Web 3.0 ทุกข้อมูลล้วนมีความหมาย

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 166 ประจำเดือนตุลาคม 2555

ปัจจุบันไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใดสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีก็มักจะเป็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งเรียกกันว่า “อุปกรณ์ชาญฉลาด” (smart device) อันปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต แน่นอนว่าในยุคที่ผู้คนกำลังโหยหาข้อมูลเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความท้าทายขึ้นในโลกของเทคโนโลยีมากมาย เป็นต้นว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับสิ่งที่ตรงตามต้องการได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งควรจะมีกระบวนการหรือขั้นตอนใดบ้างที่จะพอช่วยคัดกรองข้อมูลให้เหลือแต่เฉพาะที่จำเป็นและลดทอนสิ่งยิบย่อยอื่นที่อาจแทรกเข้ามาระหว่างทาง

ที่กล่าวไปคือคอนเซปต์แบบย่นย่อของ Web 3.0 ที่ซึ่งไม่เพียงแต่ตัวเว็บจะทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลขนาดมหึมาเท่านั้น แต่ข้อมูลเหล่านั้นยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กัน เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างเป็นระบบ และมีโครงสร้างอย่างชัดเจน แน่นอนว่า Web 3.0 ไม่ใช่ของใหม่เพราะได้มีการพูดถึงกันมานานแล้ว แต่ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ได้มีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของเว็บรุ่นถัดไปอย่างจริงจัง

Web 1.0 : เว็บ ในฐานะห้องสมุดออนไลน์ขนาดยักษ์

1

เชื่อว่าเมื่อก่อนหลายคนคงเคยได้ยินมีผู้เปรียบเปรยว่า เว็บเป็นเหมือนกับห้องสมุดออนไลน์มหึมาที่บรรจุความรู้ไว้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งก็เป็นไปตามคำนิยามอันคุ้นหูกันดี เนื่องจากคุณลักษณะหลักของเว็บรุ่นแรกนั้นจะคล้ายกับการสื่อสารทางเดียว โดยที่ผู้ใช้เป็นเพียงผู้รับสาร ส่วนผู้ส่งสารก็อาจจะเป็นใครก็ได้ที่มีความสามารถพัฒนาเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ข้างใน ซึ่งส่วนมากในยุคนั้นจะมีแต่ตัวอักษรและภาพเป็นหลัก ผู้ใช้เว็บไซต์ในยุคนี้ส่วนใหญ่มักจะเข้าไปหาข้อมูลที่ต้องการอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้กับทั้งเจ้าของภายในเว็บเองหรือในหมู่ผู้ใช้งานด้วยกัน รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในได้ เราจึงมักได้ยิน Web 1.0 ในอีกชื่อหนึ่งว่า Read Only Web นั่นคือ มีไว้อ่านอย่างเดียว ปัจจุบัน Web 1.0 ยังไม่สูญหายไปไหนเพราะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคบางกลุ่มได้เช่น องค์กรหรือบริษัท ที่ต้องการเพียงหน้าเว็บไซต์เพื่อสร้างที่ทางให้กับตนเองในโลกออนไลน์

Web 2.0 : เว็บ ในฐานะเครือข่ายผู้ใช้งาน

2

หาก Web 1.0 ให้ความสำคัญกับฝั่งเจ้าของเว็บ ก็อาจกล่าวได้ว่า Web 2.0 ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานมากขึ้นในฐานะที่เป็น “ผู้เล่นหลัก” เนื่องจากเว็บประเภทนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ในเว็บได้เป็นครั้งแรก อาทิ เว็บไซต์ Amazon ที่ให้ผู้ใช้เข้าไปเขียนรีวิวและให้คะแนนสินค้า รวมทั้งเกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง โดยเริ่มจาก เว็บบอร์ด มาเป็นบล็อก ต่อยอดเป็นเครือข่ายสังคมในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระดับนี้ก็คือ การแบ่งปันข้อมูลที่สามารถทำได้รวดเร็วและแพร่หลายมากขึ้นผ่านอุปกรณ์พกพา คอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ไม่ได้จำกัดไว้แต่ผู้ที่เป็นเว็บมาสเตอร์อีกต่อไป แต่ผู้ใช้งานก็สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาได้ จึงทำให้เกิดคำว่า user-generated content ขึ้นมา หรือสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า Web 2.0 ก็คือ Read-Write Web หรือเว็บที่สามารถอ่านและเขียนได้ไปพร้อมกัน

