อนาคตอันท้าทายที่สุดของ Microsoft

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 172 ประจำเดือนเมษายน 2556

เช้าอันสดใสของวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ลงข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งว่า ได้เกิดเหตุโจรกรรมขึ้นในสำนักงานของ Microsoft ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว โดยสิ่งที่หายไปนั้นก็คือ iPad จำนวน 5 เครื่อง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายอะไร แต่สิ่งที่เป็นตลกร้ายก็คือขณะที่ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งถูกขโมย สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตราคาแพงของ Microsoft ที่วางอยู่ในบริเวณเดียวกันกลับไม่ได้รับการแตะต้องใดๆ แม้แต่นิดเดียว!

Microsoft หมดเสน่ห์ขนาดนั้นเลยหรือ? แน่นอนคงไม่มีใครได้ถามคำถามนี้กับขโมยที่แงะประตูสำนักงานในวันนั้น แต่ต้องยอมรับว่าภูมิทัศน์ของโลกเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไป ในอดีต Microsoft ได้สร้างชื่อขึ้นในหมู่ผู้บริโภคด้วยระบบปฏิบัติการ Windows และชุดโปรแกรมสำนักงาน Office ซึ่งปัจจุบันก็ยังครองส่วนแบ่งตลาดก้อนใหญ่ไว้ได้ ทว่าในปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอุปกรณ์พกพาได้ทำให้ยักษ์ใหญ่รายนี้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หลายประการเพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นแบรนด์หลักของโลกไอทีที่ผู้บริโภคยังให้ความไว้วางใจว่าจะสามารถทำให้พวกเขานำศักยภาพในตัวออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังเช่นสโลแกนที่บริษัทซึ่งใช้มาอย่างยาวนาน

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้ในปี 2555 ที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างใน Microsoft ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ใหม่ให้ดูโมเดิร์นและเรียบง่ายขึ้น สอดรับเข้ากันดีกับอินเทอร์เฟสของ Windows 8 ที่ได้ตัดปุ่ม Start อันเก่าแก่ทิ้งไปและได้รับการแทนที่ด้วยหน้าจอเริ่มต้นสีสันสดใสที่แสดงข้อมูลอัปเดตได้ในแบบรีลไทม์ นอกจากนั้นยังได้มีการเปิดตัวแท็บเล็ต Surface ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่ามันคือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของ Microsoft นับตั้งแต่เปิดตัวบริษัทมาหลายสิบปี และก็ต้องไม่ลืม Windows Phone 8 ระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นในตัว รวมทั้งบริการเสริมและซอฟแวร์อื่นอีกมากที่เตรียมพร้อมหลอมรวมประสบการณ์ใช้งานให้เป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอีเมล Outlook.com บริการเก็บพื้นที่ Skydrive และซอฟแวร์ Office 2013 เป็นต้น

Windows 8 รุ่งหรือร่วง?

หน้าจอเริ่มต้นของ Windows 8 ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของมันเอง
หน้าจอเริ่มต้นของ Windows 8 ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของมันเอง

Steve Ballmer ได้เคยกล่าวไว้ว่า Windows 8 คือการพนันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Microsoft แน่นอนว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวมีเค้าความจริงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากอินเทอร์เฟสใหม่ต้องการการเรียนรู้จากผู้ใช้สักระยะ ซึ่งนี่คือประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจส่งผลให้ยอดขายของระบบปฏิบัติการน้องใหม่ตัวนี้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม Ballmer ได้ออกมาแก้ข้อกล่าวหานี้เป็นที่เรียบร้อย โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Technology Review เมื่อเร็วๆ นี้ว่า Windows 8 มียอดจำหน่ายถึง 60 ล้านชุดภายในระยะเวลาเพียง 10 สัปดาห์นับจากที่วางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวน่าประทับใจเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะว่า Microsoft ได้ยื่นข้อเสนอเป็นส่วนลดพิเศษให้กับผู้ที่ซื้อ Windows 8 ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ตัวเลขยอดขายที่สูงก็ไม่ได้หมายความว่าตัวระบบปฏิบัติการจะได้รับความนิยมในระยะยาว

