ผ่าความแรง 3DMark ใหม่ล่าสุด

head

คงจะไม่เกินจริงไปนักหากจะกล่าวว่าโปรแกรม 3DMark คือซอฟท์แวร์วัดประสิทธิภาพการ์ดกราฟิกที่ได้รับความนิยมที่สุดเท่าที่เกมเมอร์เคยรู้จัก เพราะไม่ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือนิตยสารคอมพิวเตอร์เล่มใดก็จะพบว่ามีการอ้างอิงผลการทดสอบประสิทธิภาพกับซอฟแวร์ตัวนี้แทบทั้งสิ้น (Future Gamer ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยนะจ้ะ) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Futuremark Corporation ซึ่งเป็นผู้พัฒนานั้นได้ปรับปรุงโปรแกรมให้มีความทันสมัยเข้ากันได้เทคโนโลยีกราฟิกที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการทดสอบคุณสมบัติอื่นของระบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเล่นเกม อาทิ โปรเซสเซอร์และฟิสิกส์ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานกราฟิกภายในวงการเกมให้สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ (รวมทั้งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราเปลี่ยนการ์ดกราฟิกแทบจะรายปี 555+)

และกับเวอร์ชันล่าสุดแห่ง ค.ศ. 2013 นี้ 3DMark ก็ยังคงความโหดไว้เช่นเดิม แต่นอกจากนั้นก็ยังเพิ่มความสามารถในการทดสอบกับแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่พีซีด้วย ไม่ว่าจะเป็น Windows RT, iOS และ Android เพราะปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าการเล่นเกมไม่ได้ถูกจำกัดไว้ในพีซีอีกต่อไป แต่สำหรับบทความนี้ผมจะขออิงรายละเอียดทั้งหมดที่เป็นของเวอร์ชันพีซีนะครับ (ก็นิตยสารเกมพีซีนี่เนอะ)

มีอะไรใหม่ๆ บ้าง?

นอกจากคุณสมบัติการรองรับหลายแพลตฟอร์มดังที่กล่าวไป 3DMark ก็ยังคงวางจำหน่ายเป็นหลายเวอร์ชันย่อยเช่นเดิม เริ่มจาก Basic Edition ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี โดยเวอร์ชันนี้จะรองรับคุณสมบัติการทดสอบกราฟิกพื้นฐานทั้งหมดอันประกอบไปด้วย Ice Storm, Cloud Gate และ Fire Strike รวมทั้งยังสามารถโพสต์ผลการทดสอบอวดสายตาชาวโลกในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางบัญชีผู้ใช้ที่สามารถสร้างขึ้นได้ฟรีอีกด้วย ถัดมาก็คือ Advanced Edition ซึ่งมีราคาขายที่ 25 เหรียญสหรัฐ (ราว 750 บาท) โดยเวอร์ชันนี้จะรองรับคุณสมบัติทุกอย่างที่เวอร์ชัน Basic มี แต่ในส่วนของการทดสอบกราฟิกทั้งสามฉากนั้นผู้ใช้จะสามารถรันทีละส่วนแยกกันได้ (ไม่จำเป็นต้องรันรวดเดียวหมดทั้งสามฉาก) นอกจากนั้นก็ยังปลดล็อค Extreme Mode สำหรับฉาก Fire Strike ซึ่งจะมีความโหดของคุณภาพกราฟิกมากขึ้น รองรับคุณสมบัติ auto-save ผลการทดสอบ รวมทั้งตั้งค่าให้โปรแกรมรันการทดสอบวนรอบไปเรื่อยๆ เพื่อดูความเสถียรของระบบ และสุดท้ายคือ Professional Edition สำหรับใช้ในทางธุรกิจ เพราะมีราคาขายหูฉีกถึง 995 เหรียญ (ราว 30,000 บาท) แต่ก็มีข้อดีคือผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งคุณภาพกราฟิกได้เองแทบทั้งหมด รวมทั้งยังสามารถตั้งค่าให้โปรแกรมแสดงผลการทดสอบในรูปแบบ XML ได้อีกด้วย

