เผยทีเด็ด Apple 2014: เมื่อเทคโนโลยีถึงคราวผลัดใบ

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 183 ประจำเดือนมีนาคม 2557

ปี 2013 ที่ผ่านมาสำหรับ Apple เป็นปีที่ให้ความรู้สึกผสมไปมาระหว่าง “น่าตื่นเต้น” และ “เฉยๆ” น่าตื่นเต้นในแง่ที่ว่าเราได้เห็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น Mac Pro รูปโฉมใหม่ (ที่มาพร้อมกับประโยคเด็ด Can’t innovate anymore, MY ASS! ที่ผู้บริหารคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาขณะขึ้นกล่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์) iPad Air ที่บางและเบายิ่งกว่า ตลอดจนเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือของ iPhone 5S ทว่าน่าเสียดายที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงการอัปเกรดของเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการนำเสนอสินค้าประเภทใหม่ที่จะมาพลิกโฉมหน้าวงการแต่อย่างใด ขณะที่คู่แข่งพากันล้ำหน้าไปไกลด้วยการนำเสนอสินค้าใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกากับสายรัดข้อมือที่สามารถตรวจรับข้อมูลทางกายภาพของผู้สวมใส่ หรือแว่นตาที่สามารถแสดงผลข้อมูลดิจิทัล

แต่ยังนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ซีอีโอ Tim Cook ได้ให้คำมั่นกับนักลงทุนไว้เมื่อปีที่ผ่านมาว่าบริษัทจะนำเสนอสินค้าประเภทใหม่แน่นอนภายในปีใหม่นี้ ขณะที่ก่อนช่วงหยุดยาวสิ้นปีเขาก็เน้นย้ำอีกครั้งในอีเมลที่ส่งไปยังพนักงานทุกคนว่าบริษัทมีแผนการอันยิ่งใหญ่ซึ่งผู้บริโภคจะต้องชื่นชอบในปีใหม่ 2014 ที่กำลังจะมาถึง ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏข่าวลือต่างๆ มากมายเกี่ยวกับสินค้าที่ Apple น่าจะเปิดตัว ตั้งแต่สินค้าที่จะต้องมาแน่นอนอย่าง iPhone 6 หรือ iOS 8 ไปจนถึงของเล่นใหม่ถอดด้ามอย่าง iWatch เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่ารายละเอียดต่างๆ มีอะไรบ้าง

iPhone รุ่นใหม่จะมีจอ 2 ขนาด!?

iPhone รุ่นใหม่ จากจินตนาการของนักออกแบบ
iPhone รุ่นใหม่ จากจินตนาการของนักออกแบบ

เริ่มจากผลิตภัณฑ์คู่บุญของ Apple อย่าง iPhone ซึ่งมีข่าวลือออกมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีหน้าจอขนาดใหญ่กว่า 4 นิ้วที่กำลังใช้อยู่ใน iPhone 5S/5C ตอนนี้ โดยข่าวล่าสุดจาก The Wall Street Journal ระบุว่าไม่เพียงแต่ Apple คิดจะทำสมาร์ทโฟนให้มีจอใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 2 รุ่น โดยรุ่นแรกจะมีจอใหญ่ 4.5 นิ้ว ขณะที่อีกรุ่นหนึ่งจะมีจอขนาด 5 นิ้วขึ้นไป โดยหน้าจอที่ว่าจะทำมาจากวัสดุคริสตัลแซฟไฟร์ (sapphire crystal) ที่มีความแข็งแรงและทนต่อการขีดข่วนมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการจับมือร่วมกับบริษัท GT Advanced ในการเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวขึ้นในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ส่วนบอดี้ก็จะเปลี่ยนมาใช้วัสดุประเภทโลหะเช่นเดียวกับ iPhone 5S ในปัจจุบัน เราจึงอาจไม่ได้เห็น iPhone บอดี้พลาสติกแบบเดียวกับ 5C อีกต่อไป เนื่องจากทำยอดขายไม่ค่อยดีนัก

