iOS 7 : หมัดเด็ดจาก Apple ที่ถูกมองข้าม?

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 174 ประจำเดือนมิถุนายน 2556

เป็นที่เห็นพ้องกันว่านับตั้งแต่ Steve Jobs ได้ลาจากโลกนี้ไป Apple ขาดสีสันและไอเดียใหม่ๆ ไปมาก จริงอยู่ที่ทางบริษัทยังคงสามารถทำรายได้จากผลิตภัณฑ์ยอดฮิตอย่าง iPhone, iPad และ iPod ที่มียอดจำหน่ายรวมกันทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 75 ของรายรับในไตรมาสล่าสุด แต่หากเราพูดถึงไอเดียใหม่และนวัตกรรมที่จะเข้ามาพลิกโฉมการดำเนินชีวิตของผู้คนนั้น Apple ไม่ได้เปิดเผยสินค้าอะไรใหม่ๆ ออกมาเลยในรอบสองปีที่ผ่านมา iPad Mini ก็ถูกมองว่าเป็นเพียงเอารุ่นใหญ่มาเฉือนให้เล็กลงและทำมาเพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการแท็บเล็ตขนาดเล็กมากกว่าที่จะแสดงให้เห็นไอเดียใหม่ๆ Apple Television ก็ยังคงเงียบหายและไม่มีข่าวออกมาเลยในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วน iWatch นาฬิกาข้อมือสุดไฮเทคก็ยังคงเป็นเพียงข่าวลือ ตรงกันข้าม คู่แข่งอย่าง Google กลับพัฒนาระบบปฏิบัติการ Android ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนก็หันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบฮาร์ดแวร์ให้มีคุณภาพเทียบเคียง (หรือดีกว่า) iPhone ส่วน Windows Phone ก็กำลังไปได้สวยด้วยความร่วมมือกับ Nokia ด้าน BlackBerry ก็หวนกลับมาท้าชิงความเป็นเจ้าอีกครั้งด้วยการปรับโฉมระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ตรงกับรสนิยมของผู้บริโภค

ถึงแม้ว่า Apple อาจจะยังไม่ได้มีการประกาศฮาร์ดแวร์ใหม่ในปีนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรซ่อนอยู่ เพราะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าภายในงาน Worldwide Developer Conference (WWDC) 2013 ที่มีขึ้นในเดือนมิถุนายน (ไม่แน่ว่างานอาจจะจบลงไปแล้วก็ได้ขณะที่กำลังอ่านบทความนี้) จะมีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ iOS 7 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนที่เวอร์ชันเก่าเคยมี รวมทั้งนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้ล้ำหน้าคู่แข่งที่นับวันจะทิ้งช่วงห่างน้อยลงทุกที

รูปโฉมใหม่ แบนราบกว่าเดิม!

ไอคอนของ iOS เมื่อเทียบกับของคู่แข่ง เห็นได้ชัดว่าไอคอนของ Apple จะมีลักษณโค้งมนและดูแวววาว ขณะที่ของคู่แข่งจะแบนราบและเรียบง่ายกว่า
ไอคอนของ iOS เมื่อเทียบกับของคู่แข่ง เห็นได้ชัดว่าไอคอนของ Apple จะมีลักษณโค้งมนและดูแวววาว ขณะที่ของคู่แข่งจะแบนราบและเรียบง่ายกว่า

