Mac vs. PC คู่กัดตลอดกาล

     ในโลกของเทคโนโลยี สินค้่าประเภทหนึ่งๆ มักถูกแบ่งออกเป็นสองค่ายใหญ่ไม่ต่างจากขั้วการเมือง กล้องถ่ายรูปมี Nikon กับ Canon รถยนต์มี Toyota กับ Honda มือถือมี iOS กับ Android ซึ่งก็มีหลายครั้งทีเดียวที่ผู้ที่นิยมชมชอบจากทั้งสองค่ายมักมาแลกเปลีี่ยนไอเดีย (อย่างรุนแรง) กันกลางพื้นที่สาธารณะให้คนกลางได้รับทราบความคิด ตลอดจนแสดงความภักดิ์ดีของตน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้เป็นการเปิดหูเปิดตา แต่หลายครั้งก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมยังเป็นประโยชน์ให้คนบางกลุ่มนำ “ดราม่า” เหล่านี้ไปหากินจนโด่งดังก็มีมาให้เห็นกันบ่อยๆ
     แต่ว่า คู่กัดที่อยู่มานานและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างที่สุดคู่หนึ่งก็เห็นจะไม่มีใครเกิน Mac vs. PC ไปได้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมาการปะทะคารมของแฟนบอยจากทั้งสองฝ่ายมักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ไล่ไปตั้งแต่บนเว็บบอร์ดสมัยอินเตอร์เน็ตเพิ่งตั้งไข่ จนกระทั่งถึงปัจจุบันในยุคโซเชียลมีเดียครองเมืองเราก็ยังพอเห็นบ้างประปราย
     ตามเดิมแล้วทั้ง Mac และ PC มีความหมายเดียวกันคือเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ซึ่งเกิดขึ้นมาในยุค 1970 เพื่อจำแนกตัวเองออกจากเครื่องเมนเฟรมหรือเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ตามองค์กรใหญ่ เพิ่งจะมาแยกเป็นสองค่ายหลักก็ในช่วง 1980 ที่ Apple เปิดตัวเครื่อง Macintosh และ IBM เปิดตัว IBM PC นับจากนั้น คู่แฝดคนละฝา Mac(intosh) และ (IBM) PC ก็เริ่มตั้งถิ่นฐานกันอยู่คนละฝัั่งพร้อมกันส่งเสียงคำรามใส่กันเรื่อยมา
     อย่างไรก็ดีภาพลักษณ์ขององค์กรที่เป็นต้นกำเนิดทั้งคู่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแฟนบอยทั้งสองด้วยไปโดยปริยาย ในช่วงนั้น IBM เป็นองค์กรใหญ่ มีปริมาณคนมาก ผังองค์กรมีการแบ่งลำดับชั้นอย่างชัดเจนไม่ต่างจากหน่วยงานภาครัฐ จึงส่งผลให้การคิดค้นนวัตกรรมหรือปลดปล่อยไอเดียใหม่ๆ ออกมาสามารถทำได้ลำบาก เชื่องช้า และไม่ทันกินคู่แข่ง ด้วยภาพลักษณ์ขององค์กรที่เต็มไปด้วยคนใส่สูทผูกไทค์เช่นนี้ทำให้บุคคลทั่วไปมองว่า IBM ทำอะไรเป็นธุรกิจจ๋า และทำงานเอาใจคู่ค้าที่เป็นองค์กรด้วยเช่นกันมากกว่าที่จะมาสนใจผู้บริโภคทั่วไปที่มีกำลังซื้อต่ำกว่า
     ตรงกันข้าม ในช่วงนั้น Apple เป็นบริษัทขนาดเล็ก มีกำลังคนไม่มาก การที่มีคนน้อยเช่นนี้ทำให้การบริหารงานค่อนข้างรวมศูนย์ไปที่ผู้่ก่อตั้งซึ่งก็คือ Steve Jobs และยังส่งผลให้การดำเนินงานมีความกระชับ รวดเร็ว มีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ออกมาก็งัดมาใช้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอผู้บริหารระดับสูงเซ็นเอกสารอนุมัติ และภาพลักษณ์ขององค์กรเช่นนี้ยังคงติดตาฝังอยู่ในหัวผู้บริโภคจนกระทั่งปัจจุบัน
     นอกจากนั้น ตัวผลิตภัณฑ์เองก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขัดเกลาการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ด้วยเช่นกัน เครื่อง IBM PC ที่วางจำหน่ายตอนนั้นใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS ของ Microsoft ที่ต้องสั่งด้วยการพิมพ์ตัวอักษรลง Command line บนหน้าจอสีดำ ไม่มีภาพกราฟิกหรือไอคอนใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใช้งานต้องมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์พอสมควรหรือเป็นโปรแกรมเมอร์ ตรงกันข้าม Macintosh วางจำหน่ายพร้อมระบบปฏิบัติการที่มีไอคอนกราฟิกให้สามารถใช้งานได้ง่าย ผู้ที่ไม่มีความรู้ก็สามารถเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วเริ่มต้นใช้ได้เลยชนิดที่เรียกว่า It just works ตามที่ Steve Jobs ชอบกล่าวอ้างถึงบ่อยๆ
     ความจริงข้อนี้ยังส่งผลสีบเนื่องมาถึงปัจจุบันที่ผู้ใช้งาน PC (ตอนนี้เปลี่ยนเป็น Windows แล้ว) ยังคงถูกมองว่าเป็นพวกเนิร์ด ชอบเก็บตัว (ซึ่งไม่ได้มีความหมายเดียวกับรักสันโดษ) หัวโบราณ และคิดอะไรเป็นธุรกิจไปหมดเหมือนที่ IBM มักถูกตีตราให้ ส่วนคนใช้ Mac มักถูกมองว่าเป็นพวกหัวครีเอทีฟ มีความคิดสร้างสรรค์ มีสไตล์ของตัวเอง และเป็นพวกหัวเสรีนิยมก้าวหน้าเหมือนสโลแกนของ Apple ที่ว่า Think Different
     ที่ผ่านมา Apple ได้ใช้ภาพลักษณ์ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการพัฒนาแคมเปญการตลาด Get a Mac อันโด่งดังด้วยการนำเสนอตัวละครสองคน คนหนึ่งใช้พีซีมีรูปร่างท้วม สวมแว่นหนาเตอะ และใส่เสื้อสูทสุดเชย ส่วนอีกคนที่ใช้ Mac ที่มีภาพลักษณ์แทบตรงกันข้ามกันทุกอย่าง เนื้อหาโฆษณาสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก คือนอกจากต้องการทำให้ผู้ชมเห็นจุดด้อยของพีซีที่สามารถแก้ได้ด้วยการหันมาใช้ Mac ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแฮงค์ไปจนถึงคอมพิวเตอร์มีสายรกรุงรังแล้ว ยังเป็นการอัดฉีดบุคคลิกของคนใช้ทั้งสองกลุ่มให้เข้าสู่กระแสสำนึกของผู้บริโภคในทางอ้อมอีกด้วย นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้ใช้ทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี
แคมเปญ Get a Mac ของ Apple ถูกใช้ในการตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้ใช้งาน Mac และ PC

