TEDxBKK ไอเดียที่ควรค่าแก่การบอกต่อ

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางวันที่ฝนตกพรำๆ ชวนให้นอนหลับฝันดีนั้น ผมและเพื่อนสมัยเรียนป.ตรีอีกคนหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปร่วมฟังงานสัมมนา TEDxBKK ครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย (AKI) แถวอโศก นอกจากจะได้มีโอกาสพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาแล้ว บังเอี๊ญบังเอิญไปเจอะเจอกันรุ่นพี่ในชุมนุมถ่ายภาพ ม.ธรรมศาสตร์ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานด้วยสองคน คนแรกคือพี่กุ๊ก อภิมหาเทพแห่งวงการช่างภาพอิสระที่ได้รับการว่าจ้างให้มาเก็บภาพบรรยากาศโดยเฉพาะ และพี่โอ่ง วิทยากรอิสระและนักธุรกิจที่มาบรรยายเป็นประจำที่ AKI นี้พอดี ก็เลยถือว่างานนี้นอกจากจะได้พบกับอะไรใหม่ๆ แล้ว ก็ยังได้พูดคุยกับรุ่นพี่ชวนให้รำลึกถึงความหลังสมัยเรียนได้ด้วย 😀

TED คืออะไร
 
     เชื่อว่ายังมีอีกจำนวนไม่น้อยว่า TED คืออะไร กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ TED เป็นองค์กรอิสระที่อุทิศให้กับการบอกต่อนวัตกรรมและไอเดียใหม่ให้ได้รับรู้กัน TED ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1984 เพื่อจัดงานสัมมนานำคนจากสามวงการหลักคือ เทคโนโลยี (Technology) วงการบันเทิง (Entertainment) และการออกแบบ (Design) ให้มาพบปะหารือกัน และนับแต่นั้นก็ได้ขยายหัวข้อออกไปเรื่อยจนปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ
     งานสัมมนาใหญ่ระดับโลกของ TED จะมีด้วยกันสองงานคือ TED Conference ซึ่งจัดที่เมืองลองบีชและปาล์มสปริง รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี กับอีกงานหนึ่งคือ TEDGlobal ซึ่งจัดที่เมืองเอดินบะระ สหราชอาณาจักรในฤดูร้อนของทุกปีเช่นกัน โดยลักษณะของงานจะเป็นการนำนักคิดที่มีไอเดียเจ๋งๆ หรือนักปฎิบัติมากความสามารถมาขึ้นพูดบนเวทีว่าตนมีไอเดียอะไรจะแบ่งปันคนละไม่เกิน 18 นาที สำหรับบุคคลสำคัญที่เคยขึ้นพูดก็เช่น Bill Gate และ Al Gore เป็นต้น
แล้ว TEDx ล่ะ?
     ในเว็บไซต์ของ TEDxBKK อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า TEDx คือ :
…งานระดับท้องถิ่นที่จัดขึ้นด้วยตัวเอง ที่จะนำพาผู้คนมาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ที่เหมือนงาน TED
งานของเราชื่อว่า TEDxBKK ซึ่ง x นั้นหมายถึงงาน TED ที่จัดขึ้นโดยอิสระ โดยในงาน TEDxBKK นั้นจะมีการฉายวีดีโอ TEDTalk ต่างๆ และจะมีผู้พูดสด ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะช่วยจุดประกายให้เกิดการสนทนาและการเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มเล็กๆขึ้น
มูลนิธิ TED ได้ตั้งข้อกำหนดทั่วไปสำหรับโครงการ TEDx แต่งาน TEDx รวมถึงงานนี้ เป็นงานที่จัดขึ้นโดยทีมงานอิสระภายใต้ชื่อที่ได้รับอนุญาตจาก TED

