Geforce Experience: ประสบการณ์เกมมิ่งเหนือระดับจาก NVIDIA

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 207 ประจำเดือนมกราคม 2557

ผมจำได้ว่าเคยเขียนบทความแนะนำ Geforce Experience ไปตั้งแต่เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ เมื่อราว 1 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ซอฟแวร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาไปมาก มีการเพิ่มฟังชันใหม่ๆ เข้าไปมากมาย จึงทำให้เห็นเป็นการดีที่จะหยิบขึ้นมาเขียนแนะนำกันใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เหมาะกับทั้งผู้ที่ใช้งานเป็นประจำอยู่แล้ว และมือใหม่ที่เพิ่งถอยคอมพิวเตอร์เกมมิ่งออกมาเมื่อช่วงต้นปี

Geforce Experience ถือกำเนิดภายใต้แนวคิดของ NVIDIA ที่ต้องการมอบประสบการณ์เล่นเกมโดยใช้การ์ดกราฟิกของค่ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (การ์ดของ AMD ใช้ด้วยกันไม่ได้นะจ้ะ) เริ่มตั้งแต่การอัปเดตไดรเวอร์ให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดโดยอัตโนมัติ ปรับแต่งค่ากราฟิกภายในเกมให้ได้ภาพที่สวยงามและเกมการเล่นอันไหลลื่นที่สามารถทำได้เพียงกดปุ่มเดียว บันทึกวิดีโอช่วงเวลาเด็ดภายในเกมไว้โพสต์ให้เพื่อนๆ ดู และสตรีมการเล่นเกมจากพีซีไปเล่นบน NVIDIA SHIELD ทำให้เราสามารถเล่นเกมที่อยู่ในคอมพิวเตอร์จากที่ใดก็ได้

Geforce Experience สามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows XP SP3 ไปจนถึง Windows 8 รองรับโปรเซสเซอร์ทั้งของ Intel และ AMD ต้องการแรม 2GB และการ์ดกราฟิกตั้งแต่ Geforce 400 เป็นต้นไป แต่ฟังชัน ShadowPlay และ GameStream จะใช้งานได้กับการ์ดรุ่น Geforce GTX650 หรือเหนือกว่าขึ้นไปเท่านั้นครับ

อัปเดตไดรเวอร์อัตโนมัติ

อัปเดตไดรเวอร์ง่ายๆ ผ่าน Geforce Experience
อัปเดตไดรเวอร์ง่ายๆ ผ่าน Geforce Experience

ทุกคนทราบดีว่าการหมั่นอัปเดตไดรเวอร์การ์ดกราฟิกได้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาคือหนึ่งในเทคนิคที่จะรีดความแรงของฮาร์ดแวร์ออกมาได้อย่างเต็มที่และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ความจริงก็คือไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีเวลาเช็คเว็บไซต์ตลอดเวลา NVIDIA จึงได้แก้ปัญหานี้ด้วยการเพิ่มฟังชันอัปเดตไดรเวอร์อัตโนมัติเข้าไปไว้ใน Geforce Experience ที่ระบบจะเตือนผู้ใช้โดยอัตโนมัติหากมีไดรเวอร์เวอร์ชันใหม่ออกมา ทำให้สามารถโหลดและติดตั้งได้อย่างรวดเร็วทันทีที่เห็น

ตั้งค่าเกมให้เหมาะสม

มาให้ Geforce Experience ปรับแต่งกราฟิกในเกมกันเถอะ!
มาให้ Geforce Experience ปรับแต่งกราฟิกในเกมกันเถอะ!

แน่นอนว่าจุดเด่นของเกมพีซีก็คือสารพัดตัวเลือกการตั้งค่ากราฟิกอันหลากหลายที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ แต่ความท้าทายที่ตามมาก็คือบางครั้งรายละเอียดดังกล่าวก็มีมากมายซะจนไม่รู้จะปรับกันอย่างไร หลายคนจึงใช้ค่าปริยายที่ตั้งมาให้ในตอนแรกทั้งๆ ที่ฮาร์ดแวร์ของตนอาจรองรับรายละเอียดกราฟิกได้สวยงามมากกว่า หรือบางคนอาจปรับมันมือจนทำให้เกิดการกระตุกเพราะไปตั้งค่ากราฟิกให้สูงกว่าที่ฮาร์ดแวร์จะรองรับ

