Oculus Rift: มิติใหม่ของการเล่นเกมพีซี

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 208 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2557

เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นเกมเมอร์พีซีตัวยงน่าจะเคยได้สัมผัส (หรือเป็นเจ้าของ) แว่นตาสามมิติอย่าง NVIDIA 3D Vision กันมาบ้างแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเล่นเกมโดยใช้อุปกรณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ และทำให้กราฟิกที่ดูจืดกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในโลกเกมจริงๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยเงินลงทุนที่สูง เพราะนอกจากจะเสียค่าตัวแว่นแล้วก็ยังต้องมีการ์ดกราฟิกแรงๆ ทำงานควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้หลายคนยังบ่นว่าภาพสามมิติที่เห็นลูกปืนกระโดดออกมาจากหน้าจอมันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็แอบคิดว่ามันน่าจะมีอะไรที่ทำให้เราดื่มด่ำไปกับเกมได้มากกว่านี้นะ เอาแบบว่าจะหันซ้าย เงยหน้า หันหลัง ก็เห็นแต่โลกอันกว้างใหญ่ของเกมกันไปเลยเป็นไง…

เกมเมอร์ท่านใดที่กำลังฝันถึงประสบการณ์อันสุดยอดดังกล่าวเตรียมเก็บเงินกันได้แล้ว เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด Oculus Rift (OR) อุปกรณ์หน้าจอสวมศีรษะที่จะมาทำให้เราดื่มด่ำไปกับโลกเกมตั้งแต่เช้าไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง จะได้ฤกษ์วางจำหน่ายในปีนี้ พร้อมกับเกมจากผู้ผลิตหลายรายที่กำลังซุ่มพัฒนาเพื่อเติมเต็มความฝันของเพื่อนๆ ให้เป็นจริง ก่อนที่จะถึงช่วงเวลาแห่งการรอคอยดังกล่าว วันนี้มาทำความรู้จักกับมันก่อนดีกว่าครับว่าเจ้านี่มันมีดีอย่างไร

โลกเสมือน ที่สมจริงยิ่งกว่า

Oculus Rift คืออุปกรณ์สวมศีรษะลักษณะคล้ายแว่นตาขนาดใหญ่ที่ทำให้เราเห็นโลกเสมือนในเกมได้อย่างเต็มๆ ตา จะว่าไปแล้ว แนวคิดของ OR ก็ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว เพราะ virtual reality (vr) หรือโลกเสมือนที่เจ้าแว่นไฮเทคนี้พยายามจำลองขึ้นมานั้นได้ถูกนำมาใช้ในวงการเกมตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 แล้ว แต่คุณภาพในตอนนั้นก็เรียกว่าห่วยบรม อีกทั้งยังมีราคาแพง และเกมที่รองรับได้มีน้อย จึงทำให้เราไม่ได้เห็นอุปกรณ์ดังกล่าววางจำหน่ายอย่างแพร่หลายนัก

กระโดดมาศตวรรษที่ 21 เมื่อกระทาชายนายหนึ่งนามว่า Palmer Luckey ผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีนี้ชนิดเข้ากระแสเลือดและโชคดีที่เขาเป็นเกมเมอร์ตัวยง ตระหนักได้ว่าในเมื่อแว่น vr ในปัจจุบันมันไม่ได้เรื่องและใช้เล่นเกมไม่ได้ราวเอาเสียเลย ทำไมไม่คิดที่จะประดิษฐ์ขึ้นมาเองเลยล่ะ? เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงได้ระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Kickstarter เพื่อทำความฝันของเขาให้เป็นจริง โดยเป้าหมายคือเงินจำนวน 250,000 เหรียญสหรัฐ แต่ผลปรากฏว่าเขาสามารถเรียกยอดเงินบริจาคได้ถึงจำนวนดังกล่าวโดยใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง! และหลังจากนั้นก็ยังมีผู้ให้เงินอย่างต่อเนื่องจนในท้ายที่สุดไปอยู่ที่ราว 2 ล้านกว่าเหรียญ! ปัจจุบัน OR มีเงินหมุนอยู่ในโครงการร่วม 100 ล้านเหรียญ และยังได้ปรมาจารย์ของวงการเกมเป็นผู้อุปถัมภ์อีกเป็นจำนวนมาก เช่น John Carmack จาก id Software ผู้สร้างซีรีส์ Doom และ Quake ที่มาร่วมทีม OR ในตำแหน่ง Chief Technology Officer (CTO) รวมทั้ง Gabe Newell จาก Valve Software, Cliff Bleszinski ผู้สร้าง Unreal และ Chris Roberts ผู้สร้าง Wing Commander ที่ออกมาแสดงความตื่นเต้นกับแว่นไฮเทคกันเป็นแถว

