จับตาเว็บพับลิชชิ่งแห่งอนาคต

internet6

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 167 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2555

แน่นอนว่าในปัจจุบันอินเทอร์เน็ต คือช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลังมากที่สุด เนื่องจากสามารถเผยแพร่ข้อมูลออกไปได้ในทันทีภายใต้รูปแบบที่หลากหลาย ประกอบกับกำแพงราคาที่เคยขว้างกั้นการเข้าถึงนั้นก็ได้ถูกพังทลายลง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อุปกรณ์พกพาก็มีราคาเอื้อมถึง ผลที่ตามมาคือปริมาณคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่ได้รับการเผยแพร่ไปผ่านทางช่องทางดังกล่าวก็มากตามไปด้วย เปิดโอกาสให้เกิดสื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นมากมาย อันเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและเป็นสัญญาณที่บอกว่าสื่อกระแสหลักต้องถึงคราวปรับตัว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าคุณภาพของเนื้อหาที่ได้มาจะมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้นหรือน้อยลงแต่อย่างใด

หากพูดถึงสื่อออนไลน์ปัจจุบันก็มีการไล่บี้กันอยู่สองประเภทใหญ่ๆ ก็คือเว็บไซต์ ซึ่งรวมถึงบล็อกกับเว็บบอร์ด และเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาทิ facebook กับ Twitter แน่นอนว่าสื่อในลักษณะแรกนั้นเกิดขึ้นมาก่อน มีอายุยาวนานนับสิบปี และมักมีลักษณะค่อนข้างที่จะเป็นทางการ ส่วนสื่อในลักษณะหลังนั้น แม้ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน แต่ก็สามารถสร้างฐานผู้ใช้ให้เติบโตมากขึ้น โดยมีจุดเด่นที่เป็นเครื่องมือซึ่งสามารถเผยแพร่เนื้อหาออกไปได้อย่างรวดเร็ว มีลักษณะที่เป็นทางการน้อยกว่าแบบแรก และสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อนและบรรดาแฟนๆ ได้ง่ายกว่าสื่อในยุคก่อนหน้า

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า แล้วสื่อออนไลน์จะมีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางไหนอีก? แต่ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าว ผมขอกล่าวถึงความเป็นมาของสื่อออนไลน์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโดยคร่าว ก่อนนะครับ

ประวัติย่นย่อของเว็บพับลิชชิ่ง

เว็บพับลิชชิ่งหรือการใช้สื่อออนไลน์ในการเผยแพร่เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตนั้นแน่นอนว่าเริ่มต้นมาจากการเป็นเว็บไซต์ธรรมดาที่ไม่มีลูกเล่นอะไรมาก ในยุคนั้นผู้ที่มีความสามารถในทางเว็บโปรแกรมมิ่งก็อาจจะลงมือสร้างเว็บไซต์ขึ้นเองด้วยการเขียนโค้ด HTML หาเช่าบริการเว็บโฮสติ้งที่ไว้วางใจได้ แล้วก็บอกต่อเรียกคะแนนนิยมผ่านเพื่อนฝูงหรือคนใกล้ตัว ส่วนผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้ทางเทคนิคนั้นก็ต้องอาศัยบริการอย่าง Geocities ที่มอบเครื่องมือพื้นฐานในการสร้างเว็บไซต์ฟรีพร้อมเนื้อที่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตในยุคนั้นที่มักไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเป็นแหล่งค้นข้อมูลขนาดใหญ่

ยุคต่อมาเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษเมื่อการเขียนบล็อกได้รับความนิยม เมื่อพิเคราะห์ดูโดยคร่าวแล้วบล็อกไม่ค่อยมีอะไรต่างจากเว็บไซต์มากนัก แต่โดยเนื้อหาแล้วมักมีความเป็นทางการน้อยกว่า เครื่องมือการประกอบสร้างก็มีความซับซ้อนน้อยกว่า รวมทั้งมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอจากผู้เขียนเพราะว่าสามารถทำการแก้ไขได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกหากปรากฏการณ์นี้จะได้รับความนิยม และทำให้บล็อกเกอร์บางคนหรือบล็อกบางแห่งก้าวขึ้นมามีบทบาทท้าทายสื่อกระแสหลักเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวข้อเฉพาะที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคบางกลุ่ม

