จับตาเทรนด์เทคโนโลยีสุดฮอต 2013

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 169 ประจำเดือนมกราคม 2556

ปี 2012 ที่เพิ่งจะผ่านไปนับว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าสนใจสำหรับวงการไอที เพราะเป็นอีกปีหนึ่งที่เราได้เห็นนวัตกรรมเปิดตัวขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ Surface จาก Microsoft  iPad Mini ซึ่งออกมาตามคาด สมาร์ทโฟนระดับท็อปประสิทธิภาพสูงที่เปิดตัวไม่เว้นแต่ละเดือน รวมทั้งคอมพิวเตอร์ไฮบริดที่รวมความสามารถของโน๊ตบุ๊กกับแท็บเล็ตเข้าด้วยกันอันเป็นผลมาจากระบบปฏิบัติการ Windows 8 ซึ่งมาพร้อมกับอินเทอร์เฟสทั้งแบบที่ใช้งานร่วมกับระบบสัมผัสและเมาส์กับคีย์บอร์ด แน่นอนว่าสุดยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนสร้างความตื่นเต้น (รวมทั้งความสับสน) ให้กับเราเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าสิ่งที่กำลังจะตามมาในปี 2013 อาจทำให้สิ่งที่เราเคยรู้จักในวันนี้กลายเป็นของล้าสมัยไปเลยก็ได้

เหนือกว่าระบบสัมผัส : เทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะและสั่งการโดยใช้ท่าทาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีระบบสัมผัสได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกเทคโนโลยีไปตลอดกาล แม้ว่าอินเทอร์เฟสเมาส์กับคีย์บอร์ดจะมีความสะดวกในการใช้งานเพียงใดแต่ก็ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ในขั้นเริ่มต้น จึงทำให้กลุ่มผู้ใช้งานยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นกับวัยทำงานเป็นหลัก แต่การเข้ามาของระบบสัมผัสได้ขยายกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ออกไปยังเด็กเล็กกับผู้สูงอายุ เนื่องด้วยการคุณลักษณะการใช้งานที่ง่ายและส่วนใหญ่เป็นไปตามสัญชาติญาณโดยแทบไม่ต้องอาศัยการฝึกฝน

หากมองย้อนกลับไปก็จะพบว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนไปตามรูปลักษณ์ที่นับวันจะเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น เริ่มจากเครื่องเมนเฟรมขนาดใหญ่คับห้อง จากนั้นก็ย่อส่วนลงมาเป็นเดสก์ท้อปพร้อมเมาส์กับคีย์บอร์ดให้เรานั่งจิ้ม ต่อมาก็ลดขนาดลงมาเป็นโน้ตบุ๊กที่สมัยนี้เบามากซะจนนึกว่าเป็นสมุดโน้ตจริงๆ มาจนกระทั่งปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์มีขนาดเพียงฝ่ามือแต่กลับทำอะไรได้มากกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าห้องนั่งเล่นเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนมากนัก

เมื่อแนวโน้มเป็นเช่นนี้จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจหากพบว่า “แว่นตา” อาจเป็นคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต ที่ผ่านมาเทรนด์ดังกล่าวได้รับการพูดถึงกันมากหลังจากที่ Google เปิดตัว Project Glass โครงการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะที่สามารถแสดงเนื้อหาผ่านทาง head-mounted display (HMD) ในลักษณะเดียวกับสมาร์ทโฟน และสามารถสั่งการด้วยเสียงกับภาษาธรรมชาติ (natural language) อื่นของมนุษย์ แน่นอนว่าเมื่อดูจากคอนเซปต์ย่อมน่าสนใจ แต่ Project Glass ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมากโดยเฉพาะในแง่ของการแสดงผลที่ยังไม่ทราบแน่ขัดว่าจะสามารถทำได้ดีขนาดไหน อีกทั้งระยะเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที เพราะรายงานล่าสุดระบุว่า Google มีแผนขายแว่นตาไฮเทคนี้ให้กับผู้พัฒนาที่สนใจก่อนในช่วงต้นปี ขณะที่ผู้ใช้อย่างเราอาจต้องรอจนถึงปลายปีหรือต้นปีหน้าอาจได้ใช้กัน