นักวิเคราะห์คาดว่า สาเหตุที่ Apple ต้องเร่งพัฒนาสมาร์ทโฟนให้มีหน้าจอใหญ่ขึ้นก็เพราะผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ เห็นได้จากมีผู้ผลิตจากจีนหลายรายที่สามารถพัฒนาสมาร์ทโฟน Android ให้มีหน้าจอขนาดใหญ่และขายในราคาที่ถูกกว่า iPhone บริษัทวิเคราะห์ Flurry ให้ข้อมูลว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต Android ที่วางขายในประเทศเกาหลีใต้กว่าร้อยละ 41 มีขนาดหน้าจอระหว่าง 5-7 นิ้ว ส่วน Canalys บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำก็ประมาณว่าสมาร์ทโฟน
กว่าหนึ่งในสามที่วางขายทั่วโลกในช่วงไตรมาสสามของปีที่แล้วล้วนมีหน้าจอขนาด 5 นิ้วหรือมากกว่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมอุปกรณ์พกพาหน้าจอใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

สำหรับข้อมูลทางเทคนิคอื่นที่มีการเปิดเผยออกมานั้นก็ได้แก่กล้องถ่ายภาพ ซึ่งข่าวล่าสุดจากเว็บไซต์แดนมังกร IT168 ให้ข้อมูลว่าจะได้รับการอัปเกรดความละเอียดไปเป็น 10MP และมีรูรับแสง f/1.8 นอกจากนี้ hybrid IR filter ที่ใช้อยู่เดิมก็จะเปลี่ยนไปเป็น resin lens filter จากผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นที่พัฒนา ARTON Resins ที่ใช้กับกล้องดิจิทัลและวิดีโอที่ใช้เซ็นเซอร์ CMOS โดยมีคุณสมบัติบางและเบากว่าเมื่อเทียบกับฟิลเตอร์ชนิดอื่น ทั้งยังให้ภาพสวยงามกว่าด้วยความสามารถลดอาการสีเพี้ยนที่เกิดจากเซ็นเซอร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ให้ข้อมูลตรงกันข้ามกับข่าวจาก The China Post ที่ออกมาก่อนหน้าว่า iPhone รุ่นใหม่จะยังคงความละเอียดของกล้องถ่ายภาพไว้ที่ 8MP และรู้รับแสง f/2.2 เช่นเดียวกับใน iPhone 5S แต่จะเพิ่มคุณสมบัติป้องกันภาพสั่นไหวให้กับตัวเลนส์ ทั้งนี้ ไม่ว่าความละเอียดกล้องจะอยู่ที่เท่าใด ความสามารถใหม่ที่ Apple น่าจะเพิ่มให้กับแอปพลิเคชันถ่ายภาพก็คือการถ่ายภาพต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้ได้เข้าซื้อกิจการ SnappyLabs ผู้พัฒนาแอป Snappycam ที่ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถึง 20-30 เฟรมต่อวินาที! ไม่ว่าจะอย่างไร อนาคตของผู้ที่ชอบใช้ iPhone ถ่ายภาพช่างดูสดใสจริงๆ ครับ

สำหรับวันเปิดตัวและวางจำหน่ายนั้นยังไม่มีแหล่งข่าวใดกล้ายืนยัน แต่คาดว่าจะเป็นช่วงไตรมาสสามของปีเช่นเดิม โดยคาดว่าอาจมาพร้อมกับ iOS 8 ที่จะมีลูกเล่นน่าสนใจมากกว่า

iOS 8 ขวัญใจคนรักสุขภาพ

ไอคอน Healthbook ที่นักออกแบบจงใจทำให้คล้ายกับ Passbook
ไอคอน Healthbook ที่นักออกแบบจงใจทำให้คล้ายกับ Passbook

เห็นได้ชัดว่าแนวโน้มเทคโนโลยีที่มาแรงเป็นพิเศษในปีนี้ก็คือสายรัดข้อมือไฮเทคสำหรับสวมใส่ขณะออกกำลังกายเพื่อวัดระดับแคลอรีที่เผาผลาญ ขณะที่ในร้านค้าออนไลน์มากมายก็เต็มไปด้วยแอปที่ใช้ประโยชน์จากเซ็นเซอร์ของสมาร์ทโฟนเพื่อการทำงานลักษณะเดียวกัน เมื่อเป็นดังนี้ จึงไม่น่าแปลกที่จะมีข่าวออกมาว่า Apple เตรียมเพิ่มคุณสมบัติที่ว่าให้กับ iOS ด้วย