แน่นอนว่าบล็อกเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเขียนเนื้อหาที่มีความยาว ซึ่งอาจไม่ตรงใจกับผู้บริโภคที่อาจไม่มีเวลามากนัก จึงทำให้ในช่วงแรกๆ สัดส่วนระหว่าง “ผู้อ่าน” และ “ผู้ผลิตเนื้อหา” มีความแตกต่างกันมาก แต่เมื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เกิดขึ้นในช่วงราว ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา ปริมาณของผู้ผลิตเนื้อหาก็กลับเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เกิดขึ้นจากขั้นตอนต่างๆ มีความซับซ้อนน้อยลง ใน facebook เจ้าของโปรไฟล์สามารถโพสต์ข้อความสั้นๆ พร่ำบ่นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในขณะนั้น ส่วน Twitter ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงชั้นดีด้วยประโยคไม่เกิน 140 ตัวอักษร นอกจากนั้นก็ยังมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า Content Curation หรือการรวบรวมคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันนำมาจัดหมวดหมู่ เพิ่มมูลค่า แล้วเผยแพร่ออกไปภายใต้รูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด ซึ่งสามารถเห็นได้ในบริการอย่าง Scoop.it หรือ Tumblr ที่เจ้าของเพจไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์เนื้อหาขึ้นมาเอง แต่ไปคัดเลือกเนื้อหาที่มีคุณภาพมาจากที่อื่น แล้วนำเสนอให้มีความน่าสนใจ

จากที่กล่าวไปจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเว็บพับลิชชิ่งในยุคต่างๆ นั้นจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตเนื้อหาสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างสะดวกขึ้น จากหน้าเว็บเดิมๆ ที่อาจต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม ไปจนถึงปัจจุบันที่เราอาจไม่ต้องลงแรงสร้างเนื้อหาขึ้นมาเองเลย เพียงแต่ไปคัดเลือกจากที่มีอยู่มากมายแล้วนำจัดแสดงใหม่เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น แล้วเครื่องมือต่างๆ ในอนาคตล่ะจะเป็นอย่างไร? จะมีความเรียบง่ายมากกว่าที่ facebook และ twitter เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ลองอ่านหัวข้อถัดไปดูเลยครับ

Medium และ Branch สองบริการน้องใหม่น่าจับตา

อย่างที่กล่าวไป การเปลี่ยนแปลงหลักที่เกิดขึ้นกับเว็บพับลิชชิ่งก็คือการเผยแพร่เนื้อหาออนไลน์ที่สามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และกับ Medium ก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจอย่างแรกก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังของบริการนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็น Evan Williams หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรง Blogger บริการเขียนบล็อกอันเป็นที่รู้จักกันดี และ Twitter เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม

ซึ่งกับ Medium ก็เช่นเดียวกันที่หน้าที่ของมันยังคงเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเช่นเดิม แต่ได้เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น คราวนี้เนื้อหาต่างๆ ที่ได้รับการโพสต์ขึ้นไปนั้นจะได้รับการจัดกลุ่มตามหัวข้อหรือธีมที่เรียกว่า Collection ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบ Closed (ส่วนตัว) หรือ Open (สาธารณะ) ที่ใครก็สามารถเข้าไปโพสต์เนื้อหาตามหัวข้อที่ตั้งไว้ ส่วนโพสต์ที่ได้รับการลงคะแนนสูงสุดนั้นก็จะมีโอกาสได้แสดงผลเป็นอันดับต้นๆ ของ Collection นั้นนั้น ขณะที่กำลังเขียนบทความอยู่นี้อาจกล่าวได้ว่า Medium ยังอยู่ในขั้นพรีวิวทดลองใช้ ผู้สนใจต้องใช้ ID ของ Twitter ในการสมัคร และพอลงทะเบียนเข้าไปแล้วก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากสำรวจดู Collection ที่มีการเซ็ทไว้ก่อนหน้า รวมทั้งยังไม่สามารถโพสต์คอนเทนต์ใดๆ ลงไปได้ แต่สิ่งอยากจะให้สังเกตคือรูปแบบการดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย และเน้นการแสดงผลคอนเทนต์เป็นสำคัญ

รูปแบบการจัดเรียง Collection ของ Medium จะเห็นได้ว่าเน้นการนำเสนอเนื้อหาเป็นสำคัญ
รูปแบบการจัดเรียง Collection ของ Medium จะเห็นได้ว่าเน้นการนำเสนอเนื้อหาเป็นสำคัญ

บริการต่อมาก็คือ Branch ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังก็ไม่ใช่ใครอื่นอีกเช่นกัน แต่เป็น Evan Williams คนเดิม และ Biz Stone หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Twitter เช่นกัน แนวคิดของ Branch นั้นสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะดูๆ ไปก็เหมือนกับเป็นกระดานสนทนากึ่งสาธารณะที่ใครสักคนตั้งหัวข้อขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นมาโพสต์ความเห็นหารือกัน โดยเริ่มจากผู้ใช้ไปดึงเนื้อหามาจากที่ใดก็ได้ในโลกออนไลน์ อาจเป็นหัวข้อข่าวสั้นๆ หรืออาจจะตั้งประเด็นขึ้นมา จากนั้นก็เชิญคนอื่นให้เข้ามาร่วมวงสนทนาผ่านทางอีเมลหรือ Twitter เพราะฉะนั้นวงสนทนาจะได้รับการกำหนดโดยเจ้าของเรื่อง สุดท้ายก็นำเนื้อหาในวงสนทนานั้นไปเผยแพร่ยังบล็อกของตัวเองตามสะดวก และก็เช่นเดียวกับ Medium ครับที่ Branch ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มให้บริการ และสามารถสมัครได้โดยการขอ invite เท่านั้น

