สูงสุดสู่สามัญ : Flash ซอฟท์แวร์ที่ไม่มีวันตาย!?

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 168 ประจำเดือนธันวาคม 2555

เมื่อถามถึงซอฟท์แวร์ประเภทปลั๊กอินที่ต้องมีไว้ประจำคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องนั้น เชื่อว่าหนึ่งในรายชื่อที่จะต้องติดโผก็คือ Adobe Flash Player เพราะแน่นอนว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคงไม่มีซอฟท์แวร์ตัวใดที่ได้รับความนิยมในการสร้างสื่อมัลติมีเดียบนเว็บไซต์ได้มากเท่านี้  ไม่ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ เพลง หรือเกม ทำให้โลกออนไลน์จากเดิมที่ดูแห้งแล้ง เต็มไปด้วยตัวอักษรกับภาพนิ่ง กลายมาเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสื่ออินเตอร์แอคทีฟที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้อย่างมีสีสันและมีชั้นเชิงอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ด้วยปรากฏการณ์ที่กล่าวไป จึงทำให้ข่าวประกาศยุติการให้ดาวน์โหลดปลั๊กอิน Adobe Flash Player บนอุปกรณ์พกพาเมื่อช่วงปีที่ผ่านมากลายเป็นข่าวใหญ่และชวนให้ตระหนักถึงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกไอที แน่นอนว่า Adobe คงต้องคิดหนักและการตัดสินใจในครั้งนี้คงไม่ได้มาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่หากเกิดมาจากบริบทของเหตุการณ์หลายอย่างในรอบหลายปีที่ผ่านมา ฉะนั้นการมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นก่อนน่าจะช่วยให้เราทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็น

สู่จุดสูงสุด

Flash เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนสื่อมัลติมีเดียซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก FutureSplash Animator ที่วางจำหน่ายเมื่อ ค.ศ. 1995 อย่างที่กล่าวไป ภาษา HTML ที่ไว้ใช้สำหรับเขียนเว็บไซต์ในช่วงเวลานั้นไม่สามารถรองรับเนื้อหาในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟได้ดีพอ จึงทำให้เว็บไซต์ส่วนใหญ่แสดงผลได้แต่ภาพนิ่งกับตัวอักษร ต่อมาใน ค.ศ. 1996 บริษัท Macromedia ได้เข้าซื้อซอฟท์แวร์ดังกล่าวและรวมคำ Future กับ Splash เข้าด้วยกันกลายเป็น Flash ที่เรารู้จักกันดี

การมาถึงของ Flash ได้ทำให้โลกออนไลน์เปลี่ยนไป ความสามารถในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่หลากหลายและการพัฒนาคุณสมบัติอย่างต่อเนื่องทำให้ซอฟแวร์ตัวนี้ได้รับความนิยมอันรวดเร็ว ต่อมาไม่นานในเวอร์ชัน 5 Flash ได้รับการเพิ่มคุณสมบัติรองรับภาษาสคริปต์ที่เรียกว่า ActionScript  ที่ทำให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมให้ผู้ใช้สั่งการควบคุมอินเทอร์เฟสแบบอินเทอร์แอคทีฟได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ contact form และระบบ navigation บนหน้าจอ