Google Project Glass
Google Project Glass

นอกจาก Google แล้วก็ยังมีบริษัทอื่นที่กำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ที่ผ่านมาได้มีภาพที่ใช้ประกอบการจดสิทธิบัตรรายการหนึ่งของ Microsoft หลุดออกมา ซึ่งได้เผยให้เห็นคอนเซปต์แว่นตาไฮเทคคล้ายกับของ Google แต่หากว่ามีการนำเทคโนโลยี Augmented Reality มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยตัวแว่นสามารถแสดงข้อมูลนักกีฬาที่กำลังวิ่งอยู่บนสนามหรือนักร้องที่กำลังแสดงบนเวทีซ้อนกับภาพที่เรากำลังเห็นจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ขณะนี้เรายังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมใดที่ระบุถึงรายละเอียดเทคนิคเชิงลึกหรือวันวางจำหน่าย ก็คงได้แต่คาดเดาว่าทางบริษัทคงกำลังแอบซุ่มพัฒนาอย่างลับๆ

เมื่อมีอุปกรณ์ใหม่ก็ย่อมต้องมีวิธีการปฏิสัมพันธ์ใหม่ แนวโน้มอินเทอร์เฟสที่น่าจับตาในปีหน้านั่นคือการใช้ “ท่าทาง” เพื่อใช้คำสั่งแทนที่มือสัมผัสบนหน้าจอ จะว่าไปเทคโนโลยีนี้ก็นับว่าไม่ใช่ของใหม่นักเพราะได้เริ่มมีใช้มาระยะหนึ่งแล้วในเครื่องเล่นเกมกับสมาร์ททีวีบางรุ่น แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนไม่มากและยังไม่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำพอที่จะใช้แทนการควบคุมแบบเดิมได้ แต่ได้มีรายงานว่า Microsoft กำลังพัฒนาอินเทอร์เฟส “Digits” อุปกรณ์สวมข้อมือที่ภายในบรรจุเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว แหล่งกำเนิดแสงอินฟราเรด และกล้อง โดยเจ้า Digits นี้จะสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของแขนและนิ้วด้วยความแม่นยำที่สูงมากจนสามารถใช้สั่งการบนหน้าจอและเล่นเกมที่มีความซับซ้อน จึงน่าติดตามว่าในอนาคตเราอาจสามารถใช้อินเทอร์เฟสนี้แทนระบบสัมผัสในอีกไม่นาน

Digits โครงการทดลองของ Microsoft ที่จะช่วยให้การสั่งการด้วยมือมีประสิทธิภาพขึ้น
Digits โครงการทดลองของ Microsoft ที่จะช่วยให้การสั่งการด้วยมือมีประสิทธิภาพขึ้น

อุปกรณ์พกพา สมรภูมิที่ไม่มีวันจบสิ้น!?

เป็นที่คาดการณ์กันว่า ปี 2013 ก็จะยังคงเป็นปีที่ดุเดือดของอุปกรณ์พกพาทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัวของ Microsoft ด้วยแท็บเล็ต Surface ในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าทางบริษัทตระหนักดีว่าอดีตอันรุ่งโรจน์ของพีซีที่ติดตั้ง Windows กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด ยอดขายพีซีทั่วโลกหากไม่ลดลงก็กลายเป็นเส้นตรง สอดคล้องกับคำนายของ Gartner ที่ระบุว่าในปี 2013 สมาร์ทโฟนจะแซงหน้าพีซีในฐานะที่เป็นอุปกรณ์ซึ่งได้รับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุด และภายในปี 2015 โทรศัพท์มือถือกว่า 80% จะเป็นสมาร์ทโฟน ขณะที่แท็บเล็ตจะกินส่วนแบ่งตลาดยอดขายโน้ตบุ๊กกว่า 50% โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเข้ามาของแท็บเล็ตขนาดเล็กราคาประหยัดที่ทำให้ใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้

ด้านระบบปฏิบัติการนั้น Gartner ก็ได้ทำนายไว้เช่นกันว่า Android จะครองส่วนแบ่งผู้ใช้เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสมาร์ทโฟนจากจีนที่มีฐานผู้ใช้มาก รองลงมาก็เป็น iOS ส่วนอันดับสามก็มีแนวโน้มว่าจะเป็น Windows Phone ที่อาจสามารถดึงลูกค้ากลุ่มองค์กรซึ่งเป็นพันธมิตรกับระบบปฏิบัติการนี้มายาวนาน ส่วน BlackBerry นั้นก็อาจรั้งท้ายเป็นอันดับสี่ แต่ก็คงต้องจับตาดูต่อไปเมื่อระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในปีนี้

