ผ่า! Radeon HD7970

head

และแล้วมันก็มา! หลังจากที่มีข่าวลือกันมานานถึงกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่จาก AMD ที่จะมาพลิกโฉมหน้าวงการนั้น ผมก็เฝ้าคอยวันแล้ววันเล่าพร้อมกับรำพันว่า เมื่อไรหนอ AMD จะปล่อยของแรงออกมาซะทีหลังจากพักหลังได้ยินข่าวเกี่ยวกับบริษัทที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก และลุ้นไปพร้อมๆ กันว่าตัวการ์ดจะมีประสิทธิภาพสมความแรงของกระแสได้หรือไม่

แต่แล้ว AMD ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างเช่นเคย เพราะผลการทดสอบเบื้องต้นจากหลายสำนักต่างชี้่ว่า Radeon HD7970 หรือที่เราเคยได้ยินกันในชื่อรหัสว่า Tahiti คือการ์ดชิพเดี่ยวที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดเท่าที่เงินจะหาซื้อได้ในตอนนี้ แต่ก่อนที่จะไปดูผลการทดสอบ ผมขอเริ่มต้นด้วยการอธิบายโครงสร้างภายในตัวชิพเช่นเคย ตามมาดูกันเลยดีกว่าครับ 😀

ลาก่อน VLIW

แม้ว่า Radeon 6970 ที่เคยเป็นชิพเรือธงของ AMD จะมีประสิทธิภาพในการเล่นเกมน่าพอใจเท่าใด แต่จุดที่ตัวชิพไม่สามารถสู้คู่แข่งได้เลยก็คือความสามารถในการ Compute หรือการใช้ชิพประมวลผลด้านอื่นที่ไม่ใช้กราฟิก รวมทั้งความสามารถในการทำ Tessellation ที่ยังไม่่น่าพอใจ AMD จึงขอแก้ตัวครั้งใหญ่ด้วยการรังสรรค์สถาปัตยกรรมตัวชิพขึ้นมาใหม่หมดและให้ชื่อว่า Graphic Core Next (GCN) ที่เน้นประสิทธิภาพทั้งการประมวลผลกราฟิกและการทำ Compute อย่างเท่าเทียมกัน โดยให้มาแทนที่ Very Long Instruction Word (VLIW) สถาปัตยกรรมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน

โครงสร้างโดยรวมของการจัดการแคชทั้งหมดในตัวการ์ด
โครงสร้างโดยรวมของการจัดการแคชทั้งหมดในตัวการ์ด

เมื่อผ่าลงไปให้ลึกกว่าเดิมจะพบว่า ตัวชิพประกอบไปด้วยแกน GCN หลายๆ หน่วยเรียงกัน โดยแต่ละ GCN นั้นจะมีแคชระดับหนึ่งของตัวเองและประกอบไปด้วย Shader Processors (SP) 16 ตัว เมื่อเรานำ GCN 4 หน่วยมามัดรวมกันเป็นชุด Compute Unit (CU) ก็จะทำให้ในแต่ละชุดประกอบไปด้วย SP 64 ตัว เพราะฉะนั้นจีพียู Radeon 7970 มี CU 32 ชุดก็เท่ากับว่ามีจำนวน SP เท่ากับ 2048 ตัว (64×32) นั่นเอง งงป่าวเอ่ย?

AMD ตั้งใจให้ GCN นี้เป็นเหมือนกับโครงสร้างพื้นฐานหลักของการ์ดกราฟิกซีรีย์ 7000 ทั้งมวล โดยเริ่มจาก Tahiti หรือ 7970 ที่ผมแนะนำให้รู้จักกันวันนี้ แล้วจึงตามมาด้วย Pitcairn ซึ่งจะมาแทนที่ Radeon HD6800 เดิมโดยจะเป็นการ์ดระดับกลาง และต่อท้ายด้วย Cape Verde ซึ่งจะมาแทน Radeon HD6700 เดิมสำหรับตลาดระดับล่างลงไปครับ

