Steve Jobs, 1955-2011

“ว่ากันว่ามีแอปเปิ้ลสามลูกที่เปลี่ยนโลกใบนี้ ลูกแรกคือลูกที่อดัมกับอีฟกินเข้าไป ลูกที่สองคือลูกที่หล่นในหัวของเซอร์ไอแซค นิวตัน ทำให้เขาค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก และแอปเปิ้ลลูกที่สามคือ คือ แอปเปิ้ลของสตีฟ จอบส์” – ปราย พันแสง

การจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของขายผู้นี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนทั้งโลก ไม่เพียงแต่วงการไอทีจะสูญเสียบุคคลสำคัญที่ีมีส่วนช่วยในการวางรากฐานให้กับวงการคอมพิวเตอร์อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันเท่านั้น แต่กับบุคคลทั่วไปแล้วยังหมายถึงการสูญเสียนักคิด นักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์คนสำคัญที่เป็นทั้งไอดอล ไอคอน และแรงบันดาลใจให้กับใครหลายต่อหลายคน

หลายครั้งที่ชายผู้นี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการเปลี่ยนโลกที่เราเห็นอย่างโทมัส เอดิสัน หรือเฮ็นรี่ ฟอร์ด จริงอยู่ว่าสิ่งที่ชายคนนี้รังสรรค์ขึ้นผ่านหน้าร้านที่มีชื่อว่า Apple นั้น จะไม่ใช่ประดิษฐกรรมแรกสุดของวงการ หรือไม่ใช่ของใหม่ที่เราไม่เคยเห็น แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทุกครั้งที่เขาขึ้นพูดบนเวทีนั้นคือการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและความทุ่มเทที่เขามอบให้ ความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเพื่อให้ทุกสิ่งออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ทุกอย่างจะอำนวย เหล่านี้้ล้วนเป็นมนต์ขลังที่แบรนด์อื่นยากจะทำได้อย่างเท่าเทียม

มีผู้กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของ Apple ในวงการไอทีก็เหมือนกับสิ่งที่ Mercedes-Benz เป็นในวงการรถยนต์ หรือสิ่งที่ Leica เป็นในวงการกล้อง นั่นคือไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะทุกวันนี้ ยามที่เราสัมผัสกับคอมพิวเตอร์หรือนั่งจิ้มจอสัมผัสบนสมาร์ทโฟนนั้น ก็เหมือนเราได้รู้สึกถึงรสชาติสิ่งที่ผลไม้ลูกนี้มอบให้ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจหรือต้นแบบให้เจ้าอื่นทำตาม อันเป็นผลให้โลกเทคโนโลยีก้าวเข้าไปข้างหน้าเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นักปราชญ์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้่ว่า “การค้นพบ คือการมอง ที่ใครต่อใครก็มองเห็น แต่คิด อย่างที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน” แนวคิดนี้ Jobs ได้นำมาประยุกต์ใช้กับ Apple อย่างชัดเจนตลอดมา ตัวอย่างหนึ่งคือ GUI (Graphical User Interface) บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่ประดิษฐกรรมของ Apple แต่มาจากห้องทดลองใน Xerox PARC ที่บังเอิญ Jobs และทีมหนูผีไปเห็นเข้าพอดี ก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า นี่ล่ะจะเป็นสิ่งที่ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ถ้าเหตุการณ์วันนั้นไม่เคยเกิดขึ้น ใครเล่าจะรู้ว่าเราจะได้มีไอคอนสวยๆ บนหน้าจอไว้คลิ้กเล่นเหมือนกับปัจจุบัน

เฉกเช่นเดียวกับ iPod ที่ถึงแม้จะไม่ใช่เครื่องเล่นเพลงพกพาเครื่องแรกของโลก แต่ก็นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ประสานองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ขนาด ประสบการณ์ใช้งาน รวมทั้งโมเดล iTunes Store ที่ก่อนหน้านี้คงไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าจะประสบความสำเร็จจนกลายเป็นหนึ่งในร้านขายเพลงที่สามารถทำยอดขายได้มากที่สุดในโลกจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

แน่นอนว่าไม่ใช่ Jobs ไม่เคยทำพลาด ถึงแม้ GUI จะดีแค่ไหนแต่เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ครั้งแรกก็พังไม่เป็นท่า Apple Lisa หนึ่งในคอมพิวเตอร์แรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ประสบความล้มเหลวด้านยอดขายอย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยราคาที่แพงเกินไป และยังมีผลให้ Jobs ต้องออกจากโครงการดังกล่าวมาเข้าร่วมกับทีมพัฒนา Macintosh ภายหลัง Apple III ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของ Apple เช่นกันเนื่องจากผลิตภัณฑ์เกิดข้อผิดพลาดหลายอย่าง ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และม้วนเสื่อกลับบ้านไปในเวลาต่อมา