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือเป็นงานย่อยที่จัดตามเมืองต่างๆ โดยมีลักษณะคล้ายกับที่จัดในเมืองนอก เพียงแต่มีสเกลที่เล็กกว่าและอาจเน้นไปที่ผู้พูดท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งสำหรับครั้งล่าสุดที่ผมเข้าไปร่วมงานมาด้วยนั้นมีผู้ขึ้นพูดถึง 12 ท่านด้วยกัน โดยทางผู้จัดงานได้แบ่งออกเป็น 4 ท่าน 3 ช่วง ได้แก่

1. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช

เครดิตภาพ TEDxBKK

     หนึ่งในตองอูแห่งพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (2551-2553) ปัจจุบันเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ดร.ผู้นี้ได้ขึ้นพูดเน้นย้ำให้คนเห็นความสำคัญของต้นไม้ที่นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที อันนำมาซึ่งปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน ดร.เล่าว่าได้เริ่มต้นก่อตั้งมูลนิธิฯ ด้วยจำนวนเงินเพียง 100,000 บาท พร้อมกับถูกตั้งคำถามว่าจะทำได้หรือ? แต่ด้วยความพยายามอย่างไม่ละเว้นด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าก็ทำให้ในปัจจุบันมูลนิธิฯ นี้สามารถปลูกต้นไม้ไปได้แล้วกว่า 20 ล้านต้น แล้วยังช่วยให้ชาวบ้านท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มจากผลผลิตที่ได้จากต้นไม้อีกด้วย และก่อนจบ ดร.ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า จะปลูกอะไรก็ไม่สำคัญเท่าปลูกต้นไม้ในใจคน

2. Martin Venzky-Stalling

เครดิตภาพ TEDxBKK

ชาวเยอรมันผู้ที่พูดไทยได้ชัดสุดๆ คนนี้ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาประจำศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (TDCI) แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การขึ้นพูดในงาน TEDxBKK ในครั้งนี้เขาได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของเชียงใหม่ที่สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก ข้อมูลที่น่าสนใจที่เขาได้กล่าวถึงคือปัจจุบันเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีผู้ทำอาชีพอิสระอยู่มากกระจายอยู่ทั่วเมืองแต่ก็ติดต่อไปมาหาสู่อยู่ตลอด และเป็นเมืองที่มีบริษัทไอทีทั้งของไทยและเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือ IBM ได้เลือกให้เชียงใหม่เข้าโครงการ Smart Planet ของบริษัทด้วย (อยากจะย้ายจากกทม.ขึ้นไปอยู่จริงจริ๊ง) เหตุผลเหล่านี้ทำให้ Martin เห็นว่าเชียงใหม่อาจพัฒนาให้เป็น technology corridor ของไทยได้เช่นเดียวกับรัฐฟลอริดา และเมืองออสติน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำมาสู่โครงการ Chiang Mai Creative City (CMCC) ที่กำลังเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน สุดท้าย Martin ได้เชิญชวนให้ทุกคนเข้าร่วมงาน TEDxThapaeGate (ประตูท่าแพ) ที่จะจัดขึ้นที่อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในปีหน้าด้วย


3. ทรงกลด บางยี่ขัน

เครดิตภาพ TEDxBKK

     บรรณาธิการบริหารนิตยสาร A Day ผู้นี้เล่าว่าสามารถสอบเทียบเรียนมหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ปัจจุบันนอกจากจะมีตำแหน่งใน A Day แล้วยังเป็นนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมตัวยงและเป็นผู้ริเริ่มโครงการเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา ทรงกลดฯ เล่าว่าสมัยเรียนมหาลัยเป็นช่วงที่เปิดหูเปิดตาได้เป็นอย่างดีเพราะออกค่ายบ่อย ทำให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมากมาย และเป็นเหมือนยากระตุ้นชั้นดีให้เขายังคิดที่จะจัดกิจกรรมให้คนรักโลกต่อไป ที่น่าสนใจคือการเดินทางอย่างโชกโชนนั้นทำให้เขาเห็นว่าปัญหาการตัดไม้ทำลายป่ามีหน่วยงานราชการรู้เห็นเป็นใจมากมาย และคนแก้ก็ไม่ใช่ใครอื่น หากเป็นชาวบ้านตัวเล็กๆ ในพื้นที่นั่นเอง