NVIDIA จึงได้พัฒนาฟังชันปรับแต่งค่าเกมโดยอัตโนมัติใน Geforce Experience เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยระบบจะเชื่อมเข้ากับ NVIDIA Cloud Datacenter ที่ซึ่งมีข้อมูลการตั้งค่าฮาร์ดแวร์หลายพันรายการบรรจุอยู่ภายใน ผู้ใช้เพียงเลือกเกมที่ต้องการเล่น ระบบจะเปรียบเทียบฮาร์ดแวร์ของเรากับฐานข้อมูลดังกล่าวว่าสามารถปรับค่ากราฟิกในเกมนั้นนั้นให้สูงถึงระดับใดที่จะพอเล่นเกมได้โดยไม่กระตุก เมื่อได้ค่าที่เหมาะสมแล้วผู้ใช้ก็กดปุ่ม Optimize แล้วเลือก Launch Game เพื่อเอ็นจอยกับเกมได้เลยทันที

ขณะที่ผมเขียนบทความ Geforce Experience ได้รับการพัฒนามาจนถึงเวอร์ชัน 1.8 ที่ได้เพิ่มตัวเลือกด้านการปรับค่ากราฟิกดังกล่าวให้มีความหลากหลายยิ่งกว่า เพราะมีเกมเมอร์บางกลุ่มยอมเล่นเกมที่ค่าเฟรมเรทน้อยลงมาอีกหน่อยเพื่อแลกกับอาหารตาภายในเกมที่สวยงามมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ NVIDIA จึงได้เพิ่มพาแนลย่อยที่ให้ผู้ใช้เลือกความละเอียดที่ต้องการได้สูงสุดถึง 3840×2160 พิกเซล รวมทั้ง Display Mode ที่เลือกได้ทั้งแบบ Full-screen, Windowed และ Borderless Windowed ที่เด็ดที่สุดก็คือสไลด์ Optimize for ที่ให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าชอบแบบไหนมากกว่าระหว่างเกมการเล่นที่ไหลลื่น (Performance) หรือภาพในเกมที่สวยงาม (Quality) เมื่อปรับได้ตามที่ต้องการก็กด Apply เพื่อใช้งานและเข้าไปเล่นเกมได้เลย

ShadowPlay : อัดวิดีโอโชว์เทพแบบไม่กระตุก

อัดคลิปโชว์เทพด้วย ShadowPlay
อัดคลิปโชว์เทพด้วย ShadowPlay

ปกติแล้วโปรแกรมยอดนิยมสำหรับการบันทึกวิดีโอเกมเพลย์ก็คือ Fraps ซึ่งมีข้อเสียอย่างมากก็คือเฟรมเรทที่หล่นฮวบและขนาดไฟล์ที่ใหญ่มโหฬารเพราะตัวโปรแกรมใช้กำลังจากโปรเซสเซอร์ล้วนๆ และวิดีโอไม่ได้ผ่านการเข้ารหัส NVIDIA เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงได้เพิ่มฟังชัน ShadowPlay เข้าไปใน Geforce Experience ตั้งแต่เวอร์ชัน 1.7 ซึ่งใช้ประโยชน์จากตัวเข้ารหัสฮาร์ดแวร์ H.264 ที่อยู่ภายในการ์ดกราฟิก Geforce GTX 650 ขึ้นไปในการบันทึกวิดีโอเกมเพลย์ภายในเกม ทำให้ได้ทั้งคลิปความละเอียดสูงที่มีขนาดไฟล์ไม่ใหญ่มากนักไว้โพสต์อวดชาวบ้าน และในขณะเดียวกันก็เล่นเกมได้ไหลลื่นดังเดิม