John Carmack ผู้สร้าง Doom ปัจจุบันเขาเข้ามารับตำแหน่ง CTO ของ Oculus Rift เรียบร้อยแล้ว
John Carmack ผู้สร้าง Doom ปัจจุบันเขาเข้ามารับตำแหน่ง CTO ของ Oculus Rift เรียบร้อยแล้ว

ฮาร์ดแวร์ที่เหนือชั้นกว่า

จากยอดเงินทุนจำนวนมากดังกล่าวประกอบกับการได้หัวกะทิในวงการเกมคอยให้การช่วยเหลือนั้นก็ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้า OR ย่อมต้องไม่ธรรมดาเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ แว่น OR ประกอบไปด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว อยู่ด้านหน้าเลนส์ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะให้ภาพในรูปแบบ stereoscopic 3D ตัวจอสามารถแสดงผลสีได้ 24 บิต และได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้สามารถแสดงผลได้ใกล้เคียงกับมุมมองของตามนุษย์มากที่สุดและเกิดอาการแล็คให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกเกมจริงๆ

จุดขายหลักของแว่น OR นั่นก็คือมุมมองที่กว้างกว่าเมื่อเทียบกับแว่นของคู่แข่ง สเปคในปัจจุบันระบุว่าผู้ใช้สามารถมองเห็นมุมมองในแนวนอนได้มากกว่า 90 องศา ขณะที่มุมมองในแนวเฉียงจะอยู่ที่ราว 110 องศา ทำให้โลกจริงแทบจะไม่หลุดรอดเข้ามาในสายตาของเราเลยเมื่อกำลังใช้แว่นนี้อยู่ทำให้ได้อารมณ์ร่วมขณะเล่นเกมมาก ด้านความละเอียดที่รองรับนั้นก็อยู่ที่ 1280×800 พิกเซล แต่คาดว่าจะได้รับการอัปเกรดให้รองรับความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซลในเวอร์ชันที่วางขายจริงในปีนี้

ขณะนี้ แว่น OR รุ่นสำหรับนักพัฒนามีน้ำหนักอยู่ราว 380 กรัม โดยเลนส์ทั้งสองข้างสามารถปรับเปลี่ยนให้ขยับเข้ามาใกล้หรือออกห่างจากดวงตาได้ตามสะดวก สำหรับการเชื่อมต่อนั้นก็รองรับ DVI และ HDMI แต่เนื่องจากตัวแว่นยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์ สเปคที่กล่าวถึงไปทั้งหมดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตครับ

ชุด Development Kit ของ Oculus Rift
ชุด Development Kit ของ Oculus Rift

แล้วเกมที่รองรับล่ะ?

แม้ว่าฮาร์ดแวร์จะดีเด่นมากขนาดไหน แต่หากไม่มีเกมให้เราเล่นก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านเหมือนกับที่แล้วมา โชคดีที่ปัจจุบันนักพัฒนาผู้สนใจสามารถสั่งเวอร์ชัน Development Kit จากในเว็บไซต์ (www.oculusvr.com) เพื่อมาทดสอบกับเกมของตนได้แล้วในราคา 300 เหรียญ ซึ่งภายในชุดจะประกอบไปด้วยแว่นพร้อมใช้ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และการเข้าถึงชุด SDK สำหรับนำไปประยุกต์ใช้กับเกมของตน ปัจจุบันแว่น OR รองรับได้กับเฉพาะเกมพีซี และผู้ผลิตให้คำมั่นว่าจะพัฒนาให้รองรับเกมคอนโซลและสมาร์ทโฟนได้ในอนาคต