แหล่งข่าวจากเว็บไซต์ 9to5Mac ระบุว่า iOS 8 จะมีแอปพลิเคชันชื่อว่า Healthbook ซึ่งจะมีคุณสมบัติหลัก 2 ประการคือ Fitness Monitoring เอาใจคนชอบออกกำลังกาย ซึ่งจะสามารถนับจำนวนก้าวที่เราเดินในแต่ละวัน ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญ รวมทั้งระยะทาง และสามารถคำนวณน้ำหนักที่ลดลงไปได้
สำหรับคุณสมบัติที่สองก็คือ Health Tracking สำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบสัญญาณชีพ (vital sign) ต่างๆ ประกอบด้วย ความดันโลหิต อัตราการเต้นหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย และระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งยังทำงานร่วมกับแอป Reminders ในการแจ้งเวลารับประทานยาที่ผู้ใช้ระบุลงไป สอดคล้องกับข่าวจาก The New York Times ช่วงเดียวกันที่ระบุว่าได้มีผู้บริหารจาก Apple เข้าพบกับคณะกรรมการอาหารและยากลางของสหรัฐอเมริกาเพื่อหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับแอปพลิเคชันดังกล่าว

คาดว่าหน้าตาของ Healthbook จะคล้ายกับ Passbook ที่ไว้เก็บข้อมูลบัตรและคูปองส่วนลดต่างๆ โดยอินเทอร์เฟสจะมีลักษณะเป็นการ์ดเรียงซ้อนกัน ซึ่งแต่ละการ์ดก็จะแสดงข้อมูลสุขภาพแต่ละชนิด นอกจากนี้ ไอคอนของแอปเวอร์ชันต้นแบบก็ยังมีลักษณะคล้ายกับ Passbook อีกด้วย เพียงแต่จะเปลี่ยนไปใช้สัญลักษณ์สัญญาณชีพแทน

เนื่องจากหน้าตาของ iOS 7 ได้รับการออกแบบใหม่หมด ก็คาดว่า Apple จะยังคงรูปร่างหน้าตาเดิมไว้ในเวอร์ชันใหม่ แต่อาจปรับปรุงคุณสมบัติเดิมให้ดียิ่งกว่า อาทิ แผนที่ ซึ่งคราวนี้อาจสามารถแสดงเส้นทางสัญจรและรายละเอียดภายในอาคารได้ ตลอดจนคุณสมบัติสำหรับใช้ควบคู่กับรถยนต์ โดยเฉพาะ Siri ที่ล่าสุดมีข่าวว่ารถยนต์ Honda City 2014 ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยจะรองรับ Siri Eye Free ซึ่งเป็นระบบสั่งการด้วยเสียงที่ติดมากับรถ ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งการ Siri ได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมา

ย้อนกลับไปที่ Healthbook อีกครั้ง เป็นที่ทราบกันดีว่า iPhone 5S มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ M7 สำหรับใช้สั่งการบรรดาเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น ตรวจจับความเคลื่อนไหว แต่ชิพนี้ยังไม่สามารถใช้วัดสารพันสัญญาณชีพทั้งหลายได้ ดังนั้น หนทางเดียวที่จะให้แอปดังกล่าวทำงานได้อย่างเต็มที่ก็คือต้องจับคู่กับอุปกรณ์ที่สวมใส่กับร่างกายเพื่อให้คอยส่งสัญญาณต่างๆ มาประมวลผลในมือถือ ซึ่งนี่อาจเป็นหน้าที่ของ iWatch

iWatch นาฬิกาที่คอยจับตาดูคุณ

iWatch จากจินตนาการของนักออกแบบ
iWatch จากจินตนาการของนักออกแบบ

ปัจจุบันเราเห็นแนวคิดคอมพิวเตอร์สวมใส่อยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ แว่นตา เช่น Google Glass กับสายรัดหรือนาฬิกาข้อมือ เช่น Samsung Galaxy Gear แต่สำหรับ Apple แล้ว แนวคิดหลังดูจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า เห็นได้จากที่ Tim Cook เคยออกมาแสดงความเห็นว่าอุปกรณ์ที่สวมใส่กับข้อมือให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่า จึงทำให้ที่ผ่านมาเราได้เห็นข่าวเกี่ยวกับ iWatch (ชื่อที่เรียกกันตามสื่อ ยังไม่ใช่ชื่อทางการ) ออกมาเป็นระยะ

