ขอแนะนำ Piledriver ถึงเวลา AMD ทวงแค้น!

head

ช่วงสิ้นปีทีไรมักมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นกับวงการไอทีแทบทุกปี สำหรับในตลาดโปรเซสเซอร์เราก็ได้เห็นการเปิดตัว AMD Trinity เอพียูทายาท Llano ที่ปัจจุบันขึ้นแท่นโปรเซสเซอร์สุดยอดแห่งความคุ้มค่าคุ้มราคาไปแล้ว ส่วนฟาก Intel เราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่างการเปิดตัว Haswell ชิพ Intel Core รุ่นที่สี่ถัดจาก Ivy Bridge ซึ่งจะออกมาลืมตาดูโลกในปีหน้า ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ปัจจุบันอุปกรณ์พกพาจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่บรรดาผู้ผลิตต่างก็ยังไม่ทิ้งตลาดพีซีเดิมที่หากินมานาน

เชื่อขนมกินเลยว่าแฟนบอย AMD คงไม่มีใครไม่รู้จักสถาปัตยกรรม Bulldozer ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วและวางจำหน่ายในรูปแบบโปรเซสเซอร์ AMD FX ซึ่งออกมาแทนที่ซีรีส์ Phenom อันคุ้นเคย ในแง่การออกแบบต้องยอมรับว่า AMD มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เล่นกับโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ เพราะมีการนำระบบโมดูลมาใช้งานแทนที่ปรัชญาการออกแบบแกนประมวลผลเดิม แต่ในแง่ของการนำมาใข้งานนั้นต้องถือว่าสอบตก เพราะโดนชิพคู่แข่งตีกระจุยไม่มีเหลือ แถมบางการทดสอบยังช้ากว่าชิพ Phenom เดิมซะด้วยซ้ำ แต่มาปี 2012 นี้ AMD ขอแก้เกมก่อนโลกแตกด้วยสถาปัตยกรรม Piledriver ตามที่จะนำมาพรีวิวกันในวันนี้ครับ

โครงสร้างภายในและความต่างในแต่ละรุ่น

ภาพรวมของ AMD FX รุ่นที่สอง
ภาพรวมของ AMD FX รุ่นที่สอง

โปรเซสเซอร์ AMD FX รุ่นที่สองหรือที่มีชื่อเล่นว่า Vishera นี้ยังคงใช้กระบวนการผลิตที่ 32 นาโนเมตรเช่นกับ AMD FX รุ่นแรก แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือการหันมาใช้แกนประมวลผล Piledriver ซึ่งเป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก Bulldozer แม้ว่าจะเป็นรุ่นใหม่แต่โครงสร้างภายในโดยภาพรวมนั้นยังไม่มีความแตกต่างจากรุ่นเดิมมากนัก กล่าวคือแกนประมวลผลภายในยังคงถูกจับกลุ่มในรูปแบบโมดูล โดยแต่ละโมดูลนั้นก็จะประกอบไปด้วยแกนประมวลผล AMD64 สองแกน จึงทำให้โปรเซสเซอร์รุ่นที่มีโมดูลสองชุดจะมีแกนประมวลผลสี่แกน สามชุดหกแกน และสี่ชุดแปดแกนประมวลผล ตามลำดับ นอกจากนั้นก็ยังมีวงจรควบคุมหน่วยความจำภายในอีกด้วยตามระเบียบ

แม้ว่าจะฟังดูมีประสิทธิภาพมากมายมหาศาล แต่ลักษณะการออกแบบเช่นนี้มีข้อจำกัดตรงที่แต่ละแกนประมวลผลภายในโมดูลนั้นต้องแบ่งปันใช้ทรัพยากรร่วมกัน อาทิ ส่วน front-end ซึ่งทำหน้าที่อ่านชุดคำสั่ง (fetch) และตีความชุดคำสั่ง (decode) ส่วนคำนวณจุดลอยตัว (floating-point unit) ส่วน data-prefetch ที่ทำให้การเรียกใช้งานข้อมูลครั้งต่อไปทำได้รวดเร็วมากขึ้น และแคช L2 กับ L3 เป็นต้น แต่การออกแบบลักษณะนี้ก็ยังนับว่ามีข้อดีอยู่บ้างตรงที่มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถเพิ่มปริมาณแกนประมวลผลไปได้มากโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเนื้อที่

โครงสร้างภายในของ Bulldozer เมื่อเทียบกับ Piledriver
โครงสร้างภายในของ Bulldozer เมื่อเทียบกับ Piledriver

ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ AMD ได้เปิดตัวชิพตระกูลนี้ออกมาทั้งหมด 4 รุ่น โดยจะมีสองรุ่นที่มีแกนประมวลผลแปดแกน ส่วนอีกสองรุ่นนั้นมีแกนประมวลผลหกและสี่แกนตามลำดับ โดยรุ่นบนสุดก็คือ AMD FX-8350 ซึ่งมีแกนประมวลผลแปดแกน วิ่งที่ความเร็ว 4GHz สามารถเร่งความเร็วในโหมด Turbo Core ที่ 4.2GHz มีแคช L2 และ L3 8MB เท่ากัน และมีค่า TDP 125 วัตต์ ส่วนรุ่น FX-8320 นั้นมีความเหมือนกับรุ่นบนทุกประการ แต่ลดความเร็วเริ่มต้นเหลือที่ 3.5GHz และ 4.0GHz ในโหมด Turbo Core

ถัดลงมาเราก็จะเจอรุ่น FX-6300 ซึ่งมีแกนประมวลผลหกแกน มีความเร็วเริ่มต้น 3.5GHz และ 4.1GHz ในโหมด Turbo Core มีแคช L2 6MB ตามปริมาณแกนประมวลผลที่ลดลง แต่ยังมีแคช L3 เท่าเดิมที่ 8MB และมีค่า TDP เพียง 95 วัตต์

ส่วนน้องสุดท้องนั้นมีชื่อรุ่นว่า FX-4300 ซึ่งมีแกนประมวลผลสี่แกนวิ่งที่ความเร็วเริ่มต้น 3.8GHz และ 4.0GHz ในโหมด Turbo Core มีแคช L2 และ L3 เท่ากันที่ 4MB และมีค่า TDP 95 วัตต์

ตารางแสดงรายละเอียดชิพ AMD FX รุ่นที่สองพร้อมสเปคและราคาเมื่อเทียบกันเองและกับคู่แข่ง
ตารางแสดงรายละเอียดชิพ AMD FX รุ่นที่สองพร้อมสเปคและราคาเมื่อเทียบกันเองและกับคู่แข่ง

Turbo Core 3.0

นับเป็นฟีเจอร์ยอดฮิตที่โปรเซสเซอร์สมัยนี้ต้องมี ถึงแม้จะมีชื่อเรียกต่างกันไปบ้างแต่คุณลักษณะหลักๆ ก็คือเป็นวิธีการเพิ่มความเร็วการประมวลผลของโปรเซสเซอร์ให้มากกว่าที่ผู้ผลิตกำหนดตามสเปคโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น กำลังงานที่ต้องการ และแรงดันไฟเป็นต้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นระบบออโต้โอเวอร์คล็อกที่รับประกันได้ว่าปลอดภัยกว่าทำเองแน่นอน

AMD ได้เพิ่มระบบ Turbo Core เป็นครั้งแรกในชิพ AMD Phenom II x6 ที่มีแกนประมวลผลหกแกน และรุ่นถัดมาก็ได้รับมรดกตกทอดต่อกันมาเรื่อยจนปัจจุบันก็ได้รับการพัฒนาไปถึงเวอร์ชัน 3 ซึ่งแน่นอนว่าผลที่ได้จะต้องดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม

รองรับแรม DDR3 1866MHz 

แน่นอนว่าสิ่งที่ชิพ AMD FX เพิ่มมาตั้งแต่รุ่น Bulldozer ก็คือการรองรับแรม DDR3 ดูอัลแชนแนลที่ความเร็ว 1866MHz ซึ่งนับว่าสูงมากและจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่าจะเป็นการเพิ่มเนื้อที่แบนวิธให้กับหน่วยความจำและช่วยลดอาการคอขวดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรับส่งข้อมูล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องโยนแรมเก่าทิ้งแล้วซื้อใหม่นะครับ เพราะตัวชิพยังรองรับแรมรุ่นความเร็วต่ำกว่าเช่นเดิม นอกจากนั้นแรมที่มีความเร็วขนาดนี้ย่อมมีราคาสูงกว่าเป็นธรรมดา

