ? Julien Smith นักพูดและเขียนหนังสือติดอันดับขายดีจากการจัดอันดับของ The New York Times เชื่อว่า เราควรบอกเลิกอินเตอร์เน็ตด้วยเหตุผลหลักคือ “มันเป็นเพียงสื่ออย่างหนึ่ง เหมือนกับโทรทัศน์ในแง่ที่ว่า จริงอยู่ที่มันอาจทำให้เราเข้าสังคมหรือทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้จริง ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามีความห่างเหินกับผู้คนรอบข้างไปด้วย และสัมผัสหน้าจอ ไม่เหมือนกับสัมผัสกับคนจริงๆ หรอก (touching the screen is not the same as touching the person)”
คอนเท้นต์บนโลกออนไลน์มีความเป็นอินเตอร์แอ็คทีฟมากขึ้น ไม่มีแต่เพียงภาพและตัวอักษรเหมือนกับเมื่อ 20 ปีที่แล้วแต่อย่างใด การรับชมวิดีโอบน Youtube หรือเล่นเกมบ่อยๆ ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความคิดเราทั้งสิ้น การซึมซาบความรุนแรงอย่างปราศจากการกลั่นกรองโดยเฉพาะกับเด็กๆ ล้วนมีผลต่อจิตวิทยาในแง่ที่ว่าอาจทำให้เรารู้สึก “ตายด้าน” ไร้อารมณ์ความรู้สึก ด้วยเพียงเพราะ “ฉันก็เคยเห็นไอ้แบบนี้มาตั้งเยอะแล้ว”
นอกจากอินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้นจะช่วยเปิดโอกาสให้เรารับชมคอนเท้นต์แบบอินเตอร์แอ็คทีฟแล้ว ก็ยังช่วยให้เรารับทราบข้อมูลที่ฉับไวมากกว่าเดิม แต่ก็อีกนั่นแหละที่นำมาซึ่งคำถามว่าการรับฟังข้อมูลจาก 360 องศาช่วยให้เราเป็นคนฉลาดขึ้นหรือสมาร์ทเหมือนอุปกรณ์ที่เราใช้เป็นสื่อกลางหรือไม่ หรือสักแต่ว่าข้ารู้ก่อนแต่เอ็งรู้ทีหลังหมายความว่าเอ็งหลังเขา ไม่ทันโลก และฟังความข้างเดียว?
ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ข่าวสารผ่าน twitter หรือบนอินเตอร์เน็ตโดยทั่วไปคือ เราอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนข่าวจริงหรือลวง เพราะความรวดเร็วที่มากเกินไปทำให้เราขาดการไตร่ตรอง และการที่ข่าวนี้ถูกรีทวีตหรือบอกต่อมากครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด
เมื่อเร็วๆ นี้มีผลสำรวจว่าผู้ใช้ Internet Explorer มีไอคิวต่ำกว่าผู้ใช้เบราเซอร์ตัวอื่น ซึ่งนับเป็นทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ และเป็นหัวข้อที่มีการโต้เถียงอย่างรุนแรงไปทั่วอินเตอร์เน็ตว่าจริงหรือไม่ ซ้ำยังถูกสำนักข่าวใหญ่อย่าง BBC ฯลฯ นำไปป่าวประกาศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก ทว่าต่อมาผู้ทำผลสำรวจได้ออกมายอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จ ผู้ใช้ IE ไม่ได้โง่กว่าแต่อย่างใด แต่ที่ทำแบบนี้ก็เพราะต้องการกระตุ้นให้คนเลิกใช้ IE เท่านั้นเพราะรองรับเทคโนโลยีเว็บชนิดใหม่ได้น้อย
เหตุการณ์นี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการขาดตัวกรองที่ดีในการนำเสนอสื่อทางโลกออนไลน์ไม่ว่าจะบนช่องทางใด เพราะฉะนั้นสิ่งที่โลกออนไลน์ยังขาดอยู่ ณ ตอนนี้ไม่ใช่ข้อมูลเนื่องจากมีอยู่อย่างมากมาย (Big Data) แต่เราขาดอัลกอริธึมตัวกรอง (Cutator) ที่จะมาช่วยจัดระเบียบข้อมูลเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้อาการข้อมูลท่วมหัว (Information Overload) ที่มักเกิดขึ้นกับคนในยุคนี้ เพราะฉะนั้นอินเตอร์เน็ตไม่ได้ทำให้เราโง่ลงหรือฉลาดขึ้น แต่ทำให้เราขี้เกียจกว่าเดิมเพราะข้อมูลถูกป้อนเราสู่หัวเราโดยอัตโนมัติตลอดเวลา
ก่อนที่เราจะเข้าสูุ่เว็บยุคถัดไป สิ่งที่พอจะทำได้คือใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์กับตัวเรา ผมไม่ได้ยุให้เลิกตามข่าวจากโลกออนไลน์เลยเสียทีเดียว แต่ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ เพราะเป็นความจริงที่ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ต ผมคงไม่ได้มานั่งเขียนบล็อกอยู่แบบนี้หรอก จริงไหมครับ? 🙂
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s