Geforce Experience : ประสบการณ์เกมมิ่งเหนือเมฆ!

head

เป็นที่ยอมรับกันว่าข้อดีของแพลตฟอร์มพีซีก็คือฮาร์ดแวร์ที่มีให้ซื้อหากันอย่างหลากหลาย ตั้งแต่สุดยอดชุดเดสก์ท้อประดับพระกาฬราคาเหยียบแสนไปจนถึงอัลตราบุ๊คสุดบางเบา เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกมคอมพิวเตอร์มักมีตัวเลือกสำหรับปรับแต่งคุณภาพกราฟิกมากมายและเต็มไปด้วยศัพท์แสงชวนปวดหัว อาทิ texture quality, shader quality, ambient occlusion, AA, AF ฯลฯ ทำให้หลายครั้งแทนที่เราจะสนุกไปกับเกมเมื่อทำการติดตั้งเสร็จเหมือนเครื่องคอนโซล เรากลับต้องมานั่งลองผิดลองถูกปรับแต่งค่ากราฟิกโน่นนี่นั่น ศึกษาสารพันไกด์ หรือถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้นบนเว็บบอร์ดเพื่อให้ได้ภาพในเกมที่สวยงามสมกับที่ได้เสียเงินซื้อการ์ดจอราคาแพง

NVIDIA ต้องการลดความยุ่งยากดังกล่าวด้วย Geforce Experience แอปพลิเคชันสำหรับพีซีที่จะเชื่อมต่อกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อทดสอบสารพัดฮาร์ดแวร์ที่วางขายในท้องตลาดในการหาค่ากราฟิกที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละเกม ผู้ใช้เพียงดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งแล้วระบบจะสแกนหาเกมภายในเครื่องที่รองรับพร้อมกับดาวน์โหลดการตั้งค่ากราฟิกที่เหมาะสมจากเซิร์ฟเวอร์ให้โดยอัตโนมัติ

นอกจากคุณสมบัติปรับแต่งค่ากราฟิกแล้ว Geforce Experience ยังมาพร้อมกับความสามารถในการดาวน์โหลดไดรเวอร์ใหม่ล่าสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าการ์ดกราฟิกของเราจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเกมใหม่อยู่ตลอดเวลา แทนที่เราจะต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบจากเว็บไซต์ของผู้ผลิต แอปตัวนี้จะดาวน์โหลดไดรเวอร์ใหม่เองโดยอัตโนมัติและเมื่อการดาวน์โหลดเสร็จสิ้นระบบก็จะแจ้งเตือนให้เราติดตั้งด้วยตัวเอง

มารู้จักหน้าค่าตากันหน่อย!

อินเทอร์เฟสของ Geforce Experience จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักด้วยกัน ฝั่งซ้ายมือจะทำหน้าที่แสดงรายชื่อเกมภายในเครื่องของเราที่แอปรองรับ ส่วนฝั่งขวาที่มีขนาดใหญ่กว่าจะแสดงรายละเอียดการตั้งค่ากราฟิกภายในเกม ณ ขณะนั้นเทียบกับเมื่อได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับเครื่องของเราแล้ว (optimal) หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับศัพท์แสงทางกราฟิกตัวใดก็เพียงแต่เลื่อนเมาส์ไปวางไว้เหนือศัพท์คำนั้นแล้วระบบก็จะแสดงสกรีนช็อตพร้อมคำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับค่ากราฟิกที่ต้องการทราบพร้อมกับผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อปรับแต่ง ทำให้หากเรายังไม่พอใจกับคุณภาพที่ได้ก็ยังสามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ต่อไป แต่หากพอใจแล้วก็กดปุ่ม optimize แล้วเปิดเกมเล่นจากภายในแอปได้ทันที

หน้าตาของ Geforce Experience ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา
หน้าตาของ Geforce Experience ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา

ตัวอย่างภาพที่ยกมานั้นมาจากเกม Call of Duty : Modern Warfare 3 ที่เล่นโดยใช้การ์ดกราฟิก Geforce GTX 660 Ti จะเห็นได้ว่าคุณภาพของภาพที่ได้รับจากการตั้งค่าเริ่มต้นนั้นไม่มีความสวยงามเอาซะเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดพื้นผิว ความละเอียดหน้าจอ หรือความงามของแสงและเงานั้นได้รับการตั้งค่าไปที่ระดับต่ำหมด แต่เมื่อปรับแต่งโดยใช้ Geforce Experience แล้วภาพกราฟิกมีความสวยงามขึ้น พื้นผิวเต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความชัดเจนมากกว่า แสงเงาที่ตกกระทับวัตถุภายในเกมมีความงดงามสมจริงไม่เสียฟอร์มสุดยอดเกมแห่งปี และแน่นอนครับว่าค่าเฟรมเรทที่ได้ก็มีความไหลลื่น เข้าทำนองสวยทั้งรูปจูบก็ยังหอม

ภาพจากเกม Call of Duty : Modern Warfare 3 โดยฝั่งซ้ายคือภาพที่ได้จากการตั้งค่าเริ่มต้น ส่วนภาพขวาคือที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมาก
ภาพจากเกม Call of Duty : Modern Warfare 3 โดยฝั่งซ้ายคือภาพที่ได้จากการตั้งค่าเริ่มต้น ส่วนภาพขวาคือที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมาก

แล้วมันทำงานอย่างไร?

ขั้นตอนการทำงานของ Geforce Experience ที่แบ่งเป็น 6 ระดับ
ขั้นตอนการทำงานของ Geforce Experience ที่แบ่งเป็น 6 ระดับ

สิ่งที่น่าทึ่งเสียยิ่งกว่าความสามารถของ Geforce Experience ก็คือ แทนที่จะใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เก็บรวบรวมข้อมูลฮาร์ดแวร์ของนักเล่นเกมทั่วทุกมุมโลกเพื่อหาว่าคนส่วนใหญ่เขาปรับแต่งค่ากราฟิกกันแบบไหนแล้วใช้เป็นฐานข้อมูล เบื้องหลังการทำงานของแอปตัวนี้กลับประกอบไปด้วยแรงงานคนส่วนหนึ่งและระบบส่วนหนึ่ง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 6 ขั้นตอนหลักด้วยกันคือ

1. นักเล่นเกมมืออาชีพจะเล่นเกมผ่านส่วนที่สำคัญๆ ของแต่ละเกม ทั้งภายในอาคาร นอกอาคาร และแบบมัลติเพลเยอร์ เพื่อทดสอบว่าการตั้งค่าที่แตกต่างออกไปนั้นจะส่งผลคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทที่ได้รับในแต่ละฉากแต่ละตอนอย่างไร

2. เมื่อเล่นเกมเรียบร้อยแล้ว เกมเมอร์มืออาชีพเหล่านั้นก็จะมานั่งถกกันว่าบริเวณใดภายในเกมบ้างที่จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับทดสอบประสิทธิภาพเพื่อหาการตั้งค่าที่เหมาะสม

3. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำหนดค่าเฟรมเรทที่เหมาะสมซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเกม เพราะเกมที่มีฉากแอคชั่นอันรวดเร็วย่อมต้องการเฟรทเรทที่สูงกว่าเพื่อเกมการเล่นอันไหลลื่น ขณะที่เกมไม่เน้นแอคชั่นมากนักก็อาจปล่อยให้เฟรมเรทต่ำลงมาบ้างเพื่อภาพที่สวยงาม แต่โดยทั่วไปแล้วจะต้องอยู่ระหว่าง 40-60 FPS และค่าต่ำสุดที่ยอมรับได้คือ 25 FPS

4. ขั้นตอนนี้นับว่ามีความยุ่งยากมากที่สุด เพราะเป็นขั้นที่จะต้องมานั่งไล่ดูว่าตัวเลือกการปรับแต่งกราฟิกอะไร (เช่น shader, texture) และที่ระดับใด (high, medium, low) จะส่งผลต่อคุณภาพของภาพและเฟรมเรทขณะเล่นมากน้อยเพียงใดบ้าง ลองคิดดูว่าจะต้องเล่นเกมเป็นกี่สิบรอบเพื่อทดสอบความน่าจะเป็นทั้งหมด เหนื่อยแทนจริงๆ ครับ