4. ปฏิพัทธ์ สุสำเภา

เครดิตภาพ TEDxBKK

     ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenDream องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่สนับสนุนการนำซอฟท์แวร์เสรีไปใช้ประโยชน์่ผู้นี้ได้มาบอกเล่าเรื่องราวของโครงการ Space Exploration At Home หรือการสำรวจอวกาศจากที่บ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาตั้งแต่เด็กจากการที่ได้เห็นภาพลูกโลกในมุมมองจากอวกาศและการเข้าไปเยี่ยมชมท้องฟ้าจำลอง จึงทำให้เขาอยากเป็นนักบินอวกาศมาตั้งแต่เด็ก สำหรับโครงการสำรวจอวกาศฯ ที่ว่านี้เข้าได้ใช้เทคนิคผูกกล้องให้ติดกับบอลลูนลูกเล็กๆ แล้วปล่อยให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเก็บภาพอันน่าประทับใจให้กับเด็กๆ ได้รับชม ความสำเร็จจากการที่เขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ได้ในครั้งนี้กระตุ้นให้เขาคิดได้ว่า แท้จริงแล้วไม่มีอะไรไกลเกินเอื้อม

5. Imtiaz Muqbil

เครดิตภาพ TEDxBKK

     ชายเชื้อสายอินเดียผู้นี้ปัจจุบันนอกจากจะเป็นคอลัมนิสต์ท่องเที่ยวให้กับหนังสือพิมพ์ Bangkok Post แล้วยังเป็น Executive Editor ของ Travel Impact Newswire ด้วย การขึ้นพูดในครั้งนี้เขากล่าวว่าต้นเหตุของความขัดแย้งทั่วโลกเกิดจากการแบ่งปันทรัพยากรเช่นผืนดินและน้ำอย่างไม่เท่าเทียม กล่าวคือมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เป็นเจ้าของอย่างเบ็ดเสร็จและจะทำทุกอย่างเพื่อคงความเป็นเจ้าของไว้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดด้วยเหตุที่ว่าการนำมาซึ่งอำนาจและเงินตรา โดยเขาได้ยกตัวอย่างคำพูดของมหาตมะคานธีที่เคยกล่าวว่าทรัพยากรมีพอสำหรับความต้องการของทุกคน แต่ไม่พอสำหรับความละโมบของทุกคน (enough for everyone’s need but not for everyone’s greed) นอกจากนั้นเขายังแสดงความเห็นด้วยว่าแท้จริงแล้วโลกาภิวัฒน์ไม่ใช่ของใหม่ แต่มีมานานแล้วเนื่องจากผู้คนในอดีตสามารถเดินทางข้ามทวีปไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรีโดยไม่มีกฏเกณฑ์อย่างการขอหนังสือเดินทางหรือวีซ่าอะไรให้วุ่นวายเหมือนปัจจุบัน ผู้คนสมัยก่อนถึงได้แพร่กระจายความคิดเห็นและวัฒนธรรมต่างๆ ได้ในวงกว้าง สุดท้ายเขาบอกว่าสันติภาพของโลกจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรายกเลิกกฏเกณฑ์ที่คอยสร้างอุปสรรคการเดินทางนี้ลงเสีย

