(ใครว่า) เว็บตายแล้ว?

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 164 ประจำเดือนสิงหาคม 2555

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การถือกำเนิดของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนั้น สิ่งที่เติบโตตามมาด้วยกันติดๆ ก็คือการบูมของตลาดแอปพลิเคชันที่ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ดังกล่าว ทั้งบน  Apple App Store, Android Google Play, Windows Phone Marketplace และ BlackBerry AppWorld แน่นอนว่าสาเหตุหลักที่ทำให้แอปป์กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดของแพลตฟอร์มก็เพราะโมบายเว็บในรูปแบบเดิมไม่มีศักยภาพมากพอที่จะนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายและในรูปแบบที่น่าดึงดูดได้ดีเท่า ถึงแม้ว่าจะมีปลั๊กอินเสริมเพิ่มลูกเล่นอย่าง Flash จาก Adobe หรือ Silverlight จาก Microsoft แต่ทั้งสองก็ประสบปัญหาไม่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับแพลตฟอร์มโมบายได้ดีพอ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมีต้นกำเนิดมาจากแพลตฟอร์มเดสก์ท้อปที่ไม่มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์เท่าอุปกรณ์พกพา ทำให้การแปลงมาลงสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไม่ใช่เรื่องง่าย เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพและเสถียรภาพที่ไปลดทอนประสบการณ์ใช้งาน ซึ่งนี่เองเป็นต้นเหตุให้ Steve Jobs ปฏิเสธ Flash บน iOS มาตั้งแต่ต้น และนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้ Adobe ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนา Flash บนระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์พกพา เพราะฉะนั้นจึงดูเหมือนว่าในช่วงนี้แพลตฟอร์มใดที่ดึงดูดผู้พัฒนาและผู้ใช้งานแอปพลิเคชันได้มากกว่าก็จะครองแชมป์เป็นเจ้าตลาดไป

ปัญหาของแอปพลิเคชัน

แน่นอนว่าหนทางของแอปพลิเคชันเองก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ จริงอยู่ที่แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสามารถนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟได้ดีกว่าบนเว็บเพราะผู้พัฒนามีสารพัดเครื่องมือจากเจ้าของแพลตฟอร์มที่จะช่วยรีดทรัพยากรทุกอณูออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ใช่ว่าเพียงมีแอปป์ออกมาแล้วทุกอย่างจะราบรื่น ยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม Android ที่แม้ว่าจะกินส่วนแบ่งตลาดแพลตฟอร์ม iOS มากขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่มีผู้ใช้มากขึ้นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาจะสามารถสร้างรายได้จากแอปพลิเคชันมากขึ้นตามไปด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทหลายขนาดเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มเปิดมาตั้งแต่ต้น จุดนี้ผู้บริโภคคงชอบใจเพราะมีตัวเลือกให้หาซื้อมากมายตามงบประมาณ แต่ผู้ที่ปวดหัวคือนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพยากรให้กับแพลตฟอร์มนี้ไปกับการปรับแต่ง ทดสอบ และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายใต้กองทัพอุปกรณ์ Android ที่มีอยู่มากมาย ปัญหา fragmentation ดังกล่าวนับเป็นประเด็นที่แก้ไม่ตกนอกเสียจากว่า Google จะหันมาทำฮาร์ดแวร์เองเหมือนกับ Apple แต่ก็คงยากเพราะรายได้หลักของ Google มาจากการขายโฆษณาบนโลกออนไลน์ เพราะฉะนั้นยิ่งมีมือถือที่ใช้ ecosystem ของตนมากเท่าไรยิ่งดี อีกทั้งบริษัทนี้ก็ยังด้อยประสบการณ์พัฒนาฮาร์ดแวร์เพราะไม่ได้เป็นหัวใจหลักขององค์กรมาตั้งแต่ต้น

ปัจจุบัน Android มีอยู่ด้วยกันหลายเวอร์ชันบนหลายอุปกรณ์ ทำให้อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
ปัจจุบัน Android มีอยู่ด้วยกันหลายเวอร์ชันบนหลายอุปกรณ์ ทำให้อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา

หันมาดูคู่แข่งอย่าง Apple กันบ้าง คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า App Store คือร้านค้าแอปพลิเคชันออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด มีแอปป์ให้เลือกมากที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือมีผู้พัฒนาให้ความสนใจผลิตแอปป์มากที่สุด ส่งผลให้เกิดแอปป์ประเภท exclusive ยอดนิยมมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น Instagram และ Flipboard ที่กว่าจะมาลงแพลตฟอร์มคู่แข่งได้ก็กินเวลานานนับปี แต่ว่าความสำเร็จดังกล่าวก็ต้องแลกมาด้วยข้อกำหนดหลายประการ อาทิ ผู้พัฒนาต้องเสียค่าหัวคิว 30% ซึ่งนับว่าสูงมากโดยเฉพาะกับแอปพลิเคชันประเภทสื่อสิ่งพิมพ์และนิตยสารซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพัฒนาในรูปแบบดิจิตัลก็ต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากอยู่แล้ว

เห็นทีผู้ที่ยกตัวอย่างปัญหานี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ Jason Pontin หัวเรือใหญ่ของ Technology Review นิตยสารและเว็บไซต์เทคโนโลยีชื่อดังที่มีสถาบัน MIT เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ในบทความ “ทำไมพับลิชเชอร์ไม่ชอบแอปป์” (Why Publishers Don’t Like Apps) Pontin ได้บอกเล่าเก้าสิบถึงปัญหาต่างๆ ที่บรรดาสำนักนักพิมพ์ต้องเจอเมื่อพยายามกระโจนเข้าสู่โลกแอปพลิเคชันอย่างเต็มตัว เป็นต้นว่า ปัญหาค่าหัวคิว 30% ที่ถูกหักเมื่อลูกค้าซื้อนิตยสารแต่ละฉบับและเมื่อสมัครสมาชิก การแสดงผลที่เปลี่ยนไปเมื่อสลับการอ่านไปมาระหว่างแนวตั้งและแนวนอนซึ่งทำให้การพัฒนายุ่งยากขึ้นมาก การสิ้นเปลืองทรัพยากรเมื่อต้องเอาท์ซอสต์การพัฒนาแอปป์ไปให้กับบริษัทอื่นเพราะภาษาของโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาเป็นคนละภาษากับที่นักพัฒนาเว็บคุ้นเคย การขาดลิงค์เชื่อมต่อไปยังคอนเทนต์ภายนอกแอปพลิเคชัน ซึ่งขัดกับความคาดหวังของผู้ใช้ที่มีความคุ้นเคยกับการอ่านบนเว็บไซต์ซึ่งสามารถลิงค์เชื่อมโยงไปยังที่อื่นได้ และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อของผู้บริโภคสื่อดิจิตัลที่ว่าทุกอย่างซึ่งสามารถเสพได้บนโลกออนไลน์เป็นของ “ฟรี” จึงทำให้แอปป์ยำข่าวอย่าง Google RSS Reader, Zite และ Flipboard นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะสามารถอ่านได้ไม่จำกัด แถมแหล่งข้อมูลยังมีความหลากหลายกว่า

แอปป์ ปะทะ เว็บ ความท้าทายใหม่ของการนำเสนอคอนเทนต์ดิจิตัล

2

จากตัวอย่างข้อจำกัดที่กล่าวไปจึงทำให้ช่วงหลังเรามักได้ยินการกล่าวถึงทางเลือกอื่นในการนำเสนอคอนเทนต์ผ่านสื่อดิจิตัลกันค่อนข้างมาก ที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น HTML5 ภาษาเขียนเว็บไซต์ที่รองรับลูกเล่นด้านมัลติมีเดียได้ดีกว่าของเดิม ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรขณะใช้งานไปกับสารพัดปลั๊กอิน ตัวอย่างพับลิชเชอร์รายใหญ่ที่โบกมือลาแอปพลิเคชันอย่างถาวรและกระโจนเข้าสู่ HTML5 อย่างเต็มตัวคือ The Financial Times, Technology Review และ BostonGlobe รวมทั้งบริการอื่นอย่าง Twitter และ LinkedIn ที่นอกจากจะมีแอปพลิเคชันแล้ว ก็ยังมีเวอร์ชันเว็บที่ใช้ HTML5 ด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่ทำให้ HTML5 ได้รับความนิยมนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เริ่มจากการปลดแอกจากข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ของเจ้าของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันต่างๆ และหันมาใช้ประโยชน์จากข้อดีของเว็บไซต์ที่เป็นระบบเปิดเสรีอย่างเต็มที่ ความที่ไม่ต้องวิตกกังวลกับปัญหา fragmentation เพราะผู้บริโภคสามารถเสพเนื้อหาผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไปที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งการแสดงผลให้เหมาะกับขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ได้ และข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดคือ คุณลักษณะการเป็น Cross Platform ที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิต เพราะพัฒนาครั้งเดียวก็สามารถใช้ได้ไม่ว่าจะบนแพลตฟอร์มใด