อย่างไรก็ตามยอดขายที่มากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่ายอดใช้งานจริงจะต้องมากกว่าเสมอไป รายงานเมื่อไม่นานมานี้จาก NerMarketShare ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าสัดส่วนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จากอุปกรณ์พกพานั้นมาจาก iOS ถึง 60% ขณะที่มาจาก Android เพียง 20% เท่านั้น ขณะที่ข้อมูลจาก IBM ระบุว่าในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าและ Black Friday ที่ผ่านมานั้น สัดส่วนผู้ใช้อุปกรณ์ iOS เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์คิดเป็น 18% ขณะที่ Android อยู่ที่ 5.5% เท่านั้น! ตัวเลขที่ต่างกันมากขนาดนี้ทำให้ไม่เป็นที่ประหลาดใจนักหากว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์ม iOS มากกว่า เราจึงได้เห็นแอปใหม่ๆ ถูกปล่อยบนแพลตฟอร์มนี้ก่อนที่จะขยับขยายไปลงแพลตฟอร์มอื่น

ข้อมูลจาก IBM ระบุว่าอุปกรณ์ iOS ยังครองส่วนแบ่งผู้ใช้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า Android
ข้อมูลจาก IBM ระบุว่าอุปกรณ์ iOS ยังครองส่วนแบ่งผู้ใช้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า Android

เมื่อเอ่ยถึงแอปพลิเคชัน ศึกต่อไปที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ HTML5 กับ Native Apps ซึ่งในกรณีนี้ Gartner ได้ทำนายว่าในปี 2013 เราจะได้เห็นแอปพลิเคชันบนเว็บที่ใช้มาตรฐานใหม่ดังกล่าวมากขึ้น และในระยะยาวแล้ว HTML5 จะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Native Apps จะตายในชั่วข้ามคืน เพราะหากพูดถึงคุณภาพและความหลากหลาย Native Apps ก็ยังมีศักยภาพในด้านนั้นมากกว่า อีกทั้งยังง่ายกว่าในการทำเงินเนื่องจากสามารถปรับให้เข้ากับฟังชันซื้อสินค้าด้วยการคลิ้กเพียงปุ่มเดียว (one-click purchase) ที่มักมาพร้อมกับระบบได้เลย ขณะที่แอปบนเว็บนั้นมักต้องหารายได้จากโฆษณาเป็นสำคัญ

มีคำกล่าวเล่นๆ ว่า ปัจจุบันคำว่า “พีซี” (PC) หรือที่ย่อมาจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เสียแล้วในยุคที่อุปกรณ์พกพาครองเมือง แต่สมควรเปลี่ยนเป็น Personal Cloud หรือ “กลุ่มเมฆส่วนบุคคล” เสียมากกว่า เพราะ Gartner ทำนายว่าอีกไม่นานพื้นที่ออนไลน์เหล่านี้จะมาแทนพื้นที่ภายในคอมพิวเตอร์ของเรา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มต้องการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้ในทุกที่ทุกเวลา เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วขึ้น และยังลดการสิ้นเปลืองพื้นที่ภายในอุปกรณ์ด้วย  เราจึงได้เห็นผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์ร่วมมือกับผู้ให้บริการพื้นที่ส่วนบุคคลออนไลน์ในการมอบเนื้อที่ฟรี เช่น Dropbox ประกาศมอบพื้นที่ฟรีถึง 50GB ให้กับลูกค้าที่ซื้อ Samsung Galaxy Note II และ Galaxy Camera อีกทั้งบริการเหล่านี้ยังมีให้เลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Box.net, iCloud, SkyDrive และ Google Drive โดยพฤติกรรมออนโมบายดังกล่าวนี้เองที่สร้างความท้าทายให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันกับบริการออนไลน์ต่างๆ ที่ต้องสามารถมอบประสบการณ์ใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Kindle Whispersync ของ Amazon ที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างบุ๊กมาร์คหน้าหนังสือดิจิตัลที่เราอ่าน แล้วเมื่อเปิดอีกครั้งบนอุปกรณ์อื่นก็สามารถอ่านต่อจากที่ค้างไว้ได้ทันที เหล่านี้แม้ดูเป็นเพียงสิ่งยิบย่อย แต่ก็ทำให้ประสบการณ์ที่ผู้ใช้ได้รับใกล้เคียงกับที่คุ้นเคยบนสื่อสิ่งพิมพ์เข้าไปอีกขั้น