Tahiti เกาะสวรรค์แดนใต้สำหรับเกมเมอร์

สำหรับรายละเอียดที่น่าสนใจของ Radeon HD7970 ก็มีดังตอไปนี้คือ เป็นการ์ดกราฟิกตัวแรกที่ใช้กระบวนการผลิต 28 นาโนเมตร ส่งผลให้สามารถอัดจำนวนทรานซิสเตอร์ลงไปได้ถึง 4.3 พันล้านตัวบนพื้นที่ die เพียง 365 ตารางมิลลิเมตร ส่วนโครงสร้างภายในนั้นก็ประกอบไปด้วย CU ทั้งหมด 32 หน่วย จึงทำให้มีจำนวน Stream Processors ทั้งหมด 2,048 ตัวอย่างที่กล่าวไปแล้ว ตัวจีพียูมีความเร็วมาตรฐานที่ 925MHz และนอกจากนั้นยังพกหน่วยความจำ GDDR5 มาให้ถึง 3GB (ไม่ใช่ XDR อย่างที่เคยเป็นข่าวมาก่อน หน้าแตกเลยเรา -_-’) ความเร็ว 1,375MHz บนอินเตอร์เฟส 384 บิต และรองรับ PCI Express 3.0 เสร็จสรรพ เรียกได้ว่าทั้งแรงและมากความสามารถจริง ๆ ครับ

ผังโดยรวมของ Tahiti
ผังโดยรวมของ Tahiti

ที่น่าสนใจคือ Tahiti ยังมีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกว่า patially resident textures ซึ่งเป็นวิธีการใช้หน่วยความจำบนตัวการ์ดในการเก็บข้อมูลพื้นผิวขนาดใหญ่เพื่อที่จะทำการสตรีมมิ่งส่งตรงไปยังแอพพลิเคชันที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาโหลดมาใช้ทีละนิด ซึ่งจะมีประโยชน์กับเกมที่ใช้เทคโนโลยี Mega Textures อย่าง Rage และเทคนิค Virtual Texturing ที่มีการเร็นเดอร์พื้นผิวในปริมาณมหาศาล (ก็มีตั้ง 3GB นี่เนอะ…) นอกจากนั้น AMD ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำ Tessellation ขึ้นอีกกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับ Radeon HD6970 เดิม ทำให้สามารถพอฟัดพอเหวี่ยงกับคู่แข่งได้ดีมากขึ้นครับ

ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม

น่ายินดีที่ว่า ถึงแม้ประสิทธิภาพของการ์ดจะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการใช้พลังงานกลับน้อยลงเมื่อเทียบกับ Radeon HD6970 กล่าวคืออัตราการใช้พลังงานในการ์ดดังกล่าวขณะ idle นั้นจะอยู่ที่ 20 วัตต์ แต่กับ Radeon HD7970 แล้วจะอยู่ที่เพียง 15 วัตต์เท่านัั้น อีกทั้ง AMD ยังได้นำเสนอเทคโนโลยี ZeroPower ที่จะทำให้ตัวการ์ดอยู่ในโหมด sleep เมื่อเราปิดหน้าจอ ส่งผลให้ขณะนั้นตัวการ์ดกินไฟเพียง 3 วัตต์! และเทคนิคนี้ยังมีประโยชน์กับผู้ที่ต่อการ์ดหลายตัวในโหมด CrossFireX อีกด้วย เพราะขณะที่เราใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งานธรรมดา เทคนิค ZeroPower จะปิดพัดลมระบายความร้อนและลดอัตราการใช้พลังงานของการ์ดอีกตัวที่ไม่ได้ใช้งานให้เหลือเพียง 3 วัตต์ นับเป็นเทคนิคจัดการพลังงานที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ชอบใช้การ์ดหลายตัวมาก

ZeroPower เทคโนโลยีทีี่สามารถลดการใช้พลังงานของการ์ดลงได้ถึง 95%
ZeroPower เทคโนโลยีทีี่สามารถลดการใช้พลังงานของการ์ดลงได้ถึง 95%

AMD ยังคงใช้เทคโนโลยี PowerTune เพื่อจัดการการบริโภคพลังงานของตัวการ์ดในภาพรวมเข่นเคย โดยจะประกอบไปด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์สองตัว ตัวหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบสถานะความร้อนและพลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ ของการ์ด ส่วนตัวที่สองจะทำการปรับสัญญาณนาฬิกาและแรงดันไฟแบบรีลไทม์ตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกินค่า TDP ซึ่งถูกกำหนดไว้ที่ 250 วัตต์

นอกจากนั้นกลไกของชุดระบายความร้อนมาตรฐานยังได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน ที่เห็นเด่นชัดคือใบพัดลมมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้สามารถระบายความร้อนไปได้มากกว่าและมีเสียงรบกวนน้อยลงครับ

Eyefinity 2.0 และ 3D

แน่นอนว่าเกมเมอร์เงินถังคงชื่นชอบการต่อมอนิเตอร์หลายจอเพื่อเพิ่มดีกรีความมันส์กันแน่แท้ AMD จึงไม่ละเลยในจุดนี้ และได้พัฒนาเทคนิคการลดรอยเหลื่อมระหว่างจอสองตัวให้มีความเนียนมากขึ้น และเพิ่มตัวเลือกการต่อจอแบบ 5×1 ทั้งแนวตั้งและแนวนอน และสามารถรองรับความละเอียดได้สูงสุดถึง 16,000×16,000 พิกเซล!