Ice Storm

ฉากอันสวยงามของ Ice Storm
ฉากอันสวยงามของ Ice Storm

ในฉาก Ice Storm ผู้ใช้จะพบกับฉากในโลกน้ำแข็งอันสวยงามอันประกอบไปด้วยทดสอบกราฟิกสองชุดย่อยซึ่งจะใช้วัดประสิทธิภาพของจีพียู กับการทดสอบฟิสิกส์ซึ่งจะใช้วัดประสิทธิภาพของซีพียู เนื่องจากฉากนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อทดสอบพีซีระดับผู้เริ่มต้น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊คแบบบางเบา จึงทำให้ภาพกราฟิกอาจไม่ดูโหดมากเกินไปนัก (จริงๆ แล้วผมว่ามันสวยน้อยกว่ามาตรฐานกราฟิกในเกมสมัยนี้เสียด้วยซ้ำ) ตัวฉากได้รับการเรนเดอร์โดยใช้ Direct3D 9 สำหรับพีซีที่ใช้ Windows ส่วนใน iOS กับ Android นั้นจะใช้ Open GL ES 2.0 แทน แม้ว่าจะใช้การเรนเดอร์ต่างกันแต่ Futuremark ก็ยังยืนยันว่าผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างไม่มีปัญหา

ฉาก Ice Storm ได้รับการกำหนดว่าระบบต้องมีแรมกราฟิกอย่างน้อย 128MB จึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องสบายๆ สำหรับการ์ดกราฟิกในปัจจุบัน เนื่องจากกราฟิกไม่ได้โหดมากมายดังนั้นการ์ดกราฟิกทั่วไปก็สามารถทำคะแนนในส่วนนี้ได้สูงอย่างไม่ยากเย็น

Cloud Gate 

Cloud Gate ประตูยักษ์สยบจักรวาล
Cloud Gate ประตูยักษ์สยบจักรวาล

สำหรับฉากประตูยักษ์บนก้อนเมฆนี้ก็จะมีกราฟิกโหดขึ้นมาอีกระดับ เพราะได้รับการออกแบบเพื่อทดสอบพีซีและโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพปานกลาง การทดสอบก็ยังคงประกอบไปด้วยฉากย่อยสองฉากไว้สำหรับทดสอบจีพียูและอีกหนึ่งฉากฟิสิกส์สำหรับทดสอบประสิทธิภาพซีพียู ตัวฉากใช้ Direct3D 10 ในการเรนเดอร์ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่ Windows ได้ครับ

ข้อกำหนดของฉากนี้ก็คือการ์ดกราฟิกต้องมีแรมอย่างน้อย 256MB จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้ ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการ์ดรุ่นใหม่ๆ เช่นกัน ส่วนเฟรมเรทที่จะได้รับนั้นก็ขึ้นอยู่กับความแรงของตัวชิพแล้วล่ะครับ

Fire Strike

Fire Strike ดูจากรูปร่างเฮียแกก็รู้แล้วว่าโหดขนาดไหน
Fire Strike ดูจากรูปร่างเฮียแกก็รู้แล้วว่าโหดขนาดไหน

สำหรับฉากนี้นับได้ว่าเป็นนรกของชาวพีซีเกมเมอร์จริงๆ ครับ เพราะได้รับการออกแบบไว้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์เพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ เครื่องใครแรงไม่แรงก็วัดกันได้เห็นๆ เลย ตัวฉากใช้ DirectX 11 ในการเรนเดอร์อย่างเต็มรูปแบบ จึงทำให้กราฟิกภายในฉากมีความซับซ้อนสูงมาก Futuremark ถึงกับกล่าวว่า “เป็นการทดสอบเชิงเทคนิคที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดเท่าที่ได้คิดค้นขึ้น ภายในฉากมีการแสดงผลกราฟิกแบบรีลไทม์ที่ได้รับการเรนเดอร์ด้วยความละเอียดและซับซ้อนสูงมากกว่าที่มีอยู่ในโปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพอื่นและเกมในปัจจุบัน” ด้วยความโหดระดับพระกาฬขนาดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ปัจจุบันยังคงมีแต่ Windows ที่รองรับ และต้องการแรมของการ์ดกราฟิกมากถึง 1GB

