Xiaomi มือถือจีนสุดฮอต ไม่รู้ไม่ได้!

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 179 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2556

ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งซึ่งอาจไม่ได้เป็นที่สนใจของคนทั่วไปเกิดขึ้น ข่าวนั้นคือ Huga Barra ได้ลาออกจากตำแหน่งในส่วนการจัดการผลิตภัณฑ์ Android ที่ Google โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ที่แน่นอนคือเขาเข้าไปร่วมทีมกับ Xiaomi (อ่านว่า เสี่ยวมี่, ฉาวหมิ แปลว่า millet หรือข้าวฟ่าง) ผู้พัฒนาสมาร์ทโฟนจากประเทศจีนที่เพิ่งก่อตั้งบริษัทมาได้ราวสามขวบปี โดยเข้าไปรับผิดชอบด้านการขยายตลาดออกจากประเทศจีนบ้านเกิด

Xiaomi เป็นใครมาจากไหน? และเพราะเหตุใดผู้บริหารระดับสูงอย่าง Barra ที่เคยร่วมทีมพัฒนา Android กับ Google มาตั้งแต่ต้นจึงตัดสินใจเข้าไปร่วมตำแหน่ง? ลองอ่านบทความที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้นะครับ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหลงรักข้าวฟ่างเม็ดน้อยนี้อย่างที่ชาวจีนนับล้านกำลังเป็นอยู่ก็ได้

Apple แดนมังกร

สิ่งที่ทำให้ Xiaomi ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมากก็คือ บริษัทสามารถทำส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนแซงหน้า Apple ไปได้ในไตรมาสสองที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย Canalys ระบุว่า บริษัทสามารถทำส่วนแบ่งตลาดได้กว่าร้อยละ 5 ขณะที่ Apple อยู่ที่ร้อยละ 4.8 โดยที่น่าทึ่งก็คือXiaomi เพิ่งจะได้รับการก่อตั้งเมื่อสามปีที่แล้วในวันที่ 6 มิถุนายน 2553 ด้วยความร่วมมือจากชายหนุ่มชาวจีนทั้งหมด 8 ชีวิต นำทีมโดย Lei Jun ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอ และ Lin Bin ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน จากนั้นไม่นานในวันที่ 16 สิงหาคม ปีเดียวกัน บริษัทก็ได้เปิดตัว MIUI (อ่านว่า Me You I หรือ มี-ยู-ไอ) รอมสำหรับสมาร์ทโฟน Android ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับ iOS ของ Apple แต่มีจุดเด่นคือ สามารถใช้งานได้ไหลลื่น ดูเรียบง่าย และสามารถปรับแต่งได้เยอะ จึงได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ใช้ Android ว่าเป็นรอมที่น่าสนใจไม่แพ้รายใหญ่อย่าง CyanogenMod

ตัวอย่างหน้าจอ MIUI ที่เน้นความเรียบง่าย
ตัวอย่างหน้าจอ MIUI ที่เน้นความเรียบง่าย

อีกหนึ่งปีถัดมา ทางบริษัทได้ฤกษ์เปิดตัว Mi-One สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ที่มีจุดเด่นคือราคาที่ถูกกว่าเครื่องยี่ห้ออื่นที่มีสเปคใกล้เคียงกันกว่าครึ่ง และมาพร้อม MIUI จึงทำให้มียอดจองกว่า 300,000 เครื่อง ภายใน 36 ชั่วโมงแรก และเมื่อปีที่แล้ว Mi-2 ก็วางตลาดพร้อมจุดเด่นเช่นเดิมเช่นเดียวกับรุ่นพี่ จึงทำให้สามารถทำยอดขายไปได้อย่างน่าประทับใจ โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาทางบริษัทได้ออกมาประกาศว่าสามารถขายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่อง ภายในระยะเวลา 11 เดือน และในเดือนเดียวกันนี้ก็ได้เปิดตัว Mi-3 สมาร์ทโฟนสเปคสูงที่มีราคาขายเริ่มต้นเพียง 327 เหรียญสหรัฐ (ราว 10,200 บาท) และ Xiaomi TV สมาร์ททีวีหน้าจอ 47 นิ้ว ที่มาพร้อม MIUI และมีราคาขายเพียง 490 เหรียญ (ราว 15,000 บาท) สามารถแซงหน้า Apple ที่คาดว่าจะเปิดตัวสมาร์ททีวีภายในปีไปได้

