Ivy Bridge-E Previewed: ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Ivy Bridge-E

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 203 ประจำเดือนกันยายน 2556

หากจะกล่าวถึงโปรเซสเซอร์ในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Haswell จาก Intel ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเสียงตอบรับก็เป็นไปในแง่บวกเสียเป็นส่วนใหญ่ (แต่แอบหม่ำไฟเพิ่มขึ้นนะน้อง) อันเป็นนิมิตหมายอันดีว่า Intel กำลังเดินมาถูกทาง และแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดพีซี แม้รายงานล่าสุดจาก Gartner จะรายงานว่ายอดขายพีซีทั่วโลกลดลงถึงร้อยละ 11 ในช่วงไตรมาสสองที่ผ่านมาของปี อันเนื่องมาจากถูกอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแย่งลูกค้าไป

แต่สำหรับแฟนนานุแฟนสาวกพีซีอย่างผมและเพื่อนๆ ก็คงไม่ต้องไปกังวลกับข่าวนี้มากนักหรอกครับ เพราะอย่างที่เห็นก็คือ นอกจากเราจะมีโปรเซสเซอร์พีซีสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปออกมาใหม่ให้เราซื้อหากันแล้ว ก็ยังมีโมเดลท็อปสำหรับผู้ใช้งานฮาร์ดคอร์และเกมเมอร์รอเติมเต็มช่องว่างให้กับตลาดระดับบน อย่าง AMD ก็มีซีรีส์ FX และสำหรับ Intel ก็มี Ivy Bridge-E ที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้นั่นเอง

พบ Ivy Bridge-E: น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

หลายคนที่เป็นคอประจำคอลัมน์ Hard Stuff คงน่าจะพอคุ้นๆ กันว่าตัว E ที่อยู่ต่อท้ายชื่อโปรเซสเซอร์ของ Intel นั้น มาจากคำว่า Extreme ที่แปลว่า “สุดๆ ไปเลย” อันเป็นตัวแทนของความแรงเพื่อให้เหมาะสมกับราคา โดยโปรเซสเซอร์ล่าสุดของซีรีส์แรงสุดๆ ที่เปิดตัวไปนั่นก็คือ Sandy Bridge-E ซึ่งออกมาลืมตาดูโลกเมื่อเกือบ 2 ปี ที่แล้ว และในปี 2013 นี้ Intel ขอกลับมาทวงบัลลังก์ความแรงจากซีพียูผู้พ่ออีกครั้งด้วย Ivy Bridge-E ที่คาดว่าจะพร้อมวางจำหน่ายได้ทันช่วงปลายปี

ผังการวางจำหน่าย Ivy Bridge-E ที่รั่วออกมา
ผังการวางจำหน่าย Ivy Bridge-E ที่รั่วออกมา

สาเหตุที่ Intel ยังคงใช้ชื่อ Ivy Bridge อยู่ก็คือ โครงสร้างภายในของซีพียูสุดแรงตัวนี้ยังคงใช้สถาปัตยกรรมดังกล่าวนั่นเอง โดยข้อมูลล่าสุดเท่าที่มีอยู่ระบุว่าเริ่มต้น Intel อาจเปิดตัวพร้อมกัน 3 โมเดล นั่นคือ Core i7-4960X, 4930K และ 4820K โดยความเหมือนของ 2 โมเดล แรกก็คือ เป็นโปรเซสเซอร์ 6 แกน 12 เธรด มีแคชระดับสองเท่ากันคือ 256K แต่โมเดล 4960X นั้นจะมีแคชระดับสามมากถึง 15MB ขณะที่โมเดล 4930K จะมี 12MB แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยลูกเล่นปลดล็อคตัวคูณที่ทำให้เราสามารถโอเวอร์คล็อกได้ง่ายขึ้น สำหรับความเร็วสัญญาณนาฬิกานั้น โมเดล 4960X จะอยู่ที่ 3.6/4GHz (base/boost clock) ส่วนโมเดล 4930K นั้นก็มีความเร็วที่ 3.4/3.9GHz ลดหลั่นลงมาตามลำดับ ด้านรุ่นน้อง 4820K ก็จะประกอบไปด้วยแกนประมวลผล 4 แกน 8 เธรด มีแคชระดับสอง 256KB ระดับสาม 10MB และมีความเร็ว 3.7/3.9GHz ด้านการใช้พลังงานนั้นก็ถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 130 วัตต์ ทั้ง 3 โมเดล

นอกจากสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป ส่วนประกอบอื่นภายในตัวชิพยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนักเมื่อเทียบกับ Sandy Bridge-E ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัว Sandy และ Ivy Bridge เองที่ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว ยกเว้นการเปลี่ยนไปใช้กระบวนการผลิต 22 นาโนเมตร แต่อย่างน้อยวงจรควบคุมหน่วยความจำภายในก็รองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้มากถึง 1866 MT/s และบางแหล่งข่าวบอกว่าอาจสามารถเร่งไปได้มากถึง 2400 MT/s ขณะที่ Sandy Bridge-E รองรับเพียง 1600 MT/s อ้อ… เกือบลืมบอกไปครับว่าซีรีส์ E ของ Intel ทุกรุ่นนี้จะไม่มีแกนประมวลผลกราฟิกภายในมาให้ด้วย เราจึงต้องซื้อการ์ดจอด้วยทุกครั้งที่ประกอบเครื่อง

และข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้ Sandy Bridge-E ก็คือสามารถเปลี่ยนไปใช้ชิพรุ่นใหม่นี้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ด เพราะ Ivy Bridge-E จะยังใช้ชิพเซ็ต X79 Express พร้อมด้วยซ็อกเก็ต LGA 2011 แต่อาจต้องมีการอัปเดตไบออสเพิ่มเติมตามระเบียบ นอกจากนี้ชิพเซ็ตดังกล่าวก็นับว่ามีอายุอานามพอสมควร จึงทำให้รองรับพอร์ต SATA 6Gb/s เพียง 2 ช่อง และไม่รองรับ USB3.0 รวมทั้ง SATA Express ที่จะรองรับในชิพเซ็ต Series 9 ที่จะออกมาในปี 2014 ด้วย

พรีวิวผลการทดสอบ

เพื่อเป็นการยั่วน้ำลายเกมเมอร์เงินถึง ผมจึงได้ไปควานหาผลการทดสอบชิพ Ivy Bridge-E จากในโลกออนไลน์เพื่อนำมาเสนอต่อเพื่อนๆ หลังจากที่ใช้เวลาสักระยะหนึ่งผมก็ได้ไปเจอที่เว็บไซต์ Tomshardware ที่อ้างว่าตนได้ชิพ Ivy Bridge-E รุ่น Core i7-4960X เวอร์ชัน Engineering Sample มาทดสอบ แม้ว่าอาจจะยังไม่ใช่รุ่นไฟนอลที่จะวางจำหน่ายจริง แต่อย่างน้อยก็สามารถนำมาใช้คาดเดาประสิทธิภาพที่อาจได้รับในระดับหนึ่ง

เมื่อทดสอบร่วมกับการ์ดกราฟิก NVIDIA Geforce GTX TITAN ในโปรแกรม 3DMark 11 พบว่า คะแนนรวมอยู่ที่ 12965 แต้ม ในส่วนกราฟิกอยู่ที่ 13542 แต้ม และในส่วนฟิสิกส์อยู่ที่ 12301 แต้ม ซึ่งเมื่อดูจากภาพประกอบก็จะพบว่าคะแนนสองส่วนแรกไม่ได้ห่างจาก Sandy Bridge-E รุ่น Core i7-3970X มากนัก ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเป็นการทดสอบไปเน้นการทำงานในส่วนของกราฟิก แต่เมื่อดูคะแนนในส่วนของการทดสอบฟิสิกส์ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูเพียวๆ นั่นเอง

ผลการทดสอบร่วมกับ 3DMark 11
ผลการทดสอบร่วมกับ 3DMark 11

ต่อมาที่การใช้งานจริงกับโปรแกรมที่กินเครื่องกันบ้าง เริ่มจาก Adobe Premiere Pro CS6 ที่ผลการทดสอบพบว่าซีพียู Core i7-4960X สามารถประมวลผลได้เร็วกว่า Core i7-3970X ได้ค่อนข้างมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดสอบด้วย After Effects CS6 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าคะแนนกลับไปเท่ากับ Core i7-4770K ซึ่งเป็น Haswell ซะงั้น

ผลการทดสอบร่วมกับ Premiere Pro CS6
ผลการทดสอบร่วมกับ Premiere Pro CS6
ผลการทดสอบร่วมกับ After Effects CS6
ผลการทดสอบร่วมกับ After Effects CS6