ที่ผ่านมามีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หลายรายออกมาแสดงความเห็นว่า ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อคอมพิวเตอร์ Windows 8 นั้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยรายงานจาก NPD ให้ข้อมูลว่า ยอดขายพีซี Windows ในตลาดสหรัฐอเมริกาช่วงเทศกาลวันหยุดที่ผ่านมานั้นลดลงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับรายงานของ Gartner ที่ระบุว่ายอดจัดส่งพีซีทั่วโลกเมื่อไตรมาสสี่ของปีที่แล้วนั้นลงลงกว่าร้อยละ 4.3 แน่นอนว่า Windows 8 อาจไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคซื้อพีซีน้อยลง เนื่องจากแนวโน้มของอุปกรณ์พกพากำลังมาแรง จึงหันไปซื้อแท็บเล็ตมากขึ้นแทนที่จะซื้อพีซีดังเช่นเมื่อก่อน ซ้ำร้ายแท็บเล็ต Surface เองก็เป็นน้องใหม ยังไม่มีที่ทางและชื่อเสียงพอที่จะต่อกรกับ iPad หรือแท็บเล็ตราคาประหยัดอย่าง Kindle Fire หรือ Google Nexus ได้เลย

นอกจากนั้นก็ยังดูเหมือนว่าจุดแข็งของ Windows 8 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้กับหน้าจอระบบสัมผัสได้นั้นก็กลับกลายมาเป็นมีดคอยทิ่มแทง Microsoft เสียเอง เพราะเป็นที่ทราบกันว่าโน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปที่มีจอสัมผัสนั้นมีราคาแพงกว่ารุ่นธรรมดาทั่วไปมาก โดยขณะที่ขั้วตรงข้ามอย่างแท็บเล็ตจะมีราคาขายอยู่ที่ราวหมื่นกว่าบาท แต่โน้ตบุ๊กจอสัมผัสประสิทธิภาพดีๆ นั้นอาจมีราคาเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวเลยทีเดียว อีกทั้งโดยส่วนตัวมีความเห็นว่าโน้ตบุ๊กจอสัมผัสคือลูกเล่นเสริมที่ไม่จำเป็น โดยปกติก็ไม่ชอบให้ใครนำมือมาสัมผัสหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่แล้วเพราะจะก่อให้เกิดรอยนิ้วมือหน้าเกลียด ส่วนการยื่นมือไปสัมผัสหน้าจอนานๆ ขณะกำลังนั่งทำงานนั้นยังก่อให้เกิดอาการเกร็งแขนและเมื่อยล้าได้ง่ายอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้บรรดาผู้ผลิตหยุดคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถดึงคุณสมบัติของ Windows 8 มาใช้ได้อย่างเต็มที่ และบางชิ้นก็ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจมากเสียด้วย อาทิ Lenovo IdeaPad Yoga 13 ที่สามารถหมุนจอได้รอบ 360 องศา Samsung ATIV Smart PC โน้ตบุ๊กที่สามารถถอดจอออกมาเป็นแท็บเล็ตและใช้งานร่วมกับปากกาได้ รวมทั้ง Acer Aspire S7 สุดยอดอัลตราบุ๊กที่มีประสิทธิภาพน่าประทับใจ น่าเสียดายที่อุปกรณ์เหล่านี้ยังมีราคาขายค่อนข้างสูง หากสามารถทำราคาขายให้ต่ำกว่านี้ก็อาจจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาสนใจมากขึ้นก็เป็นได้

Lenovo IdeaPad Yoga 13 หนึ่งในอุปกรณ์ Windows 8 ที่ออกแบบมาได้แปลกที่สุด
Lenovo IdeaPad Yoga 13 หนึ่งในอุปกรณ์ Windows 8 ที่ออกแบบมาได้แปลกที่สุด

แม้ว่า Windows 8 ออกมาในช่วงนี้ตลาดพีซีกำลังอยู่ในขาลง แต่ Ballmer ก็ยังยืนยันว่า Windows คือหัวใจและจิตวิญญาณของ Microsoft แน่นอนว่า Windows 8 อาจนับได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่นับตั้งแต่ Windows 98 ไปเป็น XP (ซึ่งผ่านมากว่า 10 ปีแล้วก็ยังมีคนใช้กันอยู่!) และในปีนี้ก็คาดว่าหัวใจโตๆ ดวงนี้คงเต้นแรงขึ้นอีกหลายเท่าเพราะช่วงที่ผ่านมามีข่าวหนาหูว่าทางบริษัทกำลังซุ่มทำ Windows Blue อัปเดตใหม่สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ทั้งตระกูลที่จะเป็นมากกว่า service pack ธรรมดา เพราะจะมีการเพิ่มฟังชันใหม่มากมาย อาทิ การปรับแต่งไทล์บนหน้าจอเริ่มต้นที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งมีชุด SDK ใหม่สำหรับผู้พัฒนาให้สร้างสรรค์แอปพลิเคชันได้มากกว่าเดิม

Surface กับโฉมหน้าอันยุงเหยิง

Surface แท็บเล็ตที่จะมาช่วยกู้หน้า Microsoft?
Surface แท็บเล็ตที่จะมาช่วยกู้หน้า Microsoft?