6. คมพิชญ์ พนาสุภณ

เครดิตภาพ TEDxBKK

     คมพิชญ์ฯ มีความเห็นว่าแบรนด์ที่ดีต้องเล่นกับอารมณ์ของคน เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น การขึ้นพูดในครั้งนี้ของเขาได้เน้นไปที่การสร้างแบรนด์แห่งชาติ (National Brand) ว่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยเริ่มจากต้องรู้จักทั้งด้านบวกและลบของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชาตินั้นๆ เพื่อนำมาประกอบเป็น Brand Image ที่ดีซึ่งต้องมีความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ อันนำไปซึ่งความสะดวกในการสื่อความและแผ่ซ่านไปทุกๆ วงการอย่างเช่นสินค้าจากเกาหลีและญี่ปุ่นในปัจจุบันที่แทรกซึมอยู่ในทุกครัวเรือนไทย นอกจากนั้นยังต้องรู้จักการใช้ภาพเป็นสื่อกระตุ้นอารมณ์ความอยากโดยเขาได้ยกตัวอย่างโฆษณาซอส Kikkoman รวมทั้งการอ้างถึงแบรนด์ต่างๆ ในโลกภาพยนตร์ว่าทำให้เราซีมซาบความรับรู้ต่อแบรนด์ได้โดยไม่รู้ตัว เหล่านี้อาจนำมาประยุกต์สร้างแบรนด์ของชาติไทยได้ต่อไป

7. Dale Vandusen

เครดิตภาพ TEDxBKK

     เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่งท่าทางเรียบง่ายผู้นี้มีดีกรีปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัย John Hopkins? แต่อย่างไรเสียความหลงใหลด้านการปั่นจักรยานนั้นทำให้เขาหันมารณรงค์ให้คนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้นโดนเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกทม. ในงานนี้ Dale ได้มาบอกเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานจากชายฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกของสหรัฐอเมริกา และการสร้างจักรยานไม้ไผ่ใน Bamboo Bike Studio ที่เมืองบรูกลิน และกำลังจะเปิดอีกแห่งหนึ่งในไทยเร็วๆ นี้ เขาได้ให้ความเห็นว่าถึงแม้กทม.จะรณรงค์ให้ใช้จักรยานกันมากเท่าใด ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคมากมาย เป็นต้นว่าสถานที่ซึ่งอาจยังไม่พร้อม และจักรยานถูกขโมยบ่อย! แต่ก็หวังว่าจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในอนาคต

8. ผศ. ดร.การดี เลียวไพโรจน์

เครดิตภาพ TEDxBKK

     ดร.ผู้มากความสามารถท่านนี้ได้ขึ้นพูดเกี่ยวกับการทำงานในอนาคตที่จะเป็นสงครามที่วัดกันด้วยความสามารถพิเศษ (war of talent) ที่เมืองไทยต้องเตรียมพร้อม ดร.เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์มาตั้งแต่เกิด แต่ระบอบระเบียบที่ประเดประดังเข้ามาเมื่อเราโตขึ้นจากสถาบันต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หรือที่ทำงานนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ศักยภาพในการคิดค้นสิ่งใหม่ด้อยลง ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่าเราไม่ต่างอะไรไปจากคอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมให้ทำตามคำสั่ง และทำให้สมองของเรากลายเป็นเหมือนลิ้นชักที่ดีแต่เปิดขึ้นมาใช้งาน แต่ไม่สามารถรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตมากขึ้นในปัจจุบันทำให้ใกล้หมดยุคขององค์กรใหญ่เข้าไปทุกที เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาพัฒนาความสามารถของบุคคากรกันให้มากกว่าเดิมโดยใช้สมองทั้งสองส่วนภายใต้หลักการ Logical yet Creative ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนคือ associating, observe,  question, test  และ network