Branch บริการที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งประเด็นสนทนาแล้วเชื้อเชิญให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมวง
Branch บริการที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งประเด็นสนทนาแล้วเชื้อเชิญให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมวง
ลักษณะการทำงานของ Branch
ลักษณะการทำงานของ Branch

สรุปเทรนด์เว็บพับลิชชิ่งที่น่าจับตา และความท้าทายที่น่าเฝ้ามอง

สิ่งที่ตามมาเมื่อใครก็สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหาบนโลกออนไลน์ได้ก็คือ ปริมาณที่จะต้องเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “คุณภาพ” จะต้องมากตามไปด้วย ช่องโหว่นี่เองที่ส่วนตัวคิดว่า Medium และ Branch ต้องการจะอุดโดยการใช้ระบบการลงคะแนนให้โพสต์ที่มีคุณภาพภายใต้หัวข้อหนึ่งหนึ่ง (สำหรับ Medium) และการใช้ระบบ invite คนอื่นให้เข้ามาร่วมวงสนทนา (สำหรับ Branch) การที่บริการทั้งสองมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งบริการบล็อกที่ประสบความสำเร็จก็ยิ่งมีส่วนช่วยเพิ่มดีกรีความน่าสนใจมากขึ้น (แม้ว่าตอนนี้ยูสเซอร์ทั่วไปจะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนักก็ตาม)

อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจก็คือ ความเรียบง่ายในการโพสต์และการนำเสนอเนื้อหา เห็นได้ชัดเจนเลยว่าบริการทั้งสองต้องการลดดีกรีความเป็นทางการลง รวมทั้งการดีไซน์ที่ทำออกมาแบบเรียบๆ เน้นเนื้อหาให้มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นข้อความ หรือรูปภาพ มีการจัดเรียงคล้ายๆ กับ Pinterest บริการที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในรอบปี รวมทั้งมีการแสดงผลในลักษณะ “สตรีม” ที่ง่ายต่อการสำรวจดูเนื้อหา โดยเฉพาะกับอุปกรณ์พกพาที่เรามักถนัดใช้นิ้วเลื่อนขึ้นลงมากกว่าจิ้มเปลี่ยนไปยังหน้าถัดไป

นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่าเว็บพับลิชชิ่งยุคใหม่นั้นจะให้ความสำคัญกับ “หัวข้อ” มากกว่า “ผู้โพสต์” ตัวอย่างปัจจุบันที่เห็นได้ชัดก็คือ Pinterest ที่เราสามารถปักหมุดภาพต่างๆ ได้ทั่ว รวมทั้งการจัดเรียงเลย์เอาท์ที่เน้นการนำเสนอตัวคอนเทนต์มากกว่าชื่อเจ้าของดังที่เห็นได้จาก Medium และไม่เน้นการจัดเรียงตามลำดับเวลาก่อนหลัง เพื่อให้คอนเทนต์คุณภาพได้มีโอกาสนำเสนอผลงานได้นานขึ้นกว่าเดิม

แน่นอนว่าแนวโน้มดังกล่าว (โดยเฉพาะการจัดเรียงคอนเทนต์ตามหัวข้อ) ยังคงเป็นของใหม่ และยังคงอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกพักหนึ่งจนกว่าจะได้รับการยอมรับ เพราะเริ่มจากบริการทั้ง Medium และ Branch อันเป็นหัวหอกนั้นยังอยู่ในขั้นพรีวิวทดลองใช้งาน ฟีเจอร์ต่างๆ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นเริ่มต้นยังคงมีผู้ใช้เพียงกลุ่มเล็กๆ ขณะที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดติดอยู่กับบริการอย่าง facebook และ twitter ที่มักจัดเรียงคอนเทนต์ตามลำดับเวลา ไม่ใช่ตามหัวข้อหรือธีมอย่างที่ Medium เป็น

แต่ถึงอย่างไร แนวโน้มนี้ก็นับว่าน่าจับตาเป็นอย่างมาก เพราะนับวันปริมาณคอนเทนต์ที่ได้รับการเผยแพร่บนโลกออนไลน์มีมากขึ้นทุกที (และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีไม่น้อยที่เป็นเรื่องไร้สาระ) การที่จะมีบริการใหม่ซึ่งเปิดโอกาสให้เราเสพเนื้อหาคุณภาพภายใต้หัวข้อเฉพาะที่เราสนใจจึงนับว่าเป็นทางออกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s