พีซีแห่งอนาคต ใกล้ตัวกว่าที่คิด!

pcformat-future-pc-concept

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 162 ประจำเดือนมิถุนายน 2555

ในอดีต นิยามของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer) ได้ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว เพราะถ้าหากว่าเจ้าสมองกลเครื่องนั้นประกอบไปด้วยอินพุทดั้งเดิมอย่างคีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ และเคสใหญ่เทอะทะแล้วล่ะก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือพีซีแน่นอน แต่ในช่วงที่ผ่านมา นิยามดังกล่าวได้เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรมส่งตรงจากห้องแล็บ เราจึงได้เห็นพีซีที่ไม่ต้องใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ด แต่อาศัยวิธีการสัมผัส ระบบสั่งการด้วยเสียงกับท่าทางที่ทำงานร่วมกันได้อย่างใหลลื่น และความสามารถในการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลในกลุ่มเมฆบนเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ห่างไกล พีซีทุกวันนี้จึงมีขนาดเล็กลง แต่กลับทำงานได้อย่างฉลาดยิ่งกว่า ตอบสนองได้รวดเร็วกว่า และพัฒนาไปไกลกว่าที่หลายคนคาด

อัลตราบุ๊ค สุดยอดสมุดสุดอัจฉริยะ

แน่นอนว่าเทรนด์ของพีซีในปีนี้คงหนีไม่พ้นอัลตราบุ๊ก คอนเซปท์โน้ตบุ๊กบางเบาจาก Intel และพีซีไฮบริจหรือ convertible ที่สามารถแปลงร่างเป็นแท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊กตามคำนิยามที่ Microsoft ได้ให้ไว้ ปัจจุบันอัลตราบุ๊กกำลังเข้าสู่เฟสสอง ที่ซึ่งโปรเซสเซอร์ภายในจะเริ่มเปลี่ยนไปใช้ Intel Core เจนเนอเรชันสามซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ใช้พลังงานน้อยลง รองรับพอร์ต USB3.0 เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งกว่า โดย (หวังว่า) จะมีราคาขายที่ถูกลง และใน ค.ศ. 2013 ก็จะเข้าสู่เฟสสามที่โปรเซสเซอร์ภายในจะได้รับการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีก ใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิม เข้าสู่ตลาดเมนสตรีมในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ และเข้ามาแทนที่โน้ตบุ๊กทั่วไปในที่สุด

Ultrabook คอนเซปต์โน้ตบุ๊กสุดบางจาก Intel
Ultrabook คอนเซปต์โน้ตบุ๊กสุดบางจาก Intel

ความท้าทายหลักของการพัฒนาคอนเซปต์อัลตราบุ๊กก็คือ จะทำอย่างไรให้ฮาร์ดแวร์ภายในใช้พลังงงานและมีความร้อนน้อยลง ไม่ลดทอนประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว? ซึ่งคำตอบอยู่ที่การออกแบบโครงสร้างภายในของโปรเซสเซอร์ ซึ่งต้องอาศัยวิศวกรรมการผลิตที่ต้องลดทอนส่วนไม่จำเป็นทิ้งไป รวบรวมชิ้นส่วนวงจรภายในที่เคยทำงานแยกกันเป็นเอกเทศให้มาอยู่ร่วมกัน โดยเข้ากับคอนเซปต์ System on Ship (SoC) เช่นเดียวกับบนอุปกณ์พกพา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งในแง่ของขนาดที่เล็กลงและใช้พลังงานน้อยกว่า

ราคาขายก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า เพราะด้วยราคาเริ่มต้นราว 30,000 บาท (999 เหรียญสหรัฐ) นั้นจัดว่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กธรรมดาและฟังชันที่ถูกลดทอน ไม่ว่าจะเป็นออฟติคัลไครฟ การประมวลผลกราฟิกที่รวดเร็ว หรือฮาร์ดดิสก์ความจุสูง ทำให้ที่ผ่านมาอัลตราบุ๊กยังไม่สามารถเจาะตลาดระดับเมนสตรีมได้ แต่ก็มีแนวโน้มว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เราจะเริ่มเห็นโมเดลราคาเอื้อมถึงมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน ความรับรู้จากผู้บริโภคที่เกิดจากการโหมโฆษณาจากผู้ผลิตทำให้มีอุปสงค์มากขึ้น ซึ่งตอบรับด้วยการแข่งขันระหว่างแบรนด์ดัง และเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการพีซีที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

Convertible PC นิยามใหม่พีซี พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์?

Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยกล่าวไว้ว่า Windows 8 จะเป็นการพนันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยลงเล่น และจากเท่าที่ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์ต่างๆ ออกมาก็แทบจะกล่าวได้ว่า Windows 8 ได้เปลี่ยนโฉมลักษณ์ไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่แนวคิดที่หวังจะทำให้ระบบปฏิบัติการตัวนี้สามารถใช้งานได้ทั้งกับพีซีและแท็บเล็ต ต่อยอดด้วยอินเทอร์เฟส Metro อันโฉบเฉี่ยวที่รองรับระบบสัมผัสอย่างเต็มรูปแบบ และคอนเซปต์ convertible PC ที่สามารถพลิกแพลงไปมาระหว่างโน๊ตบุ๊กและแท็บเล็ตตามต้องการ ให้สมกับไอเดียเริ่มแรกที่ Microsoft มองว่า “แท็บเล็ตก็คือพีซี” นั่นเอง

ตัวอย่างแนวคิด convertible PC ที่น่าสนใจคือ เมื่องาน Consumer Electronics Show 2012 ที่ผ่านมา Lenovo ได้เปิดตัว IdeaPad Yoga อัลตราบุ๊กหน้าจอ 13 นิ้วพร้อมคีย์บอร์ดที่สามารถหมุนจอได้ 360 องศาพร้อมแปลงโฉมเป็นแท็บเล็ตได้ในทันทีโดยอาศัยอินเทอร์เฟส Metro รวมทั้งแนวคิดอัลตราบุ๊ก Cove Point จาก Intel ซึ่งมีจอสไลด์ที่สามารถเลื่อนลงมาเป็นแท็บเล็ตได้

Lenovo IdeaPad Yoga อัลตราบุ๊คที่สามารถหมุนจอ 360 องศาให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้
Lenovo IdeaPad Yoga อัลตราบุ๊คที่สามารถหมุนจอ 360 องศาให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้

ถึงแม้จะดูน่าตื่นตา ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเหตุผลหลักที่มักถูกยกมาเป็นข้อโต้แย้งคือ อัตราการใช้พลังงาน ขนาด และความหนาที่อาจต้องเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายอุปกรณ์พกพาได้เลยทีเดียว แต่ผู้ที่วิจารณ์อุปกรณ์ประเภทนี้ได้อย่างเผ็ดร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Tim Cook ซีอีโอ Apple ที่เปรียบเทียบอุปกรณ์ประเภทนี้ว่า “เหมือนกับนำตู้เย็นและเตาปิ้งขนมปังมารวมกัน! จริงอยู่ที่ในทางเทคนิคสามารถกระทำได้ แต่ก็คงยากที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคซื้อหามาใช้”

Cove Point แนวคิดอัลตราบุ๊คล่าสุดจาก Intel ที่สามารถสไลด์จอลงมาเป็นแท็บเล็ตได้
Cove Point แนวคิดอัลตราบุ๊คล่าสุดจาก Intel ที่สามารถสไลด์จอลงมาเป็นแท็บเล็ตได้

มุมมองของ Tim Cook นับว่าน่าสนใจ เพราะ Steve Jobs ได้เคยกล่าวไว้ในขึ้นเปิดตัว iPad เมื่อสองปีที่แล้วทำนองว่า สิ่งที่เป็นจุดแข็งของแท็บเล็ตและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จคือต้องสามารถใช้งานบางอย่างได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้งานบนอุปกรณ์ตัวอื่น ซึ่งสำหรับกรณีของ iPad ก็คือการท่องเว็บ การอ่าน รับชมภาพยนตร์ และรับส่งอีเมล หรือพูดง่ายๆ คือในมุมมองของ Apple นั้น อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งหนึ่งต้องสามารถตอบโจทย์เฉพาะทางได้ดีกว่า ไม่ใช่รู้อย่างเป็ดหรือเป็นจับฉ่ายที่สามารถทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ได้เรื่องสักอย่างนั่นเอง อีกทั้งการรับรู้ของผู้บริโภคก็สำคัญ เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่มองว่าแท็บเล็ตถูกออกแบบมาเพื่อ “บริโภค” เนื้อหาเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่าเป็น “ประสบการณ์เอนหลัง” (lean back experience) ซึ่งตรงข้ามกับโน้ตบุ๊กที่ออกแบบมาให้เรา “สร้างสรรค์” เนื้อหา หรือทำงานเป็นหลัก การที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์นี้ได้คงต้องทุ่มทรัพยากรทั้งเวลาและงบประมาณโฆษณาไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

งานหนักหรือ? ยกขึ้นไปบนเมฆซะสิ!