การทดสอบประกอบไปด้วยฉากย่อยทั้งหมดสี่ฉาก โดยสองฉากแรกจะเป็นการทดสอบกราฟิก ฉากที่สามเป็นการทดสอบฟิสิกส์ และฉากที่สี่เป็นการทดสอบทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจหากเฟรมเรทจะหล่นฮวบฮาบอย่างน่าตกใจ แต่อาหารตาที่ได้เห็นนั้นก็นับว่าสวยงามเป็นอย่างมากโดยเป็นฉากเอเลี่ยนสองตัวกำลังสู้กัน ก็ได้แต่หวังว่าสักวันเกมที่เราเล่นๆ กันอยู่จะทำได้ขนาดนี้ (แต่ไม่ต้องกินแรงเครื่องเท่า) นอกจากนั้นความไม่เหมือนใครของ Fire Strike ยังอยู่ที่ความละเอียดเริ่มต้นซึ่งจะอยู่ที่ 1920×1080 พิกเซล ขณะที่สองการทดสอบแรกจะอยู่ที่ 1280×720 พิกเซล อีกทั้งยังรองรับการทดสอบร่วมกับการ์ดกราฟิกหลายตัวในรูปแบบ multi-GPU โดยรองรับทั้ง CrossFireX และ SLI และถ้าหากกว่ายังไม่โหดสาแก่ใจก็ยังสามารถทดสอบในโหมด Extreme ซึ่งจะรันที่ความละเอียด 2560×1440 พิกเซล และต้องการแรมการ์ดกราฟิกอย่างน้อย 1.5GB เรียกได้ว่าโหดถึงขนาดทำให้ Geforce GTX690 แทบต้องคลานเข่ากลับบ้านเลยทีเดียว

สรุป

ผมยังจำได้เป็นอย่างดีเมื่อคราวที่ได้มีโอกาสทดสอบประสิทธิภาพการ์ดกราฟิกที่เพิ่งซื้อมาใหม่กับ 3DMark 99 ซึ่งนับเป็นเวอร์ชันแรกๆ ที่ได้รับความนิยม ในตอนนั้นภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าถึงกับทำให้ผมกรามค้างทันที ทั้งเนื่องจากความสวยงามของกราฟิกและเฟรมเรทที่น้อยจนกว่าจะเชื่อได้ว่าทดสอบร่วมกับการ์ดกราฟิกเวอร์ชันล่าสุด (ฮา!) ยอมรับตามตรงว่าคะแนนผลการทดสอบที่ได้นั้นทำให้ผมต้องกุมขมับไปหลายวันเนื่องด้วยคิดว่าการ์ดกราฟิกที่ซื้อมาใหม่นั้นจะสามารถสยบทุกการทดสอบบนปฐพี

แต่หลังจากที่ทำใจปิดโปรแกรมแล้วหันไปตั้งหน้าเล่นเกมเหมือนเดิมนั้นผมก็กลับเล่นได้ตามปกติและไม่พบอาการแล็คหรือเฟรทเรทน้อยจนน่ารำคาญเหมือนกับที่เจอในระหว่างการทดสอบ จึงทำให้พอสรุปได้ว่าโปรแกรมลักษณะนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อไม่เพียงแต่รีดประสิทธิภาพการ์ดกราฟิกปัจจุบันให้ออกมามากที่สุดเท่านั้น แต่ยังออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่จะมาพร้อมกับการ์ดในอนาคตอีกด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตลอดทุกเวอร์ชันต่อๆ มา ที่เล่าให้ฟังก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะการที่ผลคะแนนออกมาน้อยไม่ได้หมายความว่าฮาร์ดแวร์ของตัวเองประสิทธิภาพต่ำจนเล่นเกมไม่ได้ แต่เป็นเพราะตัวโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้น ส่วนผู้ที่กำลังคิดจะซื้อการ์ดกราฟิกใหม่ก็แนะนำว่าเวลาอ่านรีวิวให้ดูคะแนนผลการทดสอบทั้งในส่วนของโปรแกรมวัดประสิทธิภาพอย่าง 3DMark และผลการทดสอบกับการเล่นเกมจริงควบคู่กันไป เพราะอย่าลืมว่าเราคิดจะซื้อมันมาเพื่อการเล่นเกมอย่างมีความสุข ไม่ใช่โพสต์คะแนนผลการทดสอบอวดชาวบ้านอย่างเดียวนะจ้ะ 😀

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s