5. ขั้นตอนนี้จะเริ่มนำระบบมาช่วยทำงานแล้ว ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ทดสอบเกมด้วยการทยอยเปิดใช้งานค่ากราฟิกต่างๆ จนถึงค่า FPS ที่กำหนดไว้ โดยค่าที่ส่งผลต่อคุณภาพกราฟิกมากที่สุดแต่กินแรงเครื่องน้อยที่สุด อาทิ คุณภาพพื้นผิว จะถูกเปิดใช้งานหรือตั้งค่าสูงๆ ไว้ก่อน ขณะที่ตัวเลือกซึ่งส่งผลต่อคุณภาพกราฟิกไม่มากแต่กินกำลังเครื่องสูง อาทิ ฟังชันการลบรอยหยักจะถูกเปิดใช้งานหลังสุด

6. ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทดสอบเกมบนสารพันฮาร์ดแวร์โดยเน้นไปที่ ชิพกราฟิก โปรเซสเซอร์ และความละเอียดของมอนิเตอร์ที่ต่างกันออกไป แล้วเก็บข้อมูลที่ได้ไว้บน NVIDIA Cloud เมื่อเปิดใช้งาน Geforce Experience ระบบก็จะไปดาวน์โหลดข้อมูลการตั้งค่ามาใช้กับเครื่องของเราครับ

แล้วเมื่อไรจะได้ใช้กัน?

น่าเสียดายว่าขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ Geforce Experience ยังอยู่ในช่วง closed beta ซึ่งจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมทดสอบไว้เพียง 10,000 รายทั่วโลก แต่อย่างน้อย NVIDIA ก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะเปิด open beta ในเร็วๆ นี้ (ไม่แน่ขณะที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็อาจได้ลองใช้กันไปแล้ว) แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในขั้นทดลอง ฟังชันการใช้งานต่างๆ ย่อมมีข้อจำกัดและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อาทิ รองรับเกมเพียงราว 30 เกม สามารถใช้งานร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ชิพ Kepler และ Fermi เท่านั้น ไม่สามารถทำงานร่วมกับชิพของ AMD ได้ (ก็แหงล่ะ!) รวมทั้งมีรายงานว่ายังไม่รองรับเกมที่ติดตั้งบน Steam ทำให้ล่มทันทีที่พยายามเปิดขึ้นมา อีกทั้งจากการทดสอบก็พบว่าตัวแอปรับประทานแรมขณะทำงานถึง 200MB แถมยังไม่ยอมปิดตัวเองขณะที่เรากำลังเล่นเกมอยู่อีกต่างหาก ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปแบบฟรีๆ

แน่นอนว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะมาตัดสินความสามารถของ Geforce Experience ในตอนนี้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่ยังมาไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นความช้าเร็วของการรองรับเกมใหม่ที่ออกมาอยู่เรื่อยๆ การทดสอบกับสารพันฮาร์ดแวร์พีซีที่ออกมาใหม่แทบทุกไตรมาส รวมทั้งเสียงตอบรับจากเกมเมอร์ที่อาจมีนิยามของคำว่า “ภาพสวย” ซึ่งต่างกันออกไป บางคนอาจชอบพื้นผิวที่มีรายละเอียดสวยงาม แต่บางคนอาจพอใจที่ขอบของวัตถุมีความเรียบเนียนไร้รอยหยักมากกว่า การที่ NVIDIA เป็นผู้ตัดสินความสวยเสียเองอาจทำให้ Geforce Experience ไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคบางกลุ่มได้

แต่อย่างไรเสีย Geforce Experience ก็นับว่าเป็นความพยายามอันน่าติดตามสำหรับหมู่เฮาพีซีเกมเมอร์ที่วาดฝันว่าจะมีประสบการณ์เล่นเกมแบบทันทีเหมือนเครื่องคอนโซลที่ไม่ต้องมาพะวงกับการปรับแต่งค่าต่างๆ ให้วุ่นวาย NVDIA ตั้งความหวังไว้กับประสบการณ์แบบ Geforce นี้ว่าจะต้องสามารถมอบ “ประสิทธิภาพของพีซีในรูปแบบที่ง่ายเหมือนกับเครื่องคอนโซล” และสุดท้ายก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นบริการลักษณะนี้จาก AMD เช่นกันครับ

4

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s