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษเราจึงได้เห็น “คลื่นลูกใหม่” ของเว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยสีสันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นักออกแบบสามารถปลดปล่อยจินตนาการไม่รู้จบไปกับการรังสรรค์ภาพเคลื่อนไหวให้มีลูกเล่นแปลกตา นักการตลาดออนไลน์สามารถคิดค้นแบนเนอร์สีสันสวยสดมาประชันกันบนเว็บไซต์ยอดนิยมดึงดูดยอดคลิ้ก โปรแกรมเมอร์สามารถสร้างเกมบนเว็บที่เล่นง่ายแต่สามารถขโมยเวลาทำงานของหนุ่มสาวออฟฟิศมามากต่อมาก ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ได้มีผลสำรวจโดย Media Metrix ที่แสดงให้เห็นว่า 7 ใน 10 ของเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกามีการใช้ Flash เป็นส่วนประกอบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดูเหมือนว่าคงไม่มีอะไรจะมาหยุดความยิ่งใหญ่ของ Flash ไว้ได้อีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น การถือกำเนิดของ Youtube ใน ค.ศ. 2005 ก็ได้ทำให้ผู้คนเห็นศักยภาพของ Flash อย่างเด่นชัดมากขึ้น เพราะวิดีโอที่อัปโหลดขึ้นไปจะได้รับการแปลงเป็นไฟล์ FLV ที่สามารถเล่นผ่านปลั๊กอิน Flash Player ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะสะดวกและเป็นการรับประกันว่าสามารถรับชมได้ทุกแล้ว ยังเป็นการป้องกันเนื้อหาจากการดาวน์โหลดโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย จึงทำให้เว็บไซต์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันต่างใช้ Flash เป็นส่วนประกอบแทบจะทั้งสิ้น

1

ที่สำคัญคือในปีเดียวกัน Adobe ได้เข้าซื้อกิจการ Macromedia และแบรนด์สินค้าในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น Flash, Dreamweaver และ Fireworks จึงทำให้ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่า Adobe เป็นผู้คุมซอฟแวร์ประเภทการสร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์แทบทั้งหมด แน่นอน Flash ภายใต้ร่มเงาของ Adobe นั้นยังคงเติบโตไปไม่หยุด คุณสมบัติและลูกเล่นต่างๆ ได้รับการเพิ่มเติมเข้าไปมากจนทำให้การสร้างเว็บไซต์ทั้งเว็บจาก Flash และ ActionScript เป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินจริง อีกทั้งนักพัฒนาและนักออกแบบยังสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น เพราะคอนเทนต์ที่สร้างจากโปรแกรมหนึ่งสามารถนำเข้าไปยังอีกโปรแกรมหนึ่งของชุด Creative Suite ได้เพียงลากแล้ววาง ยกตัวอย่างเช่น เราอาจออกแบบกราฟิกเวกเตอร์บน Illustrator หรือตัดต่อภาพถ่ายบน Photoshop แล้วย้ายไฟล์มาวางบน Flash ได้ทันที

สู่จุดเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าจะมีคุณสมบัติต่างๆ มากมาย แต่ก็ใช่ว่า Flash จะเป็นคำตอบสุดท้ายของการสร้างสรรค์เนื้อหาบนเว็บไซต์ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันปริมาณเว็บไซต์ได้เพิ่มขึ้นมากพอๆ กับยอดผู้ใช้งาน เมื่อมีเว็บไซต์มากขึ้นก็แน่นอนว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นก็ย่อมต้องได้รับความนิยมไปด้วย จุดเปลี่ยนคือแทนที่จะสร้างเว็บไซต์ให้มีรูปร่างสะดุดตาก็เปลี่ยนมาสร้างในรูปแบบที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับเสิร์ชเอ็นจิ้นมากขึ้น เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการเน้นลูกเล่นหวือหวา แต่โหลดช้าและ ไม่อยู่ในสายตาของ Google

นอกจากเหตุจำเป็นดังกล่าว ภูมิทัศน์ของโลกไอทีในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ เช่นกัน โดยต้องทำความเข้าใจว่าในช่วงยุค 90s ที่ Flash ได้ถือกำเนิดขึ้นนั้นแพลตฟอร์มของคอมพิวเตอร์ในกลุ่มผู้บริโภคยังไม่มีความหลากหลายเท่าในปัจจุบัน โดยอาจกล่าวได้ว่ามีเพียงพีซีซึ่งใช้ Windows เท่านั้นที่อยู่ในสายตาของคนทั่วไป เพราะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนแบบที่เราเห็นๆ กันในปัจจุบันยังไม่ถือกำเนิดขึ้น การที่มีเพียงแพลตฟอร์มเดียวนั้นได้ทำให้การพัฒนา Flash เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและแทบจะไร้ซึ่งข้อจำกัดใดๆ ที่เกิดมาจากฮาร์ดแวร์