9. ม.ร.ว เฉลิมชาตรี ยุคล

เครดิตภาพ TEDxBKK

     เจ้าของบริษัทมัลติมีเดียหลายแห่งอย่าง FuKDuk Production Co., LTD ผู้นี้ขึ้นกล่าวในประเด็นเกี่ยวกับการหยุดทำธุรกิจ (The Business of Stopping Business) โดยได้ยกตัวอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเองว่า การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นก็เหมือนกับทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งระหว่างทางต้องฟันฝ่าอุปสรรคและความท้าทายนานัปการ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่คุณถูกกลืนกินโดยธุรกิจที่คุณสร้างขึ้นมาเอง คุณเริ่มบ้างาน ไม่มีเวลาพักผ่อน อยู่กับครอบครัวน้อยลง และท้ายที่สุดมันก็ใหญ่เกินที่ตัวคุณเองจะรับไหว ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการที่เราไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นเราจึงควรที่จะหยุดและเลิกบ้าไปกับมันเสีย หาจุดลงตัวที่เหมาะกับตัวเอง และไม่ต้องไปสนใจใครที่มีมากกว่า เพราะไม่ได้หมายความว่าเขา/เธอจะมีความสุขมากกว่าเสมอไป ท้ายที่สุดเขาได้แนะนำวิธีการมีความสุขง่ายๆ ด้วยการอยู่ให้ห่างจากหนี้สิน บัตรเครดิต การใช้จ่ายในอนาคต และคำมั่นสัญญา

10. Gaia Scagnetti

เครดิตภาพ TEDxBKK

สาวสวยแดนมักกะโรนีผู้เป็นนักวิจัยด้าน Visualization และ Visual Language และปัจจุบันเป็นอาจารย์อาวุโสที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า เราจะหาวิธีจัดการข้อมูลที่มากล้น (Big Data) อย่างไร? คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือจัดการแปลงให้เป็นภาพหรือสัญลักษณ์ (Visualization) เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปอ้้างถึง ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อทุกๆ คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

11. Dredge Byung’chu Kang

เครดิตภาพ TEDxBKK

ว่าที่ดร.ด้านมานุษยวิทยาผู้นี้มีความสนใจเรื่องสถานะทางสังคมและพหุนิยมทางเพศในไทยเป็นอย่างมาก โดยเขาได้ขึ้นกล่าวในประเด็นค่านิยมผิวสีของคนไทยที่ชื่นชอบความขาว จนทำให้บริษัทโฆษณาใช้เป็นจุดขายและนำมาซึ่งข้อถกเถียงในวงกว้างด้านความเหมาะสมว่าเป็นการส่งเสริมการเหยียดผิวทางอ้อมหรือไม่ นอกจากนั้นเขายังได้พูดถึงสัมคมเกย์ในประเทศไทยที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงมาก่อนว่ามีอะไรให้ศึกษามากมาย

12. ดร.ถวิดา มณีวรรณ์

เครดิตภาพ TEDxBKK

     ปัจจุบันดร.ผู้นี้เป็นนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย ทำงานวิจัยด้านหุ่นยนต์ที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลงานของเธอผู้นี้ก็ได้แก่ Namo หุ่นยนต์ต้อนรับ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่สามารถเล่นฟุตบอลได้ และหุ่นยนต์งู เป็นต้น การขึ้นพูดในครั้งนี้เธอได้บอกเล่าแรงบันดาลใจต่างๆ ที่ทำให้เธอมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการชอบดูการ์ตูนหุ่นยนต์ญี่ปุ่นในวัยเด็ก หรือการฟันฝ่าอุปสรรคในสายงานเพราะเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่เลือกเดินทางนี้ นอกจากนั้นยังได้บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ด้วยว่าต่างพึ่งพาอาศัยกันในแง่ของการนำความคิดของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมาประยุกต์พัฒนาหุ่นยนต์ และในทางกลับกันหุ่นยนต์นั้นก็จะกลับมารับใช้มนุษย์ได้ในหลายมิติ

เบ็ดเสร็จกว่าจะครบ 12 ท่านก็กินเวลาไปตั้งแต่บ่ายจนถึงช่วงเย็น ถึงแม้จะนานใช่เล่นแต่ก็ได้รับแนวคิดใหม่ๆ มากมาย และมีประโยชน์มากกว่าไปฟังบรรยายเกี่ยวกับหลักทรัพย์ซะอีก ก็หวังว่าทางผู้จัดจะยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคตนะครับ

Advertisements

3 thoughts on “TEDxBKK ไอเดียที่ควรค่าแก่การบอกต่อ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s