ต้นกำเนิดข่าวลือ iWatch สามารถสาวย้อนกลับไปถึงช่วงปลายปี 2012 เมื่อสื่อแดนมังกรเปิดเผยว่า Apple กำลังพัฒนานาฬิกาข้อมืออัจฉริยะที่มีหน้าจอ OLED ขนาด 1.5 นิ้ว และจะทำงานในหลายด้านร่วมกับ iPhone ต่อมาในช่วงต้นปี 2013 สื่อใหญ่อย่าง Bloomberg และ The Wall Street Journal ออกมาเปิดเผยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันว่า Apple กำลังพัฒนาอุปกรณ์คล้ายกับนาฬิกาข้อมือ โดยมีทีมวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ และการตลาดคอยดูแลโครงการนี้อยู่กว่า 100 ชีวิต ขณะเดียวกัน The New York Times เปิดเผยว่า อุปกรณ์ดังกล่าวจะใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และจะมาพร้อมกับหน้าจอโค้งเพื่อที่จะได้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง

หลังจากนั้นเราก็เริ่มได้ยินข่าวว่า Apple ทยอยจ้างบุคลากรจากวงการสุขภาพและการกีฬาเข้ามาร่วมทีม iWatch เป็นระยะ เริ่มจาก Jay Blahnik ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสที่เคยร่วมพัฒนา Nike FuelBand สายรัดข้อมือไฮเทค โดยได้เข้าร่วมทีมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รายต่อมาก็คือ Nancy Dougherty ที่เคยร่วมทีมพัฒนาพลาสเตอร์ยา (band-aid) อัจฉริยะกับ Sano Intelligence ที่สามารถเชื่อมกับบลูทูธในการส่งข้อมูลการเต้นหัวใจ การหายใจ และอุณหภูมิ รายต่อมาก็คือ Ravi Narasimhan จาก Vital Connect ผู้พัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณชีพ และล่าสุดคือ Roy J.E.M. Raymann จาก Philips Research ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับของมนุษย์ คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านี้สอดคล้องกับข่าวที่ว่า iWatch จะมีคุณสมบัติตรวจสอบสุขภาพด้านต่างๆ ของผู้สวมใส่ โดยจะส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังสมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth Low Energy

สำหรับคุณสมบัติทางด้านฮาร์ดแวร์นั้นสามารถสรุปจากบรรดาข่าวต่างๆ ที่ออกมาได้ว่า จะมีขนาดหน้าจอระหว่าง 1.3-1.5 นิ้ว โดย LG เป็นผู้ผลิตให้โดยใช้เทคโนโลยี P-OLED เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน G Flex อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า Apple กำลังแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่ที่ยังไม่สามารถใช้งานได้นานเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองการชาร์จในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ และการเหนี่ยวนำแม่เหล็ก (magnetic induction) จากปัญหาการใช้พลังงานดังกล่าว ทำให้คาดว่า Apple อาจพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับ iWatch แทนที่จะใช้ iOS เต็มรูปแบบซึ่งสิ้นเปลืองพลังงาน แต่ข่าวดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด

แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า Apple อาจตั้งราคาขาย iWatch ไว้ที่ราว 300 เหรียญสหรัฐ (ราว 10,000 บาท) และยังกล่าวต่อไปว่าอาจทำรายรับให้บริษัทมากถึง 17.5 พันล้านเหรียญภายในปีแรกที่จำหน่าย มากกว่าคราวที่ iPad รุ่นแรกวางจำหน่ายถึง 5 พันล้านเหรียญ

iPad Pro, iMac, Apple TV: พัฒนาการที่ไม่มีวันหยุดยั้ง

ไม่แน่ว่าอีกหน่อยเราคงได้เห็น iPad วางขาย 3 ขนาดแบบนี้
ไม่แน่ว่าอีกหน่อยเราคงได้เห็น iPad วางขาย 3 ขนาดแบบนี้