HTML5 3D Wallpaper by Rafael Otake

แต่ว่าการเติบโตขึ้นของตลาดอุปกรณ์พกพาได้มอบความท้าทายใหม่ให้กับ Flash เป็นอย่างมาก เพราะแน่นอนว่าฮาร์ดแวร์ที่ใช้ต่างมีข้อจำกัดซึ่ง Flash ไม่ได้รับการออกแบบให้รองรับมาตั้งแต่ต้น ทำให้การเล่นไฟล์ Flash บนอุปกรณ์ดังกล่าวในระยะเริ่มแรกอุดมไปด้วยปัญหา ทั้งความล่าช้า ระบบล่ม มีข้อผิดพลาดสูง ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และที่สำคัญคือใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มาก Steve Jobs อดีตซีอีโอ Apple ผู้ล่วงลับได้เคยอภิปรายปัญหานี้ไว้ว่า “Flash ถูกสร้างขึ้นในยุคของพีซี สำหรับใช้งานร่วมกับพีซีและเมาส์ แต่ยุคโมบายที่เรากำลังอาศัยอยู่นั้นเกี่ยวเนื่องกับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำ อินเทอร์เฟสระบบสัมผัส และมาตรฐานการพัฒนาเว็บไซต์เสรี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอาณาบริเวณที่ Flash เข้าไปไม่ถึง” นี่เองเป็นสาเหตุหลักที่อุปกรณ์พกพาทั้งหมดของ Apple ไม่รองรับ Flash มาตั้งแต่ต้นและหันไปสนับสนุนมาตรฐานใหม่ๆ อย่าง HTML5 แทน

อนาคตของสื่อมัลติมีเดียออนไลน์

แม้ว่าจะยุติการสนับสนุน Flash บนอุปกรณ์พกพาอย่างเป็นทางการ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Flash จะล้มหายตายจากไปในทันที เพราะในวันเดียวกัน Adobe กล่าวว่าจะยังสนับสนุนการพัฒนา Flash บนเดสก์ท้อปต่อไปโดยจะเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการเล่นเกม ไฟล์วิดีโอแบบพรีเมียม และการแสดงผลสามมิติ นอกจากนั้น HTML5 เองก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความท้าทาย เพราะเนื่องจากตัวมันเองนั้นไม่ใช่แพลตฟอร์มโดดๆ แต่ประกอบไปด้วยมาตรฐานย่อยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน การพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวจึงมีความซับซ้อนมากกว่า อีกทั้งเบราว์เซอร์แต่ละตัวก็รองรับคุณสมบัติบน HTML5 ได้มากน้อยต่างกันไป จึงทำให้ประสบการณ์เสพคอนเทนต์อาจไม่ราบรื่นเท่า

3

อย่างไรก็ดี IDC ได้ทำนายไว้ว่า กว่าร้อยละ  90 ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทั่วโลกใน ค.ศ. 2013 จะมีเบราว์เซอร์ที่รองรับการแสดงผลโดยใช้ HTML5 เพราะฉะนั้นในระยะยาวแล้วเราก็คงหลีกหนีไปไม่พ้น แต่การผลัดใบในครั้งนี้คงไม่ส่งผลกระทบกับ Adobe มากเท่าที่หลายฝ่ายกังวล เพราะตามปรกติทางบริษัทก็ไม่มีรายได้จากวิดีโอหรือเกมที่ใช้ Flash ในการพัฒนาอยู่แล้ว แต่หากมาจากการขายซอฟท์แวร์และโซลูชันที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งการหันมาสนับสนุน HTML5 อย่างเต็มตัวก็ยังเปิดโอกาสให้ตนเองก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเครื่องมือสำหรับมาตรฐานดังกล่าว

และนั่นก็หมายความว่าผู้บริโภคอาจได้เห็นมาตรฐานใหม่นี้มีความสามารถทัดเทียม Flash เร็วยิ่งขึ้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s