แต่ถึงอย่างไร ประเด็นที่อุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ ไม่่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต หรืออัลตราบุ๊คกำลังเผชิญร่วมกันก็คือ ข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ปัจจุบันที่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพได้มากพอ รวมทั้งพื้นที่เก็บข้อมูลซึ่งยังมีน้อย ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขในระยะเริ่มแรกด้วยการใช้บริการประเภท Virtualization ซึ่งจะยกหน้าที่การประมวลผลส่วนใหญ่ไปยังเซิร์ฟเวอร์บนกลุ่มเมฆ แล้วสตรีมเนื้อหาที่ได้มายังอุปกรณ์ของเราผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตัวอย่่างที่เห็นได้ชัดคือ OnLive บริการสตรีมมิ่งเกมและโปรแกรมบนเดกส์ท้อปเดิมอย่าง Office ไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ของเรา รองรับทั้งเน็ตบุ๊กและแท็บเล็ต ทำให้ข้อจำกัดด้านซอฟท์แวร์ที่รองรับลดน้อยลงไปบ้าง แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่าบริการบนกลุ่มเมฆที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไปที่สุดก็คือ พื้นที่เก็บไฟล์ออนไลน์ที่นับวันจะมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยพื้นฐานแล้วบริการประเภทนี้จะมอบพื้นที่ฟรีจำนวนหนึ่งซึ่งผู้ใช้สามารถอัปโหลดสารพันไฟล์ดิจิตัลขึ้นไปเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทั่วไป รูปภาพ หรือไฟล์มีเดียต่างๆ โดยที่ระบบจะซิงค์ข้อมูลเหล่านี้โดยอัตโนมัติผ่านอิินเทอร์เน็ตไปยังอุปกรณ์ทั้งหลายที่เรามี ทั้งพีซีเดสก์ท้อป โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ทำให้เหมือนกับว่าเรามีฮาร์ดดิสก์ติดตัวไปด้วยทุกที่

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการดังกล่าวหลากหลายมาก ซึ่งแต่ละรายก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป ทั้ง Dropbox ที่อยู่มานาน Skydrive จาก Microsoft ที่เพิ่งเห็นความเคลื่อนไหวน่าสนใจในระยะหลัง และล่าสุดกับ Google Drive จากเสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ที่หวังเข้ามากินส่วนแบ่งจากเค้กก้อนโต โดยใช้จุดแข็งด้านการรวมเข้ากับบริการออนไลน์อื่นของตนอย่าง Docs ได้อย่างแนบเนียน

สารพัดบริการพื้นที่เก็บไฟล์ออนไลน์ในปัจจุบัน ไล่จากซ้ายมาขวาได้แก่ SkyDrive, Dropbox, Google Drive, iCloud และ Box แสดงให้เห็นถึงความนิยมอย่างล้นหลาม
สารพัดบริการพื้นที่เก็บไฟล์ออนไลน์ในปัจจุบัน ไล่จากซ้ายมาขวาได้แก่ SkyDrive, Dropbox, Google Drive, iCloud และ Box แสดงให้เห็นถึงความนิยมอย่างล้นหลาม

Microsoft ได้เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอนาคตคำว่า “พีซี” (PC) อาจไม่ได้ย่อมาจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่อาจย่อมาจาก “กลุ่มเมฆส่วนบุคคล” (Personal Cloud) เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ไม่หยุดนิ่ง ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเราสามารถแบ่งบริการบนกลุ่มเมฆได้เป็นสามประเภทด้วยกัน เริ่มจาก 1) file clouds หรือพื้นที่เก็บไฟล์อย่าง Dropbox หรือ SkyDrive ที่ได้แนะนำไป 2) device clouds บริการกลุ่มเมฆที่จะทำงานอยู่เบื้องหลังอุปกรณ์หลากประเภทซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลสำคัญช้ามไปมาระหว่างอุปกรณ์เหล่านั้นโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น iCloud จาก Apple และสุดท้ายคือ app clouds บริการแอปพลิเคชันที่ต้องพื่งพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์อย่างเช่น Evernote เป็นต้น

