นามแฝงบนโลกออนไลน์ เสรีภาพแห่งการละเมิด?

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 154 ประจำเดือนตุลาคม 2554

เมื่อเร็วๆ นี้ Google ได้ออกนโยบายการตั้งชื่อใน Google+ บริการเครือข่ายสังคมออกมาใหม่ ซึ่งสร้างข้อถกเถียงบนโลกออนไลน์เป็นวงกว้าง โดยเนื้อหาหลักของระเบียบใหม่นี้คือเรียกร้อง (แกมบังคับ) ให้ผู้เล่นทุกรายใช้ชื่อนามสกุลจริงหรือชื่อเรียกขานที่คนรู้จักใช้ (common name) ในการตั้งชื่อโปรไฟล์ รวมทั้งห้ามใช้อักขระพิเศษ แต่สามารถใส่ชื่อเล่นหรือนามแฝงลงในช่อง Other Names ได้ Google อ้างว่าวิธีการนี้จะเป็นเหมือนกับการจัดระเบียบสังคมในเครือข่ายให้ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้าที่จะออกระเบียบใหม่นี้ Google ได้แบนผู้ที่ใช้นามแฝงนับพันรายบน Google+ มาแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างว่าเป็นเหมือนกับการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุหรือไม่ 

ในช่วงเวลาเดียวกัน Randi Zuckerberg พี่สาวของ Mark Zuckerberg ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองไม่เห็นด้วยกับการใช้นามแฝงบนเครือข่ายสังคม โดยอ้างว่าการใช้ชื่อจริงทำให้ผู้ใช้ประพฤติตัวดีกว่า และกล่าวหาผู้ใช้นามแฝงว่าเป็นพวกที่คิดว่าสามารถทำอะไรก็ได้โดยแอบอยู่ข้างหลังประตู ซึ่งข้อคิดเห็นนี้ได้สร้างกระแสความไม่พอใจขึ้นในวงกว้าง แต่กลับได้รับการสนับสนุนโดย Eric Schmidt อดีตซีอีโอ Google ที่ได้เคยออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกันแล้วก่อนหน้าในเชิงว่าการใช้นามแฝงเป็นเรื่องอันตราย และส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงการออกนโยบายของ Google+ ในปัจจุบัน

นามแฝงทำให้พฤติกรรมผู้ใช้เสื่อมลง?

ช่วงที่โลกออนไลน์เพิ่งถือกำเนิดมาใหม่นั้น การแบ่งแยกตัวตนระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนโดยการใช้นามแฝงบนเว็บบอร์ดแสดงความเห็นถือได้ว่าเป็นเรืองธรรมดาที่ใครก็ทำกันเพราะระดับของการเชื่อมโยงเครือข่ายยังไม่แนบแน่น แต่ในปัจจุบันนี้เส้นแบ่งดังกล่าวเริ่มที่จะเจือจางลงทุกทีเนื่องจากเครือข่ายสังคมทำให้ระดับของการเชื่อมโยงเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อนคนหนึ่งสามารถนำพาไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายผ่านอัลกอริธึมที่ผู้พัฒนารังสรรค์ออกมา เพราะฉะนั้นทุกวันนี้การใช้ชื่อจริงมีส่วนอย่างมากในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ใช้ รวมทั้งเพิ่มระดับของความน่าเชื่อถือ ลองคิดดูง่ายๆ ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อผู้ใช้ LinkedIn พากันใช้นามแฝง?

เกรียน หรือที่ฝรั่งมักใช้คำว่า Troll นั้นมักถูกยกเป็นตัวอย่างถึงข้อเสียของนามแฝงที่เปิดโอกาสให้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีเกินไป
เกรียน หรือที่ฝรั่งมักใช้คำว่า Troll นั้นมักถูกยกเป็นตัวอย่างถึงข้อเสียของนามแฝงที่เปิดโอกาสให้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีเกินไป

ผู้ที่เห็นด้วยกับการใช้ชื่อจริงบนโลกออนไลน์ยังมีข้อโต้แย้งเพิ่มเติมอีกว่า การใช้ชื่อจริงมีส่วนช่วยลด “เกรียน” (troll) หรือพฤติกรรมระรานชาวบ้านอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ดูแลเว็บทั้งหลายต้องปวดหัวเป็นแถวด้วย ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันที่มีเว็บไซต์และบล็อกจำนวนไม่น้อยที่นำระบบกล่องคอมเม้นต์ของ facebook มาใช้เพื่อเป็นการบังคับให้ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นเชื่อมต่อกับบัญชีเครือข่ายสังคมดังกล่าวเพื่อแสดงตัวตน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการบังคับให้ผู้ใช้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำ (accountability) และต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนที่จะโพสต์ความเห็นใดๆ ลงไป เข้าทำนองกล้าทำก็ต้องกล้ารับ

ชื่อจริงเป็นภัยต่อการแสดงความเห็นอย่างเสรี?