Xiaomi 3 หรือ Mi-3 สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงแต่มีราคาไม่แพง
Xiaomi 3 หรือ Mi-3 สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงแต่มีราคาไม่แพง

แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนคุณภาพดีราคาถูกคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Xiaomi ได้รับความนิยม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้บริษัทได้รับการตั้งฉายาว่า “Apple แห่งตะวันออก” นั่นก็คือ Lei Jun ผู้ก่อตั้งและซีอีโอที่มีบุคลิกและท่วงท่าละม้ายคล้ายคลึงกับ Steve Jobs มาก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว สไลด์ประกอบการเปิดตัวสินค้าที่ดูเรียบง่าย ไปจนถึงลูกเล่นการขึ้นพูดบนเวทีที่สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาแฟนๆ ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกได้ว่าเหมือนซะจนออกมาจากตำราเล่มเดียวกัน นอกจากนี้ หากเข้าไปดูในเว็บไซต์ของบริษัท (www.xiaomi.com) ก็จะพบว่านอกจากสินค้าเทคโนโลยีแล้ว ก็ยังมีของเล่นและอุปกรณ์เสริมขายเอาใจบรรดาแฟนๆ ด้วย อาทิ กระเป๋า mascot กระต่าย หมวก และเสื้อยืด เพื่อเป็นการเอาใจบรรดาสาวกให้ซื้อหามาแสดงตัวตน

Lei Jun ซีอีโอ Xiaomi ผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีบุคลิกคล้ายกับ Steve Jobs มากกระทั่งการแต่งกาย
Lei Jun ซีอีโอ Xiaomi ผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีบุคลิกคล้ายกับ Steve Jobs มากกระทั่งการแต่งกาย

สิ่งที่สร้างความแตกต่าง

หลายคนอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใด Xiaomi ถึงสามารถขายสมาร์ทโฟนสเปคสูงได้ในราคาถูกกว่าคู่แข่งร่วมเท่าตัว? กลวิธีหนึ่งก็คือตัดผู้ค้าคนกลางไปเสีย โดยสิ่งที่ Xiaomi ทำก็คือขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์เท่านั้น ไม่ได้ขายผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ร้านค้าปลีก มีหน้าร้าน หรือฝ่ายขายใดๆ จึงทำให้สามารถลดต้นทุนลงไปได้มาก อีกกลวิธีหนึ่งก็คือขายสินค้าตัวหนึ่งในระยะเวลาที่นานขึ้น กล่าวคือแทนที่จะออกมือถือรุ่นใหม่มาทุก 6 เดือน ก็ยืดเวลาออกไปให้นานกว่านั้น เพื่อที่จะสามารถขายบริการและอุปกรณ์เสริมอื่นเพิ่มเติมได้มากขึ้นนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือ Xiaomi ยังได้นำกลวิธีที่ Amazon ใช้ในการหารายจากอุปกรณ์ Kindle มาใช้กับการขายมือถือของตนด้วย โดยเป็นที่ทราบกันว่า สาเหตุที่ Amazon สามารถขาย Kindle ได้ในราคาไม่แพงและจนอาจถึงขั้นยอมขาดทุน เพราะสามารถชดเชยส่วนที่หายไปจากการที่ผู้บริโภคซื้อของในร้านค้าออนไลน์ซึ่ง Xiaomi ก็ใช้วิธีการเดียวกัน กล่าวคือผู้ใช้สามารถเข้าไปในร้านค้าออนไลน์เพื่อเลือกซื้อเกม วอลเปเปอร์ และของขวัญเสมือน (virtual gift) ซึ่งวิธีการนี้สามารถสร้างรายรับให้กับบริษัทได้ถึงเดือนละกว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ

และนอกจากนี้ ความเอาใจใส่ในลูกค้าก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Xiaomi สามารถเอาชนะใจกลุ่มลูกค้าชาวจีนได้ โดยบริษัทจะปล่อยอัปเดตของ MIUI ทุกสัปดาห์ตามคำแนะนำของแฟนๆ ที่แสดงความเห็นผ่านทาง weibo บริการที่มีลักษณะคล้ายกับ Twitter ว่าคุณสมบัติใดที่ควรเพิ่มเข้าไปหรือแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ผลิตมือถือรายอื่น Barra แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “คุณลักษณะเด่นของ Xiaomi ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอเลยก็คือการให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน เพราะทุกคำถาม ทุกความเห็นจะได้รับการตอบกลับ ตลอดจนคุณลักษณะสำคัญหลายอย่างที่เพิ่มเข้าไปนั้นก็เกิดจากคำแนะนำของผู้ใช้เอง”