Web 3.0 : เว็บ ในฐานะโลกส่วนบุคคล

3

ปัจจุบันสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในยุคของ Web 2.0 ที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานเป็นหลัก อย่างที่กล่าวไป คุณลักษณะเด่นของเว็บในยุคปัจจุบันก็คือการเปิดกว้างให้ใครก็ตามสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ตามสะดวกแถมด้วยฟังชันแชร์ด่วนอย่างพร้อมสรรพ ความเป็นประชาธิปไตยของข้อมูลที่กำลังเบ่นบานเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ข้อมูลล้นเกิน” (Information Overload) ที่ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความท้าทายให้กับระบบในแง่ของวางโครงสร้างข้อมูลเท่านั้น แต่กับมนุษย์เราเองก็ยังต้องมาคอยนั่งต่อจุดเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่มากมายด้วย

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า Web 3.0 ไม่ใช่ของใหม่ และได้มีการพูดถึงนานนับสิบปีแล้ว โดยผู้ที่คิดคำนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกก็คือ Tim Berners-Lee ผู้คิดค้น World Wide Web โดยเขาได้กล่าวถึงเป็นครั้งแรกในนิตยสาร Scientific American เมื่อ ค.ศ. 2001 ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดิม แต่นิยามและคุณลักษณะของ Web 3.0 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนกระทั่งปัจจุบัน แต่โดยทั่วไปสามารถสรุปแนวโน้มได้เป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้

1. Semantic Web

หรือเป็นยุคที่เว็บให้ความหมายกับข้อมูลมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิยามของ Web 3.0 ที่ได้รับการพูดถึงและเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุดในขณะนี้ แนวคิด Semantic Web เกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีเว็บที่ยังไม่เฉลียวฉลาดมากพอที่จะ “ตีความ” คำพูดที่มนุษย์ป้อนให้ได้ จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการค้นหาข้อมูล เพราะเนื่องจากระบบค้นหาส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักอ้างอิงผลจาก “คีย์เวิร์ด” ที่เราพิมพ์ลงไปโดยละเลย “ความหมาย” ของคำดังกล่าว ดังนั้น ความท้าทายหลักของแนวคิดนี้ก็คือ จะทำอย่างไรให้ระบบสามารถเข้าใจประโยคที่เราพิมพ์ลงไปได้เหมือนกับที่เราอ่านเอง รวมทั้งการ “ต่อจุด” คลังข้อมูลในโลกออนไลน์ และ “จัดเรียงลำดับ” ตามความสำคัญพร้อมส่งมอบผลให้กับเราได้ทันที  เพราะฉะนั้นจุดแตกต่างที่สำคัญของ Web 3.0 เมื่อเทียบกับ 2.0 ก็คือ การเชื่อมโยง “ข้อมูล “ ที่มีอยู่มากมายเข้าหากัน ไม่ใช่เชื่อมโยงเฉพาะ “ผู้ใช้” เหมือนกับที่เว็บ 2.0 เป็น นอกจากนั้น Web 3.0 ยังอาจได้รับการพัฒนาให้เป็นถึงขั้น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ตรงใจเหมือนกับเลขาฯ เอาใจเจ้านาย ยิ่งเราใช้งานมากเท่าใด เว็บก็ยิ่งจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ของเรา และคอยมอบข้อมูลที่ “โดนใจ” มากขึ้นเรื่อยๆ

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่แนวคิด Semantic Web เริ่มถูกนำมาใช้งานมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เอ็นจิ้นค้นหาของ Google ที่ปัจจุบันเพียงเราพิมพ์คีย์เวิร์ดใดๆ ลงไป ระบบก็จะแสดงบริบทของคำหรือประโยคที่ (ระบบคิดว่า) ใกล้เคียงกับที่เราต้องการขึ้นมาทันทีหรือที่เรียกว่า Google Instant รวมทั้งมีการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย เช่น เมื่อผมค้นคำว่า Steve Jobs ระบบไม่เพียงแต่แสดงหน้าเว็บที่มีคำว่า Steve Jobs เท่านั้น แต่ยังแสดงภาพ วิดีโอ ประวัติย่อ ข่าวล่าสุดเรียงตามลำดับเวลา และรายชื่อบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าทุกอย่างที่ผมต้องการเกี่ยวกับชายผู้นี้ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมแล้วด้วยการกด Enter ครั้งเดียว!

นอกจากนั้น หลายๆ เว็บไซต์ยังได้เริ่มนำระบบ “แนะนำ” (recommendation) มาใช้กับสินค้าและบริการของตน เว็บข่าวใหญ่ๆ หลายเว็บมักมีระบบคอยตรวจว่าผู้อ่านมักชอบอ่านข่าวประเภทใดและจะคอยแนะนำบทความที่มีลักษณะเดียวกันให้กับผู้ใช้ หรือที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าก็คือเว็บไซต์ Amazon ที่มีระบบแนะนำสินค้า พร้อมเสนอโปรโมชันลดราคาเมื่อซื้อด้วยกันเสร็จสรรพ! รวมทั้งร้านค้าแอปพลิเคชันออนไลน์ทั้ง Apple App Store และ Android Google Play Store ซึ่งล้วนมีระบบแนะนำแอปป์ให้กับผู้ใช้โดยอิงจากแอปป์ที่ติดตั้งในเครื่อง หรือแอปป์ยอดนิยมของประเภทที่เราชอบเข้าไปโหลด เป็นต้น