หนึ่งในเทคนิคใหม่ใน Eyefinity 2 คือผู้ใข้สามารถจัดตำแหน่งท๊าซบาร์ได้
หนึ่งในเทคนิคใหม่ใน Eyefinity 2 คือผู้ใข้สามารถจัดตำแหน่งท๊าซบาร์ได้

แม้ว่า AMD จะไม่ได้ผลิตชุดแว่นสามมิติเองเหมือนคู่แข่ง และต้องคอยพึ่งพาผู้ผลิตจออยู่เช่นเดิม ทางบริษัทก็ได้พัฒนาให้การ์ดตัวนี้สามารถต่อออกจอสามมิติได้พร้อมกันถึง 3 จอผ่านทางจอที่รองรับ DisplayPort 3D ที่กำลังจะออกมา นอกจากนั้นตัวการ์ดยังรองรับพอร์ตต่อภายนอกมาตรฐานอย่างครบครัน ซึ่งประกอบไปด้วย DVI หนึ่งช่อง mini DisplayPort สองช่อง และ HDMI 1.4a และรองรับการต่อออกจอได้พร้อมกันถึงหกตัวเช่นเดิม

ประสิทธิภาพอันน่าประทับใจ

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพนั้น ผมก็ได้ถือโอกาสไปจิ๊กคอมพิวเตอร์ของเพื่อนแถวบ้านที่เพิ่งถอยออกมาใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยซีพียู Core i7 3960X Extreme Edition 3.33GHz บนเมนบอร์ด ASUS P979X Deluxe และแรม DDR3/1600 16GB (มันบอกว่ากินมาม่าไปหลายมื้อ) และใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 64 บิต Ultimate โดยตั้งความละเอียดของทุกเกมไว้ที่ 2560×1600 พร้อมเปิด AA 4X (ยกเว้น 3DMark ที่เป็นไปตามค่ามาตรฐาน) ผลการทดสอบปรากฏว่าตัวการ์ดนั้นสามารถทำประสิทธิภาพได้อย่างน่าประทับใจมาก โดย 3DMark 11 ที่โหมด Performace นั้นสามารถทำแต้มไปได้ราว 7,900 คะแนน ส่วน 3DMark Vantage ที่โหมด Performace อีกเช่นกันก็สามารถทำคะแนนแรงหลุดโลกไปเลยที่ราว 31,000 แต้ม ส่วนกันเกมนั้นผมก็เริ่มที่ Just Cause 2 ที่สามารถทำคะแนนไปได้ 48 fps ส่วนกับเกมใหม่อย่าง Batman: Arkham City นั้นก็ทำได้ใกล้เคียงกันที่ 51 fps ส่วนกับเกมที่ใช้ DirectX 11 อย่าง S.T.A.L.K.E.R: Call of Pripyat นั้นก็ทำได้ที่ 37 fps และ HAWK 2 นั้นก็ทำได้ที่ 113 fps เรียกได้ว่าทุกเกมนั้นผ่านฉลุยและเล่นได้อย่างลื่นไหลแน่นอน

ด้านอุณหภูมิขณะใช้งานก็น่าสนใจ โดยขณะ idle นั้นตัวการ์ดจะอยู่ที่ราว 39 องศาเซลเซียส ส่วนที่ Full Load นั้นจะอยู่ที่ราว 78 องศา ซึ่งถือว่าไม่มากเกินไปเลยสำหรับการ์ดความแรงระดับนี้

กล่าวโดยสรุปคือ การกลับมาทวงบัลลังก์ในคราวนี้ AMD สามารถทำได้อย่างสง่างามและน่าภาคภูมิใจมาก เพราะไม่เพียงแต่ตัวการ์ดจะเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความสามารถมากอย่างล้นเหลือแล้ว อัตราการใช้พลังงานก็ยังลดลงเมื่อเทียบกับของเดิม อีกทั้งชุดระบายความร้อนก็พัฒนามากขึ้น ส่งเสียงรบกวนน้อยลง เอาเป็นว่าเกมเมอร์ท่านใดมีงบประมาณสักหมื่นปลาย ๆ จะซื้อการ์ดตัวนี้เป็นของขวัญเตรียมพร้อมรับมือสารพันเกมในปีโลกแตกก็ไม่ว่ากันครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s