Windows 8 ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดียวที่ Microsoft วางตลาดเมื่อปีที่แล้ว เพราะแท็บเล็ต Surface ยังได้ฤกษ์วางจำหน่ายปีเดียวกันอีกด้วย โดยแบ่งออกเป็นสองรุ่นด้วยกันคือ Surface RT และ Surface Pro (ซึ่งเพิ่งวางจำหน่ายในปีนี้) ถึงแม้จะใช้ชื่อคล้ายกันแต่ความสามารถของแท็บเล็ตทั้งสองกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Surface RT ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows RT ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้ใช้กับโปรเซสเซอร์ ARM เช่นเดียวกับที่มีอยู่บนอุปกรณ์พกพาทั่วไป ส่งผลให้แท็บเล็ตตัวนี้จะมีขนาดกับน้ำหนักที่เอื้อต่อการพกพามากกว่า และใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้นานกว่า แต่ก็มีจุดด้อยคือไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมเดิมๆ ที่ใช้งานร่วมกับ Windows เวอร์ชั่นเก่าได้ ต้องดาวน์โหลดมาจากร้านค้าออนไลน์ Windows Store เท่านั้น ส่วน Surface Pro จะตรงกันข้าม เพราะใช้ Windows 8 เช่นเดียวกันพีซีทั่วไปและมาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel Core i5 จึงสามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรมของ Windows เวอร์ชันเก่าและแอปพลิเคชันจากร้านค้าออนไลน์ได้ ทำให้ดูเหมือนเป็นโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่ง แต่ก็มีข้อเสียคือขนาดกับน้ำหนักที่มากกว่า รวมทั้งการใช้งานต่อการขาร์จหนึ่งครั้งที่น้อยกว่า

เมื่ออ่านดูอาจจะพอเข้าใจ แต่สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารวงการไอทีมากนักอาจเกิดความสับสนได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกันแล้ว การที่มีชื่อของ Windows แปะอยู่ก็เหมือนกับเป็นการสร้างความคาดหวังว่าอุปกรณ์ตัวนี้ต้องสามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรมเก่าๆ ได้เหมือนกัน แน่นอนว่าเมื่อความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นผู้ซื้อก็ย่อมต้องเกิดความสงสัยและไม่มั่นใจ จึงอาจทำให้หันไปพิจารณาอุปกรณ์จากคู่แข่งอย่าง Apple กับ Google ที่มีระบบปฏิบัติการสองชิ้นแยกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยตัวหนึ่งเป็นของเดสก์ท็อป (OS X สำหรับ Apple และ Chrome OS สำหรับ Google) ส่วนอีกตัวหนึ่งก็เป็นของอุปกรณ์พกพา (iOS สำหรับ Apple และ Android สำหรับ Google) แต่ Microsoft กลับมีถึงสาม นั่นคือ Windows 8 สำหรับเดสก์ท็อปและ Surface Pro (รวมทั้งแท็บเล็ตอื่นที่ใช้โปรเซสเซอร์ชนิด x86) Windows RT สำหรับ Surface RT (รวมทั้งแท็บเล็ตอื่นที่ใช้โปรเซสเซอร์ ARM) และ Windows Phone 8 สำหรับสมาร์ทโฟน การที่ Microsoft ไม่สามารถเลือกได้ระหว่าง Windows 8 กับ Windows Phone 8 แต่กลับจับมาผสมพันธ์ออกมาเป็นไฮบริด Windows RT นั้นอาจสร้างความซับซ้อนและสับสนในการเลือกซื้อ อีกทั้งในขณะนี้ Microsoft ยังมีช่องทางการวางจำหน่าย Surface ค่อนข้างน้อยและยังไม่โกอินเตอร์เท่าที่ควร นับเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับตลาดที่กำลังโตวันโตคืน