เมื่อเปิดพาแนล ShadowPlay ใน Geforce Experience ขึ้นมาก็จะเห็นว่ามีตัวเลือกในการบันทึกวิดีโอ 2 รูปแบบด้วยกัน แบบแรกคือ Shadow ที่จะบันทึกคลิปภายในเกมเป็นระยะเวลา 20 นาที (สามารถเปลี่ยนให้น้อยกว่าได้ตามต้องการ) และ Manual ที่จะบันทึกไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้ใช้จะยกเลิกด้วยตัวเองหรือจนกว่าฮาร์ดดิสก์จะเต็ม โดยระหว่างที่เล่นเกมอยู่สามารถกด Alt+F10 เพื่อเริ่มบันทึกแบบ Shadow หรือ Alt+F9 เพื่อเริ่มและหยุดการบันทึกแบบ Manual ซึ่งภายในเกมจะปรากฏไอคอนเล็กๆ ที่มุมของหน้าจอเพื่อให้เห็นว่าขณะนี้กำลังบันทึกคลิป เมื่อบันทึกเสร็จแล้วเราก็จะได้ไฟล์วิดีโอความละเอียด 1080p ที่ได้รับการเข้ารหัส H.264 นามสกุล .mp4 ที่สามารถนำไปตัดต่อเพิ่มเติมหรืออัปโหลดขึ้นเว็บไซต์ต่างๆ ได้เลย สำหรับผู้ที่เล่นเกมที่ความละเอียดหน้าจอสูงกว่านั้นระบบก็จะลดความละเอียดลงเหลือ 1080p โดยอัตโนมัติ แต่จะยังคงอัตราส่วนเดิมเอาไว้ อ้อ.. เกือบลืมบอกไปว่าฟังชันนี้ใช้งานได้แต่กับเฉพาะการ์ดกราฟิก Geforce GTX650 ขึ้นไป ยังไม่สามารถใช้งานได้กับจีพียูบนโน้ตบุ๊ก รวมทั้งยังไม่สามารถทำงานร่วมกับ 3D Vision และ NVIDIA Surround นะครับ 

และสำหรับเวอร์ชัน 1.8 ก็ยังมีการเพิ่มฟังชันบันทึกเสียงจากไมโครโฟนที่ผู้เล่นคุยกันเองนอกจากเสียงจากเกมอย่างเดียว ซึ่งอาจมีประโยชน์กับเกมออนไลน์ที่เน้นการเล่นเป็นทีมให้ผู้เล่นได้มีโอกาสทบทวนแผนในอนาคต และยังมีการเพิ่มคุณสมบัติช่วยลดอาการสะดุดขณะเล่นคลิปที่อัดไว้ด้วย

NVIDIA GameStream : เล่นเกมพีซีจากที่ใดก็ได้ด้วย NVIDIA SHIELD

เล่นเกมพีซีจากอีกห้องหนึ่งด้วย GameStream
เล่นเกมพีซีจากอีกห้องหนึ่งด้วย GameStream

ฟีเจอร์สุดท้ายของ Geforce Experience ที่จะขอแนะนำก็คือ NVIDIA GameStream เทคโนโลยีที่ให้เราเล่นเกมพีซีบนเครื่องเล่นเกม NVIDIA SHIELD ผ่านทาง Wi-Fi ที่บ้าน ซึ่งมีเกมรองรับแล้วกว่า 50 รายการ รวมทั้งเกมดังที่เรารู้จักกันดีอย่าง Batman: Arkham Origins และ Assassin’s Creed IV: Black Flag โดยสามารถเล่นได้ไหลลื่นบนจอขนาด 5 นิ้ว ของ SHIELD ที่อัตราเฟรมเรท 60FPS สำหรับผู้ที่อยากทราบว่าเครื่องของตนสามารถใช้งาน GameStream ได้หรือไม่ก็เพียงเปิด Geforce Experience แล้วเลือกแท็บ My Rig

สรุป

โดยทั่วไปเวลาเราเลือกซื้อการ์ดกราฟิกสักตัวก็มักจะหาข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพความแรงเมื่อเล่นเกมที่เราชอบซะเป็นส่วนมาก ทั้งที่จริงแล้วตัวการ์ดยังอาจมีคุณสมบัติอื่นซ่อนอยู่ Geforce Experience จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าวเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งานการ์ดกราฟิกได้คุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่ฟังชันเล็กๆ อย่างการตรวจสอบไดรเวอร์ใหม่ให้โดยอัตโนมัติ การปรับค่ากราฟิกภายในเกมให้ได้จุดตัดที่ลงตัวระหว่างความสวยงามและเกมเพลย์ที่ลื่นไหล การใช้ฮาร์ดแวร์บันทึกคลิปวิดีโอในเกมโดยที่ไม่สูญเสียอรรถรสในการเล่น ตลอดจนฟังชันที่ให้เราเล่นเกมพีซีจากที่ใดก็ได้ภายในบ้าน ขนาดออกมาได้เพียงปีเดียวยังมีฟังชันน่าสนใจขนาดนี้ ก็น่าติดตามครับว่าตลอดทั้งปีนี้ Geforce Experience จะมาเติมเต็มประสบการณ์เล่นเกมของเรามากมายอีกขนาดไหน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s