จากการที่ Apple เติมคำว่า Air ไปข้างหลังชื่อ iPad รุ่นล่าสุดนั้นทำให้เกิดกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่าเราอาจได้เห็น iPad Pro วางจำหน่าย นอกจากนี้ การที่ทางบริษัทสามารถพัฒนาสมรรถนะของโปรเซสเซอร์ A ให้สามารถประมวลผลได้ในรูปแบบ 64 บิตเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปนั้น ก็ยิ่งทำให้มีการคาดเดาต่างๆ นานาว่า iPad Pro อาจถูกวางให้มาแทนที่ MacBook Air ในอนาคต โดยอาจมาในรูปแบบ convertible PC ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างแท็บเล็ตกับโน้ตบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโปรเซสเซอร์ A จะมีความเร็วมากเท่าใด แต่การที่จะนำมาใช้แทนที่โน้ตบุ๊กอย่างเบ็ดเสร็จนั้นอาจจะยังอยู่ไกลจากความเป็นจริงสักหน่อย (ในตอนนี้) สืบเนื่องจากโครงสร้างภายในของชิพที่เป็นคนละประเภทที่ใช้กับ MacBook ทำให้ไม่สามารถใช้แอปที่มีอยู่เดิม (ลักษณะเดียวกับที่ Windows RT ไม่สามารถเปิดโปรแกรมที่ใช้กับ Windows 7 หรือเก่ากว่าได้นั่นล่ะครับ) แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร Apple เองที่เห็นว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบไฮบริดไม่ใช่ทางออก เพราะไม่มีทางที่ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดีได้เลย แต่กลับเห็นว่าควรพัฒนาความสามารถของซอฟแวร์ให้เอื้อต่อการสลับไปใช้อุปกรณ์หลายประเภทได้อย่างสะดวกมากกว่า เราจึงได้เห็นแอปหลายตัวของ iOS และ OS X ทำงานร่วมกันผ่าน iCloud ในการอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ไม่ว่าผู้ใช้จะคีย์ข้อมูลผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใด

สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ iMac นั้นมีความเป็นไปได้หนึ่งก็คือ การเปลี่ยนไปใช้หน้าจอความละเอียด Ultra HD หรือ 4K (3840×2160 พิกเซล ในอัตราส่วน 16:9) ที่กำลังเนื้อหอมอยู่ในตอนนี้ แต่มีข้อแม้ว่าอาจต้องรอให้ต้นทุนการผลิตถูกลงกว่านี้สักหน่อย เพราะที่มีขายแยกเดี่ยวในตอนนี้มีราคาสูงเหลือเกิน

น่าเสียดายที่เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับโทรทัศน์จาก Apple เลยหลังจากที่เป็นกระแสมาพักหนึ่ง แต่อย่างไรเสียก็มีผู้คาดการณ์ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นมาจากการที่ Apple ไม่สามารถเจรจากับผู้ให้บริการคอนเท้นต์ต่างๆ เพื่อป้อนรายการให้ จึงทำให้ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรีบร้อนเปิดตัว แต่ในทางกลับกัน Apple TV ที่ใช้เสียบกับโทรทัศน์นั้นมีข่าวลือว่าอาจมีการอัปเกรดให้รองรับการเล่นเกมได้ดีขึ้น สอดรับกับกระแส Xbox One และ PlayStation 4 ที่กำลังแข่งกันยึดห้องนั่งเล่นในตอนนี้ โดยคุณสมบัติที่อาจมีการเพิ่มเข้าไปก็คือ Game Store ร้านขายเกมออนไลน์แบบเดียวกับใน iTunes

สรุป

จากที่กล่าวไปทั้งหมดน่าจะพอเห็นภาพกว้างๆ ได้ว่า อุปกรณ์พกพาและสวมใส่คือสิ่งที่น่าจับตาจาก Apple มากที่สุดในปีนี้ แม้ว่า iPhone 5S จะถูกครหาว่าไม่มีอะไรให้ “ว้าว” มากนักเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปของคู่แข่ง แต่การที่ไม่ยัดเยียดสิ่งต่างๆ ให้กับผู้ใช้มากเกินไปนับเป็นเสน่ห์แห่งการพัฒนาที่อยู่คู่บริษัทแห่งนี้มานาน โดยเฉพาะเมื่อนำมาประกอบกับการพัฒนาคุณสมบัติเดิมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจหาก iPhone 6 จะไม่มีบอดี้โค้งงอหรือลูกเล่นที่หวือหวา แต่จะเน้นเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ใหม่อย่าง iWatch ได้อย่างเรียบเนียน ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อทำให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างสนิทแนบมากขึ้น

ขณะเดียวกันคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กก็อาจต้องถึงเวลาผลัดใบให้ของใหม่ได้เฉิดฉาย แม้ว่าเราอาจไม่ได้เห็นนวัตกรรมที่ทำให้เราได้ตาค้างได้เหมือนอุปกรณ์พกพา แต่อนาคตของฮาร์ดแวร์นี้ก็ยังไม่ดับวูบเสียทีเดียว เพราะ Apple ให้คำมั่นว่าจะยังไม่ทอดทิ้งธุรกิจนี้และจะยังคงตั้งหน้าพัฒนาต่อไปโดยเน้นเพิ่มคุณสมบัติที่ทำให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้ดียิ่งขึ้น ให้สมกับที่ทำให้ Apple เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับคนทั่วไปมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมาครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s