เกมพีซีเกมแรกที่รองรับแว่นดังกล่าวคือ Team Fortress 2 จาก Valve โดยก่อนที่จะเล่นได้ต้องมีการคีย์ command line พิเศษเข้าไปเพื่อเปิดใช้งาน เกมถัดมาก็คือ Museum of the Microstar ที่ลงทุนพัฒนาเวอร์ชันสำหรับแว่นนี้โดยเฉพาะ เกมที่สามคือ Half-Life 2 และตามมาด้วย Hawken ส่วนเกมแรกที่พัฒนาให้รองรับตัวแว่นมาตั้งแต่ต้นก็คือ The Gallery: Six Elements ทั้งนี้ การพัฒนาตัวเกมให้รองรับเทคโนโลยี vr มาตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้องค์ประกอบอื่นภายในเกม อาทิ อินเทอร์เฟส หนังคั่นฉาก และเมนูต่างๆ มีการแสดงผลที่ผิดเพี้ยนขณะใช้งานร่วมกับแว่น ซึ่งกำลังเป็นปัญหากับเกมที่เพิ่มฟังชันเล่นร่วมกับแว่นเข้าไปในภายหลัง

Team Fortress 2 เป็นเกมแรกที่รองรับ Oculus Rift
Team Fortress 2 เป็นเกมแรกที่รองรับ Oculus Rift

ข่าวดีก็คือ เมื่อเร็วๆ นี้ ค่ายเกมชั้นนำอย่าง Epic Games ผู้พัฒนาเอนจิ้น Unreal ก็ได้ออกมาประกาศแล้วว่าเวอร์ชันถัดไปของเอนจิ้นยอดนิยมจะรองรับการใช้งานร่วมกับแว่น OR ด้วย อีกทั้งเกม Doom 4 ที่หลายคนกำลังรอคอยก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะรองรับเทคโนโลยีนี้ และล่าสุดเกมสวมบทนักบินอวกาศStar Citizen จาก Chris Roberts เจ้าพ่อเกมแนว space sim ก็ได้รับการยืนยันว่าจะเล่นร่วมกับแว่นดังกล่าวได้เช่นกัน

สรุป

ความใฝ่ฝันของเกมเมอร์ที่จะได้ดื่มด่ำไปกับโลกเกมอย่างเต็มตากำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกทีเมื่อ Oculus Rift แว่น vr จากผู้พัฒนาอินดี้กำลังเข้าใกล้คำว่าเสร็จสมบูรณ์ด้วยเงินทุนมหาศาล แรงเชียร์จากกูรูวงการเกมและฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ (ตัวผมด้วยนะ) จึงคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่างเราๆ คงสามารถหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโครงการนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีเสียงวิจารณ์ เพราะผู้ทดสอบบางคนมีความเห็นว่าแม้ภาพที่เห็นจากแว่นจะสวยงามสมจริงเพียงใด แต่หากการควบคุมยังเป็นแบบเดิมก็อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกที่เต็มอิ่มไปกับเกมมากนัก ประเด็นนี้ทางผู้พัฒนาแว่น OR ก็รู้ดีจึงได้พยายามที่จะขยายความร่วมมือไปยังนักพัฒนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงทำให้ในปัจจุบันเราได้เห็นโครงการมากมายใน Kickstarter ที่พยายามสร้างอุปกรณ์ควบคุมที่ใช้ได้กับแว่นดังกล่าว เช่น Sixense STEM System อุปกรณ์ควบคุมไร้สายชนิดตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกเกมได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด เป็นต้น

Sixense STEM คืออุปกรณ์ควบคุมที่คุยว่าสามารถใช้งานกับ Oculus Rift ได้อย่างเยี่ยมยอด
Sixense STEM คืออุปกรณ์ควบคุมที่คุยว่าสามารถใช้งานกับ Oculus Rift ได้อย่างเยี่ยมยอด

สุดท้าย ปี 2014 คงเป็นปีที่น่าจับตาอีกปีหนึ่งของวงการเกม เพราะนอกจากเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่จะได้วางขายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว วงการเกมพีซีก็มีนวัตกรรมมาให้เราหวือหวาเช่นกัน ว่าแล้วก็รีบหยอดกระปุกตั้งแต่เนิ่นๆ กันดีกว่าครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s