ซ็อกเก็ต AM3+ และชิพเซ็ตที่คู่ควร

น่ายินดีที่โปรเซสเซอร์รุ่นนี้ยังคงใช้งานร่วมกับซ็อกเก็ต AM3+ และชิพเซ็ตซีรีส์ 900 ทำให้ผู้ที่ใช้งานชิพ Bulldozer อยู่แล้วไม่ต้องเสียเงินซื้อเมนบอร์ดใหม่ แต่อาจก็ต้องมีการอัปเดตไบออสบ้างตามระเบียบ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีเมนบอร์ดชิพเซ็ตซีรีส์ 800 อยู่แล้วจะไม่สามารถใช้งานได้นะครับ แต่คงต้องตรวจสอบกับทางเว็บไซต์ผู้ผลิตอีกทีหนึ่งว่ามีการอัปเดตระบบให้รองรับหรือไม่

ในชิพเซ็ตซีรีส์ 900 ทั้งหมดนั้นคงไม่มีรุ่นใดจะมีประสิทธิภาพเกินรุ่น AMD 990FX ไปได้เพราะได้รับการออกแบบมาให้มีลูกเล่นมากสุด และเหมาะกับพวกฮาร์ดคอร์ที่ชอบการปรับแต่ง ตามโครงสร้างแล้วชิพตัวนี้จัดว่าเป็นชิพ Northbridge ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับเป็นศูนย์ควบคุมประสานงานระหว่างโปรเซสเซอร์ หน่วยความจำ และ PCI Express link ที่เชื่อมกับการ์ดกราฟิก และเนื่องจากเป็นรุ่นระดับบนจึงทำให้ชิพเซ็ตตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อกับการ์ดกราฟิกได้หลากหลายมากที่สุด โดยรองรับความเร็ว x16 เต็มเมื่อต่อการ์ดหนึ่งกับสองตัว และจะลดลงเหลือ x8 เมื่อเชื่อมต่อการ์ดทั้งหมดสี่ตัว ขณะที่รุ่นรองลงมาอย่าง 990X สามารถรองรับความเร็วที่ x8 เมื่อเชื่อมต่อการ์ดสองตัว ส่วนรุ่น 970 รองรับการเชื่อมต่อการ์ดกราฟิกเพียงหนึ่งตัวที่ความเร็ว x16 ครับ

สำหรับชิพ Southbridge ที่มาด้วยกันก็คือ SB950 ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ค่อยมีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมจากรุ่น SB7x0 และ SB8x0 มากนัก โดยหน้าที่หลักของชิพตัวนี้ก็คือควบคุมการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ ชิพเสียง และพอร์ต USB เป็นต้น แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่ารุ่นใหม่ก็ต้องรองรับการเชื่อมต่อ SATA 6Gb/s ตามระเบียบ พร้อมกับสามารถเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 2.0 ที่มีให้ได้มากสุดถึง 14 ช่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่รองรับ USB 3.0 ในตัว ผู้ผลิตเมนบอร์ดจึงต้องพึ่งชิพจากค่ายอื่นแทนครับ

สรุป

เป้าหมายของ AMD คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมให้มากขึ้นราว 10-15% ทุกปี
เป้าหมายของ AMD คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมให้มากขึ้นราว 10-15% ทุกปี

การกลับมาทวงบัลลังก์ในครั้งนี้ของ AMD นับว่าต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากคู่แข่งที่มีโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงออกมาตีตลาดอยู่เป็นระยะ ปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่นับวันผู้คนจะหันไปใช้งานอุปกรณ์พกพามากขึ้น รวมทั้งการแย่งตลาดโดยผลิตภัณฑ์อื่นของตัวเอง อาทิ เอพียูที่มีราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานทั่วไป

นี่จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า ชิพ Piledriver นี้เหมาะกับใคร? แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นแฟนบอย AMD ที่ให้ตายก็ไม่มีวันหนีไปใช้อีกค่าย ผู้ที่ใช้ชิพ Bulldozer อยู่แล้วและมีเงินเหลืออยากอัปเดตเป็นรุ่นใหม่ และแน่นอนเกมเมอร์ที่มีงบประมาณปานกลางแต่อยากได้ชิพประสิทธิภาพสูง มีหลายแกนประมวลผล และมี GHz สูงๆ น่ายินดีที่การทดสอบเบื้องต้นพบว่าเจ้า Piledriver นี้มีประสิทธิภาพสูงกว่า Bulldozer ราว 15% และจะยิ่งอาละวาดหนักขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับโปรเซสเซอร์หลายแกนประมวลผล เพราะฉะนั้นใครที่อยู่ในกลุ่มที่ว่าชิพ FX รุ่นสองคืออาวุธคู่กายของท่านครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s