แม้ว่า Tim Cook อาจไม่ได้รับการกล่าวขานว่ามีวิสัยทัศน์ด้านการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม ทว่าตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอนั้นเขาก็ได้แอบปรับรูปโฉม Apple ใหม่อย่างเงียบๆ ดังเห็นได้จากการเปิดตัว iPad Mini ที่ Steve Jobs เคยคัดค้านแท็บเล็ตขนาดเล็กมาโดยตลอด รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น MacBook with Retina Display และ iMac ใหม่ที่บางเฉียบขนาดเอาไปหั่นเนื้อได้ แน่นอนว่าหลายอย่างอาจไม่ได้เรียกเสียงว้าว! เช่นเดียวกับสมัย Jobs เปิดตัว iPhone และ iPad จนทำให้หลายคนคิดว่า Apple คงหมดมุขเสียแล้ว แต่นั่นกลับแสดงให้เห็นการวางแผนกลยุทธ์ที่สุขุมรอบคอบ การไม่รีบร้อนทำอะไรเร็วเกินไปและมุ่งมั่นสร้างแต่สิ่งที่ดีที่สุดคือจุดเด่นที่ทำให้ Apple ครองความเป็นเจ้าเหนือคู่แข่งในหลายด้านเสมอมา

ไม่เพียงแต่เฉพาะผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ แต่ Tim Cook ก็แอบปรับผังองค์กรอย่างเงียบๆ ด้วยเช่นกัน เมื่อวันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม 2555 Apple ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ชี้แจงว่า Scott Forstall รองประธานอาวุโสฝ่ายการพัฒนา iOS ได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ Tim Cook จนถึงปีนี้ก่อนที่จะโบกมือลา Apple อย่างถาวร และได้รับการแทนที่ด้วย Jonathan Ive ปรมาจารย์ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าทีม Human Interface กับ Craig Federighi ซึ่งมารับหน้าทีหัวเรือใหญ่ด้านการพัฒนาวิศวกรรมซอฟท์แวร์ของ iOS โดยก่อนหน้านี้ Forstall ได้รับการโจมตีอย่างหนักจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับแอปพลิเคชัน Maps ของ Apple ที่มีการแสดงผลผิดพลาดและข้อมูลเชื่อถือไม่ได้ รวมทั้ง Siri ระบบสั่งด้วยเสียงที่ไม่ค่อยได้รับการวิจารณ์ในแง่ดีเท่าที่ควร

ที่สำคัญคือ Forstall ยังได้รับเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดด้านการออกแบบอินเทอร์เฟสของ iOS ที่อยู่คนละขั้วกับผู้บริหารรายอื่นของบริษัท กล่าวคือซอฟแวร์ในปัจจุบันของ Apple จะใช้หลักการออกแบบที่เรียกว่า skeuomorphic หรือการเลียนแบบมาจากวัตถุในโลกจริง ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน Notes ของ iOS และ OS X ที่มีหน้าตาเหมือนสมุดโน้ตจริงๆ อันประกอบไปด้วยกระดาษลายเส้นและสันด้านบนที่ดูเหมือนหนัง รวมทั้งแอปป์ Contact กับ Calendar ของ OS X ที่ดีไซน์ให้ดูเหมือนสมุดจดบันทึกกับปฏิทินของจริงตามลำดับ เชื่อกันว่า Steve Jobs ชื่นชอบสไตล์การออกแบบลักษณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะดูสวยงามและผู้ใช้ทำความคุ้นเคยไม่ยากเพราะหน้าตาถูกถอดแบบมาจากของจริงนั่นเอง

ตัวอย่างแอปป์ของ Apple ที่อาศัยแนวคิดการออกแบบ skeuomorphic ซึ่งเลียนแบบหน้าตามาจากวัตถุในโลกจริง
ตัวอย่างแอปป์ของ Apple ที่อาศัยแนวคิดการออกแบบ skeuomorphic ซึ่งเลียนแบบหน้าตามาจากวัตถุในโลกจริง

