เปิดประสบการณ์สามมิติแจ่มยกกำลังสองด้วย 3D Vision 2

head

นับเป็นเวลากว่าสามขวบปีมาแล้วที่ NVIDIA ได้บุกเบิกตลาดการแสดงผลสามมิติด้วยเทคโนโลยี 3D Vision ซึ่งก็มีเสียงตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่เกมระดับ AAA ใหม่ๆ ต่างเรียงแถวกันรองรับเทคโนโลยีนี้กันอย่างไม่ขาดสาย และเป็นผลพลอยได้ให้ทางบริษัทต้องขยันอัปเดตความสามารถของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ผ่านการอัปเดตไดรเวอร์และเฟิร์มแวร์บ้าง หรือจะจับมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ในการออกผลิตภัณฑ์ที่ตีตรา 3D Vision บ้างเพื่อเป็นการขยายการรับรู้ในแบรนด์ให้กับผู้บริโภค หรือกระทั่งปล่อยแว่นชนิดมีสาย ตัดตัวรับสัญญาณ IR ออกไป และวางขายในราคาประหยัดเพื่อเป็นการเอาใจลูกค้าที่อยากลิ้มลองประสบการณ์สามมิติแสนวิเศษภายใต้งบประมาณจำกัด

อย่างไรก็ตาม NVIDIA ไม่ใช่ผู้เล่นเดียวในตลาดน้องใหม่นี้ เพราะคู่แข่งอย่าง AMD ก็แอบซุ่มเงียบพัฒนาเทคโนโลยีสามมิติในแบบเฉพาะของตนอยู่เช่นกัน ถึงแม้ชื่อของ HD3D อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้บริโภคมากเท่ากับ 3D Vision แต่ AMD ก็ได้ขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะจอภาพในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้เช่นกัน จอภาพ Samsung SA750 ซึ่งได้ไปออกบูธในงาน BIG เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้นเป็นหนึ่งในตัวอย่างของจอภาพที่ใช้ HD3D และจากเท่าที่ได้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองมานั้นก็ขอบอกว่าดีเยี่ยมใช่ย่อยเลยทีเดียว

Samsung SA750 หนึ่งในจอภาพที่สามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AMD HD3D ได้
Samsung SA750 หนึ่งในจอภาพที่สามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AMD HD3D ได้

จากความสำเร็จของ 3D Vision รุ่นแรกที่สามารถทำยอดจำหน่ายไปได้มากกว่า 500,000 ชุด และแรงกดดันจากคู่แข่ง ก็คงถึงเวลาแล้วที่ NVIDIA จะได้ฤกษ์เปิดตัว 3D Vision 2 เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของตลาดสามมิติเพื่อความบันเทิงภายในบ้านนี้   โดยภายในงาน Geforce LAN 6 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่สองอย่างด้วยกันที่เป็นหัวใจหลักของ 3D Vision 2 นั่นคือ แว่นแบบใหม่ และเทคโนโลยี 3D LightBoost

แว่นใหม่ ใหญ่เต็มตากว่าเดิม

ชุดคิท 3D Vision 2
ชุดคิท 3D Vision 2

ย้อนกลับไปสามปีที่แล้วเมื่อคราว 3D Vision ออกมาใหม่ๆ มาตรฐานของจอมอนิเตอร์ที่เกมเมอร์ใช้กันจะอยู่ที่ราว 22 นิ้วชนิดจอกว้าง (widescreen) ซึ่ง NVIDIA ก็ได้ออกแบบแว่นสามมิติรุ่นแรกให้สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าว แต่ในปัจจุบัน จอมอนิเตอร์มีราคาถูกลง จนทำให้เราสามารถหาซื้อจอขนาด 27 นิ้วได้ในราคาไม่แพง (แต่ผมก็ยังพอใจกับจอ 23 นิ้วอยู่น้าาาา… เพราะบ่จี๊นั่นเอง -_-’) NVIDIA จึงได้ออกแบบแว่นสามมิติรุ่นใหม่ให้ตัวเลนส์มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานกับจอขนาดใหญ่ในระยะใกล้ๆ ได้อย่างเต็มตา NVIDIA ให้ความเห็นว่า ขนาดของเลนส์แว่นที่ใหญ่กว่าเดิม 20% นั้นเป็นเหมือนกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หรือแก้ปัญหาที่เกิดกับแว่นรุ่นแรกได้ถึงสองอย่าง อย่างแรกคือเลนส์ที่ใหญ่กว่าเดิมหมายถึงโอกาสที่แสงจากภายนอกที่เข้ามารบกวนจะน้อยลง และอย่างที่สองคือเลนส์ใหม่ก็ต้องมาพร้อมกับการออกแบบกรอบแว่นแบบใหม่ ดังนั้นลืมไปได้เลยกับพลาสติกแข็งๆ เพราะกรอบแว่น 3D Vision 2 ทำมาจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นกว่า ทำให้ใส่เฮดโฟนหรือหูฟังได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนั้นบริเวณขาแว่นยังยังถูกออกแบบให้กว้างกว่าเดิม ทำให้ไม่รู้สึกคับบริเวณศีรษะมากเกินไป