สองกรณีที่กล่าวไปแสดงให้เห็นว่า Jobs และ Apple ไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟ็คอย่างที่ใครหลายคนคิด แต่สิ่งที่ควรนำเป็นแบบอย่างก็คือความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อของชายคนนี้ เมื่อถูกบีบให้ลาออกจากบริษัทที่เขาตั้งขึ้น แทนที่ Jobs จะหันหลังให้กับ Silicon Valley เขากลับสู้กับมันอีกครั้งด้วยการก่อตั้งบริษัท NeXT Inc., ที่ผลิตคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับแวดวงการศึกษา ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำยอดขายได้ดีนักเนื่องจากราคาที่แสนแพง แต่ซอฟท์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักของระบบได้ถูกนำมา
ประยุกต์ใช้เป็นรากฐานของ Mac OS X และ iOS ต่อมา

NeXT Computer ผลงานของ NeXT Inc., ที่ Tim Berners-Lee ใช้เพื่อพัฒนาเว็บเซิร์ฟเวอร์ตัวแรกของโลกในสถาบันวิจัย CERN  

ไม่เพียงแต่ Jobs จะส่งอิทธิพลต่อวงการไอทีเท่านั้น แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างวงการภาพยนตร์ก็ได้รับอานิสงค์ทางความคิดด้วยเช่นกัน ย้อนกลับไปเมื่อราวยี่สิบกว่าปีที่แล้ว Jobs ได้ตัดสินใจซื้อแผนกคอมพิวเตอร์กราฟิกมาจากบริษัท Lucasfilm Ltd. ด้วยจำนวนเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้พัฒนาต่อมาเป็น Pixar Animation Studios และมอบชีวิตให้บรรดาของเล่นในภาพยนตร์ Toy Story จนเป็นที่โด่งดัง จนกระทั่งขายกลับไปให้ Disney เมื่อปี 2006 ด้วยมูลค่า 7.4 พันล้านเหรียญ การคิด ในสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนรวมทั้งวิสัยทัศน์กว้างไกลล้วนเป็นสิ่งที่น่าศึกษาในตัวของชายผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

บางทีี Steve Jobs ได้สรุปหลักการดำเนินชีวิตของเขาเองไว้ก่อนที่จะจากไปเมื่อคราวขึ้นกล่าวในงานพิธีให้ปริญญาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดประจำปี 2005 นั่นคือ ชีวิตก็เหมือนกับการลากเส้นต่อจุด บางครั้งเราก็อาจเคยทำอะไรที่ผิดแปลกแหวกแนวจากที่เราเป็นอยู่ไปบ้าง แต่เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่าจุดต่างๆ นั้นล้วนมีความสำคัญในการก่อร่างสร้างตัวตนในปัจจุบันของเรา เพราะฉะนั้นจงมั่นใจในสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ด้วยความเชื่อว่าจุดที่เรากำลังแต่งแต้มอยู่ในปัจจุบันจะส่งผลกระทบในภายภาคหน้า แต่ก็ด้วยข้อแม้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ต้องเป็นสิ่งที่เรารักจริง ถ้ายังหาไม่เจอ ก็อย่าหยุด จงค้นหาต่อไป และอย่าใช้ชีวิตใต้เงาของผู้อื่น เพราะนั่นเป็นวิธีการเดียวที่เราจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้ อีกทั้งจงไม่ลืมที่จะคิดว่าทุกวันคือวันสุดท้าย จงอดอยาก และหิวโหยอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้เป็นแรงกระตุ้นให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่ตลอดเวลา

สุนทรพจน์ในพิธีมอบปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 12 มิถุนายน 2005

ว่ากันว่าคนเก่งมักอยู่ไม่นาน แต่จะอยู่นานเท่าไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสุดท้้ายเราทุกๆ คนก็ต้องจากไปเหมือนกัน สิ่งที่เหลืออยู่ตลอดไปคือสิ่งเขาหรือเธอคนนั้นได้กระทำไว้เมื่อยังมีลมหายใจ จะได้รับคำสรรเสริญหรือจะถูกประนามไปจนชั่วลูกหลานล้วนขึ้นอยู่กับจุดที่เรากำลังแต่งแต้มอยู่ทั้งสิ้น

บรรดาดอกไม้ที่ถูกวางไว้หน้าบ้่านของ Steve Jobs หลังจากที่ผู้คนทราบข่าวการเสียชีวิต

หลับให้สบายนะ Steve แล้วเราทุกคนจะคิดถึง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s