อินเทอร์เฟสใหม่ เมื่อระบบสัมผัสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ปฏิิเสธไม่ได้เลยว่าสาเหตุที่อุปกรณ์พกพามีเสียงตอบรับอย่างล้นหลามก็เพราะส่วนใหญ่แล้วมาพร้อมกับระบบสัมผัสที่ใช้งานง่าย ในอดีตอินพุตเดียวที่พีซีสามารถรองรับได้คือเมาส์และคีย์บอร์ด ซึ่งเปรียบเหมือนกับเป็นกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างพีซีกับผู้ใช้ที่ต้องตะกายขึ้น แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ระบบติดต่อผู้ใช้ได้ถูกพัฒนาให้ทำงานสะดวกขึ้นมาก สามารถตอบสนองได้โดยทันทีโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มาก่อน เราจึงได้เห็นคลิปเด็กอมมือหรือผู้สูงอายุนั่งจิ้มแท็บเล็ตอย่างสนุกสนานเกลื่อน Youtube ไปหมด ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะนั่นหมายความว่า  “ช่องว่างดิจิตัล” (digital divide) ในอนาคตมีแนวโน้มหดแคบลง เปิดโอกาสให้ใครๆ ก็บริโภคเนื้อหาอินเตอร์แอคทีฟได้โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นด้วยวิธีการใด การที่อุปกรณ์พกพาสามารถตอบโจทย์ความง่ายในการใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมนี่เองที่ทำให้ Microsoft ตัดสินใจพัฒนาอินเตอร์เฟส Metro ให้กับ Windows 8 และ Apple นำบางฟังชั่นของ iOS มาใส่ไว้ใน OS X นับตั้งแต่เวอร์ชัน Lion เป็นต้นมา

แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอินเตอร์เฟสในอนาคตจะเป็นการรวมตัวกันระหว่างหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการสั่งด้วยเสียง สัมผัส และท่าทาง Apple มี Siri ที่ไม่เพียงแต่สามารถรับคำสั่งจากเสียงพูดได้ แต่ยังสามารถตีความคำพูดเพื่อตอบโจทย์ของคำถามได้อย่างถูกต้อง Microsoft มี Kinect อุปกรณ์เล่นเกมด้วยท่าทาง ส่วน Google ก็เพิ่งจะโชว์ตัว Project Glass แว่นอัจฉริยะที่ผนวกคุณสมบัติ Augmented Reaility เข้ากับบริการ location-based และสามารถสั่งการได้เพียงใช้สายตาเท่านั้น!

Project Glass แว่นตาสุดไฮเทคจาก Google ที่ตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแนวคิด
Project Glass แว่นตาสุดไฮเทคจาก Google ที่ตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแนวคิด

อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่อินเทอร์เฟสแบบใหมต้องเผชิญก็มีอยู่มิใช่น้อย เริ่มจากระบบสัมผัสเองที่ถึงแม้จะใช้งานได้ง่าย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเหมาะกับอุปกรณ์พกพาเท่านั้น และเมื่อนำมาใช้งานกับเดส์ท้อปก็ไม่มีเสียงตอบรับดีเท่าที่ควร เพราะโดยธรรมชาติเราไม่สามารถยกแขนไปจิ้มจอภาพนานๆ ได้เนื่องจากจะส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยล้า รวมทั้งงานพิมพ์ที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเข้ามาแทนที่คึย์บอร์ดจริงๆ ได้เสียที และที่สำคัญคือการออกแบบทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์นั้นต้องเข้ากันกับระบบสัมผัสตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นเพียงลูกเล่นเสริมสร้างจุดขายเหมือนกับที่ผ่านมา ส่วนระบบสั่งด้วยเสียงก็ยังคงต้องพัฒนากันอีกไกล เนื่องจากเฉพาะเพียงภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวก็มีหลายสำเนียงพูดแล้ว มิพักต้องพูดถึงภาษาอื่นอีกที่มีอยู่ร่วมร้อย ซึ่งสุดท้ายต้องอาศัยพื้นที่และกำลังในการประมวลผลมหาศาล สำหรับการสั่งด้วยท่าทางและสายตานั้นก็ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ รวมทั้งฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์รองรับที่ยังมีปริมาณไม่มากพอที่จะเรียกความสนใจ

อนาคตของพีซีสามารถมองออกได้เป็นสองทาง ทางแรกคือต่อไปอุปกรณ์ทุกอย่างจะถูกรวมมาไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน สามารถแปลงกลับไปมาได้ระหว่างโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต พร้อมฟังชั่นต่อออกจอใหญ่เพื่อใช้งานต่างเดสก์ท้อปได้ตามต้องการ ส่วนทางที่สองคือเราจะยังคงเห็นอุปกรณ์แยกประเภทชัดเจนอยู่อย่างเช่นในปัจจุบัน โดยแต่ละอย่างจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ความเป็นไปได้ของทั้งสองทางก็ล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ อุปกรณ์ในยุคหน้าตั้งมีขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวก เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ไม่ต้องคำนึงถึงพื้นที่เก็บข้อมูลเพราะทุกอย่างจะถูกยกไปไว้ในกลุ่มเมฆ ที่สำคัญคือต้องใช้งานได้ง่าย ระบบอินพุทไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคีย์บอร์ดกับเมาส์อีกต่อไป แต่จะมีการสั่งด้วยเสียงพูด ระบบสัมผัส ท่าทาง และกระทั่งสายตา

สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะครับว่าจะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเหล่านี้ให้เต็มที่ได้อย่างไร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s