แว่น 3D Vision 2 จะเห็นได้ว่าขนาดเลนส์ใหญ่และสว่างกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แว่น 3D Vision 2 จะเห็นได้ว่าขนาดเลนส์ใหญ่และสว่างกว่าอย่างเห็นได้ชัด

3D LightBoost เพิ่มระดับแสงให้กับสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ใส่

นอกจากจะเปิดตัวแว่นใหม่แล้ว NVIDIA ยังได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาช่วยขจัดปัญหาอันแก้ไม่ตกที่เกิดขึ้นกับแว่นสามมิติทุกประเภท นั่นคือความมืดที่เกิดขึ้นเมื่อเราใส่แว่นเนื่องจากตัวเลนส์ป้องกันแสงเข้ามามากเกินไป ความจริงแล้วแว่นสามมิติทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น แบบ polarized (ที่มักใช้ในโรงภาพยนตร์เพราะไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่) หรือ active shutter (ที่ใช้ใน 3D Vision) ต่างประสบกับปัญหานี้ทั้งนั้น แต่ข้อมูลจากหลายแห่งระบุตรงกันว่า แว่นแบบ active shutter ประสบปัญหานี้มากที่สุด NVIDIA จึงได้พัฒนา 3D LightBoost ขึ้นเพื่อให้แว่นสามารถรับแสงทั้งจากจอมอนิเตอร์และสภาพแวดล้อมรอบตัวได้มากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม NVIDIA ไม่ได้เปิดเผยถึงเทคนิคการทำงานของลูกเล่นดังกล่าวมากนัก ข้อมูลที่พอมีอยู่ตอนนี้ระบุว่า 3D LightBoost เป็นเทคโนโลยีในส่วนของจอภาพ ไม่ใช่ตัวแว่น นั่นหมายความว่าเราต้องมีจอภาพที่รองรับด้วยถึงจะใช้ได้ เทคนิคนี้จะเป็นการเล่นกับแบ๊คไลท์ด้านหลังจอภาพ หลักการคือระบบจะบังคับให้จอภาพปิดแบ๊คไลท์ทั้งหมดในระหว่างเฟรม และจะเปิดอีกครั้งก็ต่อเมื่อต้องการให้แสดงผลเฟรมภาพ สลับไปมาแบบนี้อย่างรวดเร็ว พูดง่ายๆ คือแทนที่จะให้ตัวแว่นทำหน้าที่นี้อย่างเดียว ก็พัฒนาให้จอภาพทำงานในแบบลักษณะเดียวด้วยเช่นกัน

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับแว่นสามมิติแบบ active shutter รุ่นแรกๆ คือ stereo crosstalk หรืออาการเหลื่อมซ้อนซ้ายขวาของภาพสามมิติ เพื่อเป็นการขจัดปัญหานี้ชัตเตอร์บนเลนส์แว่นต้องปิดเปิดอย่างรวดเร็ว แต่่ว่าวิธีการดังกล่าวอาจสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับจอมอนิเตอร์บางรุ่นที่มีอัตราการตอบสนอง (respond time) ไม่ดี เพราะในขณะที่ shutter ปิด ตัวคริสตัลในจอ LCD จะจัดเรียงตำแหน่งใหม่ และจะเปิดอีกครั้งเมื่อคริสตัลจัดเรียงเสร็จหรือใกล้เสร็จแลัว ซึ่งระหว่างนี้อาจเกิดปัญหา crosstalk ขึ้นได้ เทคนิคการเล่นกับแบ๊คไลท์ของจอภาพนั้นนับเป็นการแก้ไขปัญหานี้อีกวิธีหนึ่ง