สุดท้ายกับผลการทดสอบด้วยโปรแกรมเรนเดอร์กราฟิก เริ่มจาก 3Ds Max ที่แสดงให้เห็นว่าคะแนนระหว่าง Sandy และ Ivy Bridge-E ในทางปฏิบัติแทบไม่มีความแตกต่างกัน เช่นเดียวกับโปรแกรมที่เรารู้จักกันดีอย่าง Cinebench ที่คะแนนของทั้งคู่ไม่มีความแตกต่างกันมากนักเช่นกัน

ผลการทดสอบร่วมกับ 3ds Max
ผลการทดสอบร่วมกับ 3ds Max
ผลการทดสอบร่วมกับ Cinebench
ผลการทดสอบร่วมกับ Cinebench

แต่ผลการทดสอบที่สร้างความประทับใจให้ได้มากที่สุดนั้นกลับเป็นอัตราการใช้พลังงานที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่เพียง 118.44 วัตต์ เท่านั้น ขณะที่ชิพ Core i7-3970X ซึ่งเป็น Sandy Bridge-E จะใช้พลังงานมากถึง 148.93 วัตต์ เลยทีเดียว

บทสรุป: คุ้มหรือไม่ที่จะเปลี่ยนไปใช้งาน?

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสังเกตได้ว่าผลการทดสอบ Ivy Bridge-E ไม่ค่อยมีความแตกต่างจากรุ่นพี่ของมันมากนักก็เลยอาจเกิดข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าที่จะเปลี่ยนไปใช้ กรณีนี้ผมคิดว่าคำตอบคงอยู่ที่โปรเซสเซอร์ที่เพื่อนๆ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (และงบประมาณ) มากกว่า หากเพื่อนๆ ยังใช้ซีพียูรุ่น Intel Core 2 หรือ AMD Phenom II และมีงบประมาณมากพอ Ivy Bridge-E ก็นับว่าน่าสนใจ เพราะแน่นอนว่าหากนำไปจับคู่กับการ์ดจอแรงๆ สักตัว เพื่อนๆ ก็จะได้สุดยอดคอมพิวเตอร์สำหรับการเล่นเกมที่ไม่มีเครื่องอื่นเทียบได้ อีกทั้งยังใช้ทำงานกราฟิกหรือตัดต่ออะไรได้อีกมากมาย แต่หากเพื่อนๆ ใช้โปรเซสเซอร์ Sandy หรือ Ivy Bridge รุ่นธรรมดาและใช้พีซีเพื่อการเล่นเกมเป็นหลักแล้วล่ะก็ การนำเงินหลายหมื่นไปทุ่มให้กับซีพียูอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า สู้เอาเงินส่วนต่างไปซื้อการ์ดจอดีๆ ฮาร์ดดิสก์ SSD เจ๋งๆ ไว้โหลดเกมกราฟิกสวยๆ มาเล่นให้ทันใจวัยฮอร์โมนกำลังพุ่งพล่านดีกว่า

แต่ประเด็นที่ผมกำลังคิดถึงความเป็นไปได้นั่นก็คือ ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหาก Intel ไม่ได้หยุด Ivy Bridge-E ไว้ที่ 6 แกนประมวนผล แต่ออกเวอร์ชัน 8, 10 หรือ 12 แกน ออกมา ประสิทธิภาพที่ได้รับจะเป็นอย่างไร? พร้อมกับคำถามที่ว่าจะมีเกมหรือโปรแกรมใดบ้างที่จะได้รับการออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์จากแกนประมวลผลมากมายมหาศาลขนาดนั้น? หรือจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ชิพซีรีส์นี้จะมีแกนกราฟิกเข้ามาจอยด้วยเหมือนกับรุ่นทั่วไป?

แต่ก็ไม่แน่นะครับว่าฝันของผมอาจเป็นจริงเข้าสักวัน เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับ Haswell-E ออกมาบ้างแล้ว และหากเริ่มมีรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมผมจะรีบนำมาเรียนให้เพื่อนๆ ทราบในทันที

รายละเอียดของ Haswell-E เท่าที่ได้รับการเผยแพร่ออกมา แล้วเจอกันปีหน้า?
รายละเอียดของ Haswell-E เท่าที่ได้รับการเผยแพร่ออกมา แล้วเจอกันปีหน้า?
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s