The Financial Times สื่อรายแรกๆ ที่หันมาเอาดีกับ HTML5 อย่างเต็มรูปแบบ
The Financial Times สื่อรายแรกๆ ที่หันมาเอาดีกับ HTML5 อย่างเต็มรูปแบบ

แต่ถึงอย่างไร เมื่อทราบข้อได้เปรียบของ HTML5 แล้วก็มีหรือที่เจ้าของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันจะอยู่นิ่งเฉย เพราะอย่างที่กล่าวไป ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของแอปพลิเคชันก็คือ มีเครื่องมือพัฒนาที่เพียบพร้อมรอให้ใช้ทรัพยากรของระบบได้อย่างเต็มที่และนับวันจะมีลูกเล่นต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแอปป์ประเภทเกมและยูทิลิตี้ต่างๆ ที่มีความซับซ้อนสูง จุดนี้เป็นสิ่งที่ HTML5 ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่าเพราะมาตรฐานหลายอย่างยังไม่ลงตัวและต้องอิงกับความสามารถของเบราว์เซอร์เป็นสำคัญ และนี่เองที่ทำให้ตอนนี้เรายังไม่เห็นเวอร์ชันเว็บของ Instagram หรือเกมที่มีกราฟิกสวยๆ อย่าง Infinity Blade บนเว็บไซต์เพราะเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ยังพร้อมรองรับคอนเทนต์ประเภทดังกล่าวได้ดีพอ

ดังนั้นในระยะสั้นเราคงได้เห็นการเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กันของแอปพลิเคชันเว็บไซต์ HTML5 แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือลักษณะของคอนเทนต์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ โดยคอนเทนต์ที่คาดว่าจะยังคงพึ่งพิงแอปพลิเคชันอยู่ก็คือเกมและเครื่องมือช่วยเหลือที่มีฟังชันทำงานซับซ้อน ต้องการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ของแพลตฟอร์มทุกอย่างเท่าที่จะมากได้ และทำเงินจากการขายแอปป์ผ่านทางร้านค้าออนไลน์ ส่วนคอนเทนต์ที่จะทยอยหันไปหา HTML5 อย่างเต็มตัวก็คือสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ประสบปัญหาความยุ่งยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรเมื่อต้องพัฒนาแอปป์ การที่หวนกลับสู่บ้านหลังเดิมอย่างเว็บไซต์นั้นจะช่วยตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภคที่ชอบเสพคอนเทนต์ลักษณะนี้ได้ดีกว่า เช่นการลิงค์ไปมาร่วมกับแหล่งข้อมูลอื่น ส่วนปัญหาการชอบอ่านของฟรีบนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคคงแก้ไขได้ยาก และคงต้องหารายได้จากการโฆษณาและการบอกรับเป็นสมาชิกต่อไปจนกว่าจะหาโมเดลที่สามารถทำเงินได้มั่นคงกว่านี้

อยากเล่นเกมกราฟิกสวยๆ แบบนี้คงต้องพึ่งแอปพลิเคชันไปก่อนนะครับ
อยากเล่นเกมกราฟิกสวยๆ แบบนี้คงต้องพึ่งแอปพลิเคชันไปก่อนนะครับ

แต่อนาคตย่อมเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะตราบใดที่การพัฒนาแอปพลิเคชันยังคงมีต้นทุนที่สูงและมีข้อจำกัดด้านการเป็นระบบปิดอยู่ต่อไป ประกอบกับ HTML5 มีลูกเล่นที่หลากหลายมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการคอนเทนต์ดิจิตัลที่มีความซับซ้อนได้ดีกว่า เมื่อนั้นเราก็อาจเห็น HTML5 ผงาดขึ้นเหมือนกับที่รุ่นพี่ของมันเคยรับใช้การเสพย์คอนเทนต์ออนไลน์ของเราในยุคแรกๆ ก็เป็นได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s