2. Media Search :

แนวคิดของ Web 3.0 ที่น่าสนใจคือ การใช้สื่อเป็นตัวค้นหา ในอดีตเมื่อเราต้องการภาพหรือเพลงใดๆ อย่างน้อยเราก็ต้องรู้ชื่อภาพ ผู้วาด หรือเนื้อเพลง ไม่ก็ผู้แต่ง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาให้มีความสามารถในการค้นหาจากตัวสื่อได้โดยไม่ต้องรู้คีย์เวิร์ด ตัวอย่างเด่นก็คือ Google Goggles และ Google Image Search ที่ให้เราอัปโหลดภาพหรือถ่ายรูปวัตถุที่เราต้องการข้อมูล รวมทั้งแอปพลิเคชัน Google Translate ที่ตอนนี้เราสามารถถ่ายภาพและสแกนตัวอักษรเพื่อทำการแปลได้โดยที่ไม่ต้องพิมพ์คำใดๆ ลงไปเลย สำหรับสื่อที่เป็นเสียงก็คงไม่มีตัวอย่างใดจะชัดเจนยิ่งกว่าแอปพลิเคชัน Soundhound ที่สามารถระบุเพลงที่เรากำลังเปิดฟังได้ว่าเป็นเพลงชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง เนื้อเพลงเป็นอย่างไร พร้อมลิงค์เข้าไปซื้ออย่างถูกกฎหมายในร้านค้าออนไลน์ตามระเบียบ

3. Pervasive Web 

แนวคิด “เว็บแพร่หลาย” ดังกล่าวนี้สามารถเห็นได้ชัดเจนแล้วในปัจจุบันที่ซึ่งเราสามารถเข้าถึงคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต สาระสำคัญอื่นของแนวคิดนี้คือการที่ข้อมูลต่างๆ ของเราจะถูกอัปโหลดขึ้นไปในระบบประมวลผลบนกลุ่มเมฆและพร้อมดึงลงมาใช้งานได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นแนวคิดนี้ยังหมายถึงการเชื่อมโลกดิจิตัลเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงผ่านเทคโนโลยีอย่าง QR Code หรือ Near Field Communication (NFC) ที่เราสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุรอบตัว

เหนือกว่า Web 3.0

เส้นทางการพัฒนาเว็บ จากอดีตจนถึงอนาคต
เส้นทางการพัฒนาเว็บ จากอดีตจนถึงอนาคต

มีผู้กล่าวว่า แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีเว็บนั้นเป็นการสลับไปมาระหว่างการให้ความสำคัญกับตัวเว็บและผู้ใช้งาน กล่าวคือในยุค Web 1.0 เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจะเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานของเว็บ วิธีการสร้างเว็บไซต์ และหนทางการหารายได้ เมื่อเข้าสู่ยุค Web 2.0 ลูกเล่นใหม่ที่เกิดขึ้นล้วนออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้มากขึ้น รวมทั้งการสร้างและแบ่งปันข้อมูลที่ทำได้อย่างสะดวก พอข้อมูลมีปริมาณมากเข้า ความท้าทายคือเราจะจัดระบบข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไร? อันเป็นที่มาของ Web 3.0 ซึ่งมุ่งไปที่การพัฒนาระบบของเว็บให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ข้อมูลล้นเกินที่เกิดขึ้น

แล้ว Web 4.0 ล่ะ? เชื่อหรือไม่ว่า Web 3.0 ยังไม่ทันได้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบก็มีผู้อธิบายแนวคิด Web 4.0 แล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ Seth Godin กูรูด้านการตลาดนามระบือที่กล่าวว่า Web 4.0 จะย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานอีกครั้ง คราวนี้การเชื่อมต่อออนไลน์ระหว่างเรากับเพื่อนๆ จะเป็นไปอย่างแน่นแฟ้นมากถึงระดับที่จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เพื่อนของเรากำลังทำอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อใด เสมือนหนึ่งเส้นแบ่งระหว่างตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนได้สูญหายไปสิ้น และโลกทั้งสองได้เดินไปพร้อมกัน เนื่องจากข้อมูลต่างๆ จะสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกหนแห่งได้อย่างไร้รอยต่อ จนไม่รู้สึกถึงความยุ่งยากอีกต่อไป ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่สำคัญเพราะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ความเป็นส่วนตัวอยู่ที่ไหน? เราจะยินยอมป้อนข้อมูลส่วนตัวให้กับเว็บมากน้อยเพียงใด และระดับไหนถึงจะเรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล?

ผมว่ามีแต่ผู้ใช้งานอย่างเราเท่านั้นที่จะกำหนดได้ครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s