ผลพลอยได้อีกอย่างที่ได้รับจากการใช้วิธีนี้คือชัตเตอร์บนตัวแว่นสามารถเปิดได้เป็นระยะเวลานานมากขึ้น ส่งผลให้แสงส่งผ่านเข้ามายังตัวแว่นได้มากกว่าเดิม และสำหรับมอนิเตอร์เอง วิธีนี้ก็เป็นเหมือนกับการไปบังคับให้แบ๊คไลท์ทำงานหนักขึ้น (overdrive) เพราะต้องปล่อยแสงให้สว่างเต็มที่เป็นช่วงสั้นๆ สลับไปมา เว็บไซต์ของ NVIDIA เองไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคนี้มากนัก เราจึงรู้แต่เพียงว่าผลพลอยได้ทั้งสองทำให้เราสามารถมองเห็นภาพจากมอนิเตอร์และสภาพแวดล้อมผ่านแว่นสามมิติได้สว่างและชัดเจนมากกว่าเดิม ซึ่งจะสะดวกมากเวลาต้องการกดปุ่มใดๆ บนคีย์บอร์ดที่ก่อนหน้านี้เราต้องเพ่งลูกตาแทบกระเด็น

ASUS VG278H จอภาพรุ่นแรกๆ ที่รองรับ 3D LightBoost
ASUS VG278H จอภาพรุ่นแรกๆ ที่รองรับ 3D LightBoost

ข้อสังเกตุของ 3D LightBoost เท่าที่ทราบตอนนี้คือต้องการจอมอนิเตอร์เฉพาะที่สามารถใช้เทคนิคควบคุมการทำงาน แบ็คไลท์ดังกล่าวได้ โดยทางบริษัทได้จับมือกับ ASUS เพื่อเปิดตัว ASUS VG278H มอนิเตอร์ LED ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ในราคาเริ่มต้น 699 เหรียญสหรัฐ นอกจากจะรองรับ 3D LightBoost แล้ว จอภาพยังมีตัวรับสัญญาณ IR จากแว่นติดมาให้ในตัว ผู้ใช้ไม่ต้องพะวงกับสายสัญญาณรกรุงรังอีกต่อไป และแน่นอนว่าราคาระดับนี้ต้องมาพร้อมกับแว่น 3D Vision 2 แน่นอน นอกจาก ASUS แล้วก็ยังมีค่ายอื่นอีกอย่าง Acer ที่ได้เปิดตัวจอภาพ Acer HN274HB และ BenQ ที่มาพร้อมกับจอ BenQ XL2420T ทั้งหมดรองรับการทำงานร่วมกับ 3D LightBoost สำหรับเกมเมอร์ชีพจรลงเท้าและต้องการสัมผัสประสบการณ์สามมิติทุกที่ทุกเวลาก็ไม่ต้องผิดหวัง เพราะผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Toshiba ให้คำมั่นว่าจะปล่อยโน๊ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่น Qosmio X770/X775 และ Satellite P770/P775 ออกมา ทั้งหมดมีจอภาพขนาด 17.3 นิ้ว และรองรับ 3D LightBoost ด้วยตามระเบียบ แต่่น่าเสียดายที่มาพร้อมกับแว่น 3D Vision รุ่นแรกเท่านั้น

Toshiba Qosmio X775 โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกับ 3D LightBoost
Toshiba Qosmio X775 โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกับ 3D LightBoost

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงหลักใน 3D Vision 2 จะเป็นในด้านของปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นตัวแว่น หรือการแสดงผลภาพที่ชัดเจนกว่า โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเฟรมเรทภายในเกมว่าจะดีขึ้นหรือน้อยลงแต่อย่างใด แต่ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่น่าติดตามว่าเสียงตอบรับจะดีหรือไม่ อีกทั้งผมก็เชื่อว่ากว่าบทความนี้จะถึงมือท่านผู้อ่าน 3D Vision 2 ก็คงจะวางจำหน่ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (สำหรับในเมืองไทยคงต้องติดต่อผู้จัดจำหน่ายเป็นรายๆ ไป) ที่น่าชื่นชมก็คือราคาขายที่ยังคงเท่ากับ 3D Vision รุ่นแรก นั่นคือ 99 เหรียญสำหรับตัวแว่นอย่างเดียว หรือ 149 เหรียญเมื่อขายเป็นชุดคิทพร้อมกับตัวรับสัญญาณ สำหรับความเข้ากันได้นั้น เบื้องต้นทั้งตัวแว่น 3D Vision 2 และจอภาพ 3D LightBoost จะสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ 3D Vision รุ่นแรกได้ทุกตัว หมายความว่าเราสามารถใช้แว่น 3D Vision 2 ร่วมกับจอมอนอเตอร์ 3D Vision ทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหา

ตอนนี้ผมแทบจะรอทดสอบชุด 3D Vision 2 ไม่ไหวแล้วสิ!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s