ความท้าทาย

ณ ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่า Xiaomi คือแบรนด์สมาร์ทโฟนที่กำลังมาแรงมากในประเทศจีน โดยเมื่อปีที่แล้วบริษัทสามารถทำยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนไปได้กว่า 7.2 ล้านเครื่อง ในตลาดประเทศจีน ฮ่องกง และไต้หวัน คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 2.1 พันล้านเหรียญ ความสำเร็จดังกล่าวนับว่าเป็นดาบสองคมเพราะปัญหาในปัจจุบันที่บริษัทกำลังเผชิญก็คือได้มีมือถือปลอมที่แปะป้ายแบรนด์ของตนวางจำหน่ายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งหากไม่รีบแก้ปัญหาก็จะทำให้สินค้าของตนเสื่อมเสียชื่อเสียง

นอกจากนี้ การที่บริษัทยังใช้วิธีการหารายได้จากการขายอุปกรณ์เสริมหรือซอฟแวร์ต่างๆ อยู่นั้นก็ไม่เป็นการรับประกันว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว Michael Clendenin นักวิเคราะห์จาก RedTech Advisors บริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ แสดงความเห็นว่า ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับการใช้งานซอฟแวร์ฟรีและมักไม่ชอบเสียเงินซื้อ จึงอาจทำให้บริษัทประสบกับการหารายได้ต่อไป

Xiaomi TV สมาร์ททีวีที่เปิดตัวพร้อมกับสมาร์ทโฟน Mi-3 ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาด้วยราคาขายที่ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
Xiaomi TV สมาร์ททีวีที่เปิดตัวพร้อมกับสมาร์ทโฟน Mi-3 ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาด้วยราคาขายที่ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

สุดท้าย ถึงแม้จะได้ Barra เข้าไปรับผิดชอบด้านการผลักดันแบรนด์ให้เข้าสู่ตลาดโลก แต่ก็ใช่ว่าหนทางจะง่ายไปเสียทีเดียว เพราะนอกจากตลาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้ว Xiaomi ยังเป็นที่รู้จักน้อยมาก และเทียบไม่ได้เลยจากแบรนด์จากจีนด้วยกันเองอย่าง Huawei หรือ ZTE ที่ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างใช้งบประมาณทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถทำส่วนแบ่งตลาดสู้แบรนด์สมาร์ทโฟน Android อื่นอย่าง Samsung หรือ HTC ได้เลย อีกทั้งการที่บริษัทใช้วิธีการขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเดียวก็ตรงกันข้ามกับวิธีการขายสมาร์ทโฟนของตะวันตกที่มักขายผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย จึงทำให้ขายตัวเครื่องได้ในราคาที่ถูกกว่า แม้ว่าจะต้องใช้งานภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม

สรุป

จุดเด่นของ Xiaomi อยู่ที่สินค้าคุณภาพสูงแต่มีราคาขายที่ไม่แพง จึงทำให้สามารถเอาใจผู้ใช้งานที่มีงบประมาณไม่มากไปได้ เช่น กลุ่มวัยรุ่น โดยบริษัทได้หาวิธีการชดเชยรายรับด้วยการขายบริการเสริมอื่นเพิ่มเสริมประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงซอฟแวร์ให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ จึงทำให้เกิดฐานลูกค้าที่มีความภักดีในตัวแบรนด์สูง การที่บริษัทได้ตัว Barra ไปนั้นก็นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีว่าเราอาจได้เห็น Xiaomi ไปโลดแล่นในตลาดโลกเช่นเดียวกับแบรนด์อื่นที่มาจากถิ่นกำเนิดเดียวกัน และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายเช่นเดียวกับประเทศอื่นที่เป็นตลาดใหญ่อย่าง อินเดีย รัสเซีย อินโดนีเซีย และประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเราอาจได้เห็นมือถือแบรนด์นี้ออกมาแข่งกับสมาร์ทโฟน Android แบรนด์อื่นก็เป็นได้ครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s