แต่เห็นได้ชัดว่าการออกแบบลักษณะนี้สิ้นเปลืองพื้นที่หน้าจอค่อนข้างมาก ซึ่งไม่เหมาะกับการนำไปใช้กับแอปป์ในอุปกรณ์พกพาอันมีพื้นที่จำกัดและไปรบกวนสายตาขณะใช้งาน เชื่อกันว่าผู้ที่ต่อต้านแนวคิดการดีไซน์ลักษณะนี้อย่างแข็งขันก็คือ Jonathan Ive นั่นเอง โดยสังเกตได้ว่าฮาร์ดแวร์ทุกชิ้นที่เขาออกแบบนั้นให้ความสำคัญกับแนวคิดมินิมัลลิสม์ (Minimalism) ซึ่งตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้งไป อันตรงกันข้ามกับซอฟแวร์ที่ Forstall และคนอื่นเคยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เมื่อเขาได้รับตำแหน่งใหม่เป็นหัวหน้าทีม Human Interface แล้ว ก็เชื่อได้ว่าหน้าตาของซอฟแวร์จาก Apple จะต้องไม่เหมือนเดิมแน่นอน

เริ่มจากการดีไซน์หน้าตาโดยภาพรวมที่จะมีลักษณะ “แบนราบ” (flat) โดยมีความคล้ายคลึงกับของ Windows Phone ที่มีลักษณะเป็นไทล์เรียงต่อกัน ไอคอนแอปป์ต่างๆ ที่มากับเครื่องจะได้รับการออกแบบใหม่หมดโดยลดทอนการดีไซน์แบบเดิมๆ ที่มีลักษณะแวววาวเป็นเงาสะท้อนให้ดูเรียบง่ายขึ้น รวมทั้งอินเทอร์เฟสพื้นฐานอื่น อาทิ ทูลบาร์และแทบบาร์ทั้งหลายที่จะได้รับการศัลยกรรมเพื่อให้เข้ากันได้กับรูปโฉมใหม่ แม้ว่าเสน่ห์เดิมของอินเทอร์เฟส iOS อันเต็มไปด้วยสีสันอาจเลือนหายไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดีไซน์แอปพลิเคชันแบบเดิมนั้นช่างดูขัดกับฮาร์ดแวร์ที่ดูเรียบหรูกว่า อีกทั้งแน่นอนว่าอินเทอร์เฟสใหม่ยังอาจหมายถึงโอกาสสำหรับผู้พัฒนาในการเพิ่มเติมฟังชันการทำงานเข้าไปเพื่อให้สามารถต่อกรกับแอปป์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติมากกว่าและนับวันจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกที

ฟังชันใหม่ ที่ (ผมได้แต่) ฝันถึง?

หน้าตาของ iOS 7 จากจินตนาการของนักออกแบบ
หน้าตาของ iOS 7 จากจินตนาการของนักออกแบบ

แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยัน (ขณะที่เขียนบทความ) ว่า iOS 7 จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมฟังชันให้กับแอปป์พื้นฐานที่ติดตั้งมาตอนเริ่มต้นหรือไม่ แต่เป็นที่สังเกตมาระยะหนึ่งแล้วว่า แอปป์ดังกล่าวแทบทั้งหมดไม่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถจนทำให้ผู้ใช้หลายรายเริ่มหันไปยอมเสียเงินให้กับแอปป์ทางเลือกบน App Store เสียหมด ไม่ว่าจะเป็น Maps ซึ่งไม่มีความแม่นยำและฟังชันเทียบเท่า Google Maps ที่เมื่อปล่อยออกมาก็ขึ้นอันดับแอปป์ฟรียอดนิยมประจำสัปดาห์แทบจะทันที หรือ Notes ที่ถูกช้างสาร Evernote ไล่ขวิดจนกลายเป็นแอปป์ในดวงใจของใครหลายคน รวมทั้ง Weather แสดงสภาพอากาศที่ไม่ว่าประเทศไทยจะร้อนหรือฝนตกก็ยังคงแสดงไอคอนเป็นรูปพระอาทิตย์สว่างจ้าที่อุณหภูมิสุขสบาย 23 องศาเซลเซียส ตรงกันข้ามกับคู่แข่งอื่นอย่าง Android ที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งวิดเจ็ทให้อัปเดตข้อมูลตลอดเวลา หรือไทล์บน Windows Phone ที่แสดงข้อมูลที่เกี่ยวกับแอปป์นั้นๆ ในช่องเดียวโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลากดเข้าไปดู กล่าวโดยสรุปก็คือ ส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นไอคอนแอปป์บนหน้าโฮมสกรีนของ iOS แสดงข้อมูลอัปเดตให้เห็นอย่างเป็นพลวัตรมากกว่าที่จะแสดงแต่เพียงตัวเลขจำนวนรายการเปลี่ยนแปลงทางมุมขวาบนที่บางครั้งก็เกิดความรู้สึกรำคาญเมื่อต้องเสียเวลากดเข้าไปดูบ่อยๆ