อย่างไรก็ตามผู้ใช้งาน PC มักโต้กลับว่าแพลตฟอร์มของตนเปิดกว้างกว่า ผู้ใช้มีตัวเลือกในการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ได้หลากหลาย มีประสิทธิภาพต่อราคาที่ดีกว่า และเหมาะกับผู้ใช้งาน “มือโปร” ที่มักมอง Mac เป็นของเล่นเด็ก แต่นั่นก็เข้าข่ายที่คนใช้ Mac มักมองคนใช้ PC เป็นพวกเนิร์ดอยู่ดี

     ที่น่าสนใจคือ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีผลสำรวจขิ้นหนึ่งที่อธิบายพฤติกรรมบุคลิกของผู้ใช้งานทั้งสองกลุ่มจำแนกเป็นหมวดหมู่มาได้อย่างน่าสนใจ โดยหลักๆ คือ ผู้ใช้งาน Mac นั้นมักมีช่วงอายุน้อยกว่า มีการศึกษาสูงกว่า เป็นพวกหัวเสรีนิยม ชอบเข้าสังคม มักสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง ชอบหนังอินดี้ และมีทักษะด้านภาษามากกว่าตัวเลข ในขณะที่คนใช้ PC นั้นได้ผลตรงกันข้าม
     ผลสำรวจนี้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้สักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นตรงกันว่ามักมีบุคคลิกหลายอย่างปนกันไประหว่างทั้งสอง
ผลสำรวจโดย Hunch ที่แสดงให้เห็นความเหมือนที่แตกต่างระหว่างผู้ใช้งาน PC และ Mac

จากส่วนตัวที่เป็นคนใช้ทั้ง Mac (ที่บ้าน) และ PC (ที่ทำงาน) ก็เลยทำให้ไม่สามารถระบุฟันธงลงไปได้เหมือนกันว่าอยู่ข้างไหนกันแน่ แต่จากประสบการณ์ทำให้ทราบว่าทั้งคู่มีจุดดีจุดด้อยต่างกันไปและสามารถตอบสนองความต้องการได้ไม่เหมือนกันในหลายมิติ

     หรือว่านี่แหละคือจุดเด่นของความเป็นมนุษย์ที่ไม่ว่าอะไรก็มาให้คำจำกัดความไม่ได้กันแน่?
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s