ประเด็นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในหัวข้ออุปกรณ์พกพาก็คือแนวคิด Internet of Things (IoT) เมื่อทุกๆ สิ่งเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์พกพามีความสามารถมากขึ้น มีเทคโนโลยีสำคัญหลายอย่างที่ได้รับการพัฒนาให้สิ่งของธรรมดาสามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้ โดย Gartner ได้ยกตัวอย่างเช่น เซ็นเซอร์แบบฝังตัว (embedded sensor) เทคโนโลยีการรู้จำภาพ และ Near Field Communication (NFC) โดยเฉพาะรายหลังสุดที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ต่างรองรับแทบจะทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังพบกับความท้าทายตรงที่ยังไม่ได้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายเท่าที่ควร โดยเฉพาะในการนำไปใช้ชำระเงินแทนบัตรเครดิตด้วยเหตุผลหลักที่ว่า เดิมบัตรเครดิตก็เป็นสิ่งที่ใช้งานสะดวกอยู่แล้ว ทุกคนล้วนมีความคุ้นเคย จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งนี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไม Apple ถึงไม่รวมเทคโนโลยีนี้ไว้ใน iPhone 5

Ecosystem เมื่อระบบกินรวบกลับมาอีกครั้ง

4

แนวโน้มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่บริษัทไอทีชั้นนำต่างหันมาพัฒนาทั้งซอฟแวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการเสริมอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองให้มีความแข็งแกร่ง ผู้นำเทรนด์ทางด้านนี้ก็คือ Apple ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากกับแพลตฟอร์ม iOS ซึ่งสามารถดึงดูดนักพัฒนาหัวแถวให้สร้างสรรค์แอปพลิเคชันเฉพาะ ทำให้แพลตฟอร์มมีความโดดเด่น และกลายเป็นมาตรฐานของวงการไป Business Insider ได้ทำนายว่า App Store ของ Apple จะมียอดดาวน์โหลดแตะหกหมื่นล้านครั้งภายในกลางปีนี้ ขณะที่ ”เกม” ยังจัดว่าเป็นแอปที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุด โดยคิดเป็น 70% ของแอป 200 อันดับแรกที่สามารถสร้างรายได้สูงสุดของ iPhone

แน่นอนว่าความยอดเยี่ยมของ App Store ได้สร้างความคาดหวังให้กับผู้บริโภคที่มีต่อแพลตฟอร์มอื่น Gartner ขยายความว่า ผู้บริโภคปัจจุบันต้องการแอปพลิเคชันราคาประหยัด ระบบที่ง่ายต่อการใช้ และมีความปลอดภัยสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนมีอยู่พร้อมแล้วในแพลตฟอร์ม iOS แต่ก็ใช่ว่าแพลตฟอร์มอื่นจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพราะ Google เองก็เร่งพยายามทำให้ Nexus เป็นแม่แบบตัวอย่างของอุปกรณ์Android ส่วน Microsoft ก็กระโดดเข้าสู่ตลาดฮาร์ดแวร์ด้วยแท็บเล็ต Surface รวมทั้งสมาร์ทโฟนแบรนด์เดียวกันที่มีข่าวลือมากว่าจะได้รับการเปิดตัวในอีกไม่นาน และที่น่าสนใจคือ Valve ผู้พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ชั้นนำที่ประกาศบุกห้องนั่งเล่นด้วยอุปกรณ์เล่มเกมซึ่งจะออกมาเป็นคู่ต่อกรของ PlayStationและ Xbox ศูนย์รวมความบันเทิงที่ครองตลาดมานาน โดยจะพัฒนาเองนั้นซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์แล้วนำไปรวมกันกับบริการออนไลน์ Steam ทำให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิงภายในบ้านอย่างครบวงจร

กล่าวในภาพรวมแล้ว เทรนด์ที่น่าสนใจในปีนี้ก็มีทั้งที่ของใหม่อย่างสิ้นเชิง เช่น แว่นไฮเทค และที่เป็นแนวโน้มเดิมแต่ทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับว่าเราอาจได้เห็นนวัตกรรมอื่นนอกจากนี้ได้รับการเปิดตัว ซึ่งความเซอร์ไพรส์แบบนี้แหละครับที่เป็นหนึ่งในเสน่ห์ของวงการไอทีมานานแสนนาน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s