หลายคนอาจแย้งว่า Notification ก็สามารถใช้ดูอัปเดตที่มาจากแอปป์ได้อยู่แล้ว อีกทั้งระบบยังแสดงป็อปอัปหมุนๆ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าควรมีอัปเดตเอ็ฟเฟ็คดังกล่าวให้ไม่รบกวนพื้นที่ใช้งาน เพราะทุกครั้งทีเพื่อนในกลุ่มพากันถล่ม WhatApps ระบบแจ้งเตือนก็จะโผล่ขึ้นพร้อมกับมีเอ็ฟเฟ็คหมุนๆ บริเวณด้านบนรัวถี่เสียจนพื้นที่ในส่วนนั้นใช้ทำอะไรไม่ได้ (ต้องรอให้เม้าส์กันเสร็จเสียก่อน) นอกจากนี้ปุ่มที่ใช้ในการกดล้างแจ้งเตือนใน Notification ยังมีขนาดเล็กเกินและต้องกดถึงสองครั้งเพื่อที่จะล้างได้หมดทุกรายการ ไม่เหมือน Android ที่สามารถ Clear All ได้เลยทันที

หากเราสามารถเลื่อนดูอัปเดตที่เกิดขึ้นกับแอปป์ได้ทันทีแบบนี้คงดีไม่น้อย
หากเราสามารถเลื่อนดูอัปเดตที่เกิดขึ้นกับแอปป์ได้ทันทีแบบนี้คงดีไม่น้อย

เมนูตั้งค่าก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของ iOS ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าใช้งานไม่สะดวก เพราะขณะที่ผู้ใช้ Android สามารถตั้งค่าเปิดปิด WiFi หรือเข้าโหมด Airplane ได้เพียงเลื่อนหน้าจอแจ้งเตือนลงมาหรือกดใช้งานผ่านวิดเจ็ท แต่ผู้ใช้ iOS กลับต้องเสียเวลากดเข้าไปที่ไอคอนตั้งค่าและเมนูย่อยเพื่อกระทำอย่างเดียวกัน และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Siri ที่ใช้ประโยชน์อะไรจริงไม่ค่อยได้ เพราะถามอะไรก็บอกไม่มีข้อมูลตลอด ขณะที่ Google Now สามารถทำได้มากกว่า อาทิ แสดงสายรถเมล์จากบ้านไปที่ทำงาน และสภาพการจราจรขณะนั้นได้ทันทีโดยที่ผมแทบไม่ต้องทำอะไร

สรุป

แม้ว่าผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่คุ้นหูผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นฮาร์ดแวร์มากกว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าซอฟแวร์คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ฮาร์ดแวร์มีลมหายใจ แนวคิดด้านการออกแบบใหม่ที่จะถูกนำมาใช้กับ iOS อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้ฮาร์ดคอร์บางกลุ่ม แต่หากมันสามารถปลดแอกรูปแบบการใช้งานเดิมๆ พร้อมกับเพิ่มลูกเล่นใหม่เข้าไปได้ก็นับว่าเป็นทางออกที่น่าสนใจ เพราะแน่นอนว่าไม่เพียงแต่ผู้บริโภคจะมีแอปป์ทางเลือกมากมายไว้ให้เสพเท่านั้น แต่ยังมีแพลตฟอร์มอื่นที่พร้อมพัฒนาตัวเองคอยแย่งชิงกลุ่มลูกค้าตลอดเวลาอีกด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s