การที่ Google+ ออกนโยบายใหม่ให้ใช้ชื่อจริงในการตั้งโปรไฟล์ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเกรียนป่วนอย่างยั่งยืนหรือไม่
การที่ Google+ ออกนโยบายใหม่ให้ใช้ชื่อจริงในการตั้งโปรไฟล์ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเกรียนป่วนอย่างยั่งยืนหรือไม่

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่แสดงความเห็นต่อต้านการใช้ชื่อจริงกลับมองว่า การใช้นามแฝงมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มนัักคิดนักเขียนที่มักมีความเห็นแปลกใหม่ที่สังคมอาจยังไม่ยอมรับ Christopher “Moot” Poole ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ 4chan ที่สนับสนุนการใช้นามแฝงเพื่อแสดงความเห็นได้อย่างเสรีนั้น ได้ขึ้นพูดที่งาน TED เมื่อปีที่แล้วเพื่อแสดงความเห็นต่อการใช้นามแฝง โดยเขาได้เน้นย้ำว่า การใช้นามแฝงมีประโยขน์มากกว่าข้อเสียมาก โดยเฉพาะในแง่ของเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเรียกร้องสิทธิของตนโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีตำรวจมาเคาะประตูบ้านตอนตีสาม นอกจากนั้น ยังมีข้อดีในแง่ทีว่าสามารถกระตุ้นให้แลกเปลี่ยนความเห็นได้เต็มที่ขนิดที่เรียกว่าไม่มีการ “เสแสร้ง” หรือเกรงใจอันใด รวมทั้งไม่ต้องกังวลว่าตนจะเป็นใครมาจากไหน ขอให้มีความเห็นเป็นใช้ได้ ซึ่งเหล่านี้เองที่จะเป็นประโยชน์มากกับสื่อมวลชนหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสของหน่วยงาน พูดง่ายๆ ก็คือการแสดงความเห็นด้วยนามแฝงสามารถใช้เป็นวิธีการทางอ้อมเพื่อตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลได้อีกทางหนึ่ง

ทำถูกทำไมต้องกลัว?

แน่นอนว่าการใช้นามแฝงนั้นมีส่วนช่วยในการแสดงความเห็นและวิพากวิจารณ์ได้อย่างเสรี แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายหมายความว่าเสรีภาพดังกล่าวจะไม่มีขอบเขต จริงอยู่ที่นามแฝงทำให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลนั้นสามารถเปิดโปงข้อมูลทุจริตใดๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งที่เป็นเหมือนกับการนำไปสู่การสร้างคำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลีอดชัง (hate speech) หรือการใส่ร้ายอย่างไร้เหตุผล เพราะฉะนั้นการใช้นามแฝงจึงก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่า แท้จริงแล้วทำไปเพื่อแสดงความเห็นได้อย่างเสรี หรือว่าเราไม่อยากรับผิดชอบผลที่ตามออกมากันแน่?

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์อย่างไม่กลัวตายเกิดขึ้นที่ประเทศบาร์เรนเมื่อต้นปีผ่านมา โดยนาย Mohammed al-Maskati นักกิจกรรมได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลบนโลกออนไลน์โดยใช้ชื่อจริง จนเป็นผลให้โดนตำรวจเข้าไปจับกุมตัวถึงในบ้าน และถูกบังคับไม่ให้ติดต่อกับผู้ใดและถูกผูกผ้าปิดตาอยู่ถึง 8 วันก่อนที่จะถูกปล่อยตัวพร้อมกับโดนบังคับให้ลงนามในข้อกำหนดห้ามไม่ให้พูดหรือเขียนถึงบาร์เรนอีกในสื่อใดๆ อีกต่อไป

การลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเผด็จการประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าใช้ชื่อจริง?
การลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเผด็จการประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าใช้ชื่อจริง?

ถึงแม้จะได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสเอาการ นาย al-Maskati ก็ยังคงยืนยันที่จะใช้ชื่อจริงต่อไป โดยในการให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Next Web นั้นเขาได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า ส่วนตัวแล้วที่ใช้ชื่อจริงก็เพราะด้วยความเชื่อว่าเขาไม่ได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ถ้าคุณเชื่อในความคิดของคุณว่าถูกต้องแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว นอกจากนั้นการแสดงความคิดเห็นในบางเรื่องโดยเฉพาะด้านการเมืองนั้นต้องการความน่าเชื่อถือสูงกว่าเรื่องอื่น ซึ่งการใช้นามแฝงอาจทำได้ไม่ดีเท่า นอกจากนั้นการใช้ชื่อจริงยังมีส่วนให้ผู้แสดงความเห็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเครดิตได้ นอกจากนั้นเขายังยอมรับว่าถ้าเขาเลือกใช้นามแฝงตั้งแต่แรกนั้นอาจทำให้ข้อคิดเห็นของเขามีลักษณะรุนแรงเข้าทำนองขวานผ่าซากมากขึ้น เพราะรู้ดีว่าความรับผิดชอบที่ตามมาน้อยกว่า

อยากขจัดเกรียนหรือ? ก็ทำให้เป็นเกมเสียสิ!