แน่นอนว่า Microsoft ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เพราะอัปเดต Windows Blue ที่กำลังจะออกมาก็มีข่าวว่าจะอนุญาตให้ผู้ผลิตสร้างแท็บเล็ตที่มีขนาดเล็กกว่าสิบนิ้วได้ ทำให้แพลตฟอร์มนี้สามารถต่อกรกับ Google Nexus และ iPad Mini ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น รวมทั้งยังอาจมีหน้าจออินเทอร์เฟสใหม่ที่มอบความยืดหยุ่นให้กับผู้ใช้เช่นเดียวกับเวอร์ชันบนเดสก์ท็อปอีกด้วย

Windows Phone 8 ขอเพียงได้โอกาสสักครั้ง

น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ Windows Phone 8 ได้รับการพัฒนาจากรุ่นที่แล้วเป็นอย่างมาก ทั้งตัวของระบบปฏิบัติการเองและฮาร์ดแวร์ที่รองรับ จึงทำให้เป็นระบบปฏิบัติการเบอร์สามที่น่าจับตามองที่สุดจนกว่าสมาร์ทโฟน BlackBerry 10 จะวางจำหน่าย แม้ว่าจะยังอีกนานกว่าที่จะสามารถช่วงชิงความเป็นผู้นำมาจาก Android หรือ iOS ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มที่ผ่านมาก็นับว่ามีอนาคตที่สดใสมากเลยทีเดียว

ปัจจุบัน Nokia ยังคงเป็นผู้ผลักดันหลักให้ Windows Phone แจ้งเกิดในตลาดเนื่องจากพัฒนาฮาร์ดแวร์ออกมารองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปัจจุบันมีสมาร์ทโฟน Lumia ในตลาดแล้วกว่า 10 รุ่น ในแทบทุกระดับราคา แต่รุ่นอันเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดก็คือ Lumia 920 โมเดลเรือธงที่ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วและมีส่วนช่วยให้ Lumia สามารถทำยอดขายได้ถึงราว 4 ล้านเครื่องในไตรมาสล่าสุด ถึงแม้ Lumia 920 จะมีความสามารถน่าประทับใจมากเท่าใด แต่ข้อมูลจาก AdDuplex ระบุว่า Lumia รุ่นระดับกลางอย่าง 710, 800 และ 610 คือรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตามข้อมูลที่ได้มีการรวบรวมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนั้น ภายในงาน Mobile World Congress 2013  Nokia ยังได้เปิดตัวรุ่น 520 และ 720 ที่มีราคาขายต่ำลงไปอีก นับเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่จะนำพา Windows Phone ไปสู่เป้าหมายด้านส่วนแบ่งตลาดที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรายรับของ Nokia ที่จะสูงขึ้นด้วย

Nokia Lumia 920 สมาร์ทโฟนเรือธงของ Nokia ในตอนนี้
Nokia Lumia 920 สมาร์ทโฟนเรือธงของ Nokia ในตอนนี้

แน่นอนว่าจุดด้อยของแพลตฟอร์ม Windows Phone ก็คือการขาดเกมและแอปพลิเคชันฟอร์มยักษ์ที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้กันง่ายๆ เพราะผู้บริโภคก็คงไม่ลงทุนกับแพลตฟอร์มที่ทำอะไรไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขณะที่ผู้พัฒนาเองก็ไม่ยอมเสียเวลาสร้างแอปพลิเคชันให้กับแพลตฟอร์มที่เป็นเสมือนเมืองร้าง ทางแก้ไขคือเจ้าของต้องแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของตนคุ้มค่ากับทรัพยากรที่จะเสียไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ Nokia ได้พัฒนา #2InstaWithLove แอปพลิเคชันที่มีความสามารถคล้ายกับ Instagram ให้กับสมาร์ทโฟน Lumia เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ใช้ Windows Phone ก็ต้องการให้ Instagram พัฒนาแอปให้ด้วยเช่นกัน

สรุป

คงไม่มีช่วงเวลาใดอีกแล้วที่ Microsoft จะประสบกับความท้าทายเช่นนี้ เพราะนอกจากยอดขายในตลาดพีซีที่เคยเป็นจุดแข็งของตนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่นับวันจะโตวันโตคืน อีกทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกมาก็ยังไม่สามารถเรียกเสียงฮือฮาได้เหมือนเมื่อก่อน แต่อย่างน้อยบริษัทก็มีทิศทางอันแน่นอน ประกอบกับชื่อเสียงและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ก็ทำให้ยิ่งน่าติดตามต่อไปครับว่าในปีนี้ Microsoft จะสร้างความประหลาดใจใดๆ อีกหรือไม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s