อย่างที่กล่าวไป ปัญหาหลักที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้นามแฝงก็คือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่หวังดีมาแสดงความเห็นในลักษณะระรานผู้อื่นหรือทำให้เกิด “ดราม่า” กันไม่รู้จบ แต่การบังคับใช้ชื่อจริงก็เป็นเหมือนกับบีบคอกันเกินไป แถมยังถูกครหาว่าเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีอีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังเดือดร้อนกับกลุ่มคนที่ใช้นามแฝงเป็นจุดขายอย่างกับนักเขียนหรือศิลปินเนื่องจากเป็นที่คุ้นหูมากกว่า ซ้ำร้ายสำหรับ Google นั้นก็ยังถูกกล่าวหาว่าเหตุผลที่บังคับให้ใช้ชื่อจริงก็เนื่องจากต้องการข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการขายโฆษณาซึ่งเป็นโมเดลทำเงินหลักนั่นเอง และทางบริษัทยังได้เผยไต๋ออกมาด้วยว่าต้องการให้ Google+ เป็นเหมือนกับฐานข้อมูลของบริการเอกลักษณ์ (identity service) ที่ทางบริษัทสามารถสร้างบริการอื่นต่อยอดได้!

Gamification อาจเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเว็บและอาจป้องกันตัวป่วนบอร์ดได้อย่างยั่งยืนกว่าบังคับให้ใช้ชื่อจริงที่ถูกแรงต้านอย่างหนัก
Gamification อาจเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเว็บและอาจป้องกันตัวป่วนบอร์ดได้อย่างยั่งยืนกว่าบังคับให้ใช้ชื่อจริงที่ถูกแรงต้านอย่างหนัก

Google+ นับว่าเป็นเครือข่ายสังคมน้องใหม่ที่ยังคงต้องรอการพิสูจน์ การที่จะมาบังคับกฏเกณฑ์ใดๆ กันตั้งแต่ต้นจนทำให้เกิดความไม่พอใจให้กับผู้ใช้นับว่าไม่ใช่เรื่องดีในระยะยาวแน่ แต่จะมีวิธีการอื่นใดอีกที่จะช่วยให้เราขจัดเกรียนป่วนบอร์ดได้ดีเท่า? เมื่อเร็วๆ นี้ Ken Doctor นักวิเคราะห์ด้านสื่อได้ลงบทความในเว็บไซต์ Nieman Journalism Lab เป็นเชิงให้ลองหันมาใช้วิธี gamification หรือการมอบรางวัลเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนมากขึ้น ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่งกับเว็บไซต์ Redding.com ที่มีหนังสือพิมพ์ Redding จากรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเจ้าของ วิธีการนี้มีเป้าหมายคือต้องการสร้างลูกค้าหลักที่เสนอความเห็นอันเป็นประโยชน์ต่ผู้อ่านรายอื่นอย่างการมอบข้อมูลเชิงลึก ซึ่งทางเว็บไซต์ได้อนุญาตให้ผู้อ่านสามารถโหวตให้กับผู้ที่แสดงความเห็นยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ที่ได้รับการโหวตเกิดแรงกระตุ้นที่จะทำดีและเหมือนกับเชิญชวนให้ตัวป่วนทั้งหลายกลับใจได้ นอกจากนั้น The Huffington Post เว็บข่าวชื่อดังก็ได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้ด้วยการมอบแบจให้กับผู้อ่านด้วยเช่นกัน ซึ่งทางเว็บไซต์กล่าวว่ามีผลทำให้คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น และมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ในทางบวก

จะชื่อจริงหรือนามแฝง ผู้ใช้ควรมีสิทธิเลือก

ทั้งการใช้นามแฝงและชื่อจริงย่อมมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน คงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ง่ายและเราอาจยังคงต้องสู้รบกับตัวป่วนในเว็บบอร์ดหรือเครือข่ายสังคมอื่นต่อไป แต่ประเด็นหนึ่งที่ผู้บริโภคควรหันมาให้ความสนใจมากกว่าก็คือวิธีที่ผู้ให้บริการบังคับให้เราต้องทำตามเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ แน่นอนว่าวิธีการดังกล่าวย่อมมีทั้งแบบไม้นวมอย่างการให้รางวัลเมื่อทำดี หรือใช้ไม้แข็งอย่างห้ามใช้นามแฝงไปเลยโดยหวังว่าจะเป็นการบังคับให้เราต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนโพสต์มากขึ้น ซึ่งผู้ตัดสินว่าจะให้ใช้วิธีการใดก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นผู้บริโภคนี่ล่ะครับที่จะเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

*เรื่องราวของ Mohammed al-Maskati นำมาจากบทความ Online anonymity: A gateway to freedom or abuse? เขียนโดย Nancy Messieh ลงในเว็บไซต์ The Next Web เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s