Project Christine: พีซีในฝันสำหรับเกมเมอร์?

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 209 ประจำเดือนมีนาคม 2557

Razer สร้างชื่อเสียงจากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมรายแรกๆ ในท้องตลาด เริ่มจากการผลิตเมาส์เกมมิ่งที่สามารถตอบสนองได้ฉับไวและมีปุ่มให้ปรับแต่งมากมาย ขยับมาเป็นคีย์บอร์ด แผ่นรองเมาส์ หูฟัง มาจนกระทั่งปัจจุบันที่เริ่มผลิตฮาร์ดแวร์เป็นของตัวเองอย่างโน้ตบุ๊ก Blade และแท็บเล็ต Edge ที่มีสเปคท้าชนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อประดับไฮเอนด์ได้สบาย มาในปีนี้บริษัทก็ยังไม่หยุดคิดค้นนวัตกรรมเอาใจเกมเมอร์ เพราะได้เปิดตัว Nabu สายรัดข้อมือไฮเทคที่ออกมาขับเคี่ยวกับคอมพิวเตอร์สวมใส่จากค่ายอื่นซึ่งเป็นเทรนด์ไอทีที่มาแรงในปีนี้ แต่สำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ตัวจริงคงต้องสนใจ Project Christine ที่เปิดตัวพร้อมกันในงาน CES2014 ที่ผ่านมา

Project Christine คือแนวคิดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปแบบโมดูล่าที่สามารถถอดอัปเกรดได้ง่าย ทำให้งานที่ดูเหมือนจะมีแต่พวก geek อย่างเราจะทำได้กลายเป็นของง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย ซึ่งถ้าแนวคิดนี้กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงก็ดูจะเป็นเรื่องท้าทายอุตสาหกรรมนี้ (และบรรดาร้านในพันทิพย์) มากเลยทีเดียวดังที่ผมจะกล่าวต่อไป

ย้อนอดีต กว่าจะมาเป็นเดสก์ท็อปอย่างที่เห็น

ใครเคยดูเรื่อง Jobs ที่เพิ่งฉายไปเมื่อปีที่แล้วน่าจะพอเห็นภาพคอมพิวเตอร์ตามบ้านสมัยที่ Steve Jobs และก๊วนหนูผีกำลังประกอบคอมพ์อยู่ในโรงรถว่าไม่ได้มีหน้าตาน่าเอ็นดูอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ เพราะมีแผงวงจรประกอบติดกับชิพต่างๆ เต็มไปหมด คำว่ามาตรฐานหรือ form factor ยังไม่เกิดขึ้น บรรดาฮาร์ดแวร์จากค่ายต่างๆ จึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ใครรักใครชอบใครก็ต้องอยู่กับคนคนนั้นไปตลอด การที่เราจะเดินดุ่มๆ ไปซื้อเมนบอร์ดจาก GIGABYTE มาติดโปรเซสเซอร์ Intel ใช้การ์ดกราฟิกของ AMD เสริมด้วยการ์ดเสียงจาก ASUS จึงเป็นเพียงความฝันในตอนนั้น

ต่อมา IBM ได้พยายามสร้างมาตรฐานของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า IBM compatible (คนที่อายุเลขสองนำหน้าน่าจะพอคุ้นหูอยู่บ้าง) แต่หลังจากที่เทคโนโลยีได้รับการพัฒนา มาตรฐานเดิมจึงไม่เพียงพอเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ Intel จึงได้สร้างมาตรฐาน ATX เมื่อราว ค.ศ. 1995 และกลายมาเป็นชื่อที่คุ้นหูกันดีจากขนาดของเมนบอร์ดที่เป็นเหมือนกับกระดูกสันหลังของคอมพิวเตอร์ สิบปีต่อมา Intel พยายามนำเสนอมาตรฐานใหม่ที่ชื่อ BTX โดยมีจุดเด่นตรงที่มีขนาดกะทัดรัดและระบายความร้อนได้ดีกว่า แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่าไม่ได้รับความนิยมจนสูญหายไปในที่สุด และทำให้ ATX กลายมาเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปจนกระทั่งปัจจุบัน

โมดูลฮาร์ดแวร์ของ Project Christine จะแยกเป็นช่องๆ แบบนี้
โมดูลฮาร์ดแวร์ของ Project Christine จะแยกเป็นช่องๆ แบบนี้

Project Christine ท้าดวล ATX!

ความล้มเหลวในการนำเสนอ BTX เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปได้มีการหยั่งรากลึกมากขนาดไหน ATX เป็นมาตรฐานกลางที่เปิดโอกาสให้เราซื้อฮาร์ดแวร์หลากหลายยี่ห้อมาประกอบเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง สะดวกต่อการถอดประกอบ และที่สำคัญคือผู้บริโภค (เช่นพวกเรา) แทบจะร้อยละ 100 คุ้นเคยกับมาตรฐานนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีความรู้และทักษะในการเลือกซื้อและประกอบคอมพิวเตอร์ใช้เองที่บ้าน และนี่คือเหตุผลที่ Project Christine กำเนิดขึ้น

ด้านหน้าอันสวยงาม
ด้านหน้าอันสวยงาม

หน้าตาของเครื่องต้นแบบ Project Christine ที่ Razer ทำมาแสดงในงาน CES2014 มีลักษณะคล้ายกับเคสของค่ายดังที่ BMW ออกแบบให้ เห็นได้ว่าฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้นได้รับการบรรจุอยู่ในโมดูลแยกชิ้นกันอย่างชัดเจน ซึ่งประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ แรม การ์ดกราฟิก ฮาร์ดดิสก์ และ PSU แต่ละโมดูลจะเรียงซ้อนเป็นชั้นๆ เหมือนตั้งหนังสือ แต่ละชั้นถูกยึดอยู่กับตัวเครื่องผ่านสถาปัตยกรรม PCI-Express ซึ่งจะเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดให้ทำงานร่วมกัน หากผู้ใช้ต้องการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ชิ้นใดก็เพียงถอดโมดูลออกมาแล้วเสียบของใหม่เข้าไป หรือหากต้องการฮาร์ดแวร์เพิ่มก็เพียงแต่ใส่ลงใส่สล็อตโมดูลที่ยังว่างอยู่ ง่ายเสียยิ่งกว่าปลอกกล้วย!

แน่นอนว่าเมื่อฮาร์ดแวร์ถูกบรรจุในกล่องมิดชิดขนาดนี้ก็ต้องมีความกังวลเรื่องการระบายความร้อนกันบ้าง แต่ Razer ได้คิดเอาไว้แล้วว่าแต่ละโมดูลหรือกล่องฮาร์ดแวร์นั้นจะมีระบบระบายความร้อนเป็นของตัวเอง ซึ่งจะประกอบไปด้วยของเหลวประเภท mineral oil และเทคโนโลยีที่จะลดเสียงรบกวนขณะใช้งาน นอกจากนี้ยังรองรับการโอเวอร์คล็อกอย่างเต็มรูปแบบเอาใจขาฮาร์ดคอร์เช่นเดิม

ไม่ต้องซื้อใหม่ แต่จ่ายเป็นรายเดือน เอาไหม?

แม้ว่าแนวคิดจะดูดีเพียงใด แต่ Project Christine คงต้องฝ่าด่านอรหันต์อีกมากกว่าที่จะวางจำหน่ายได้จริง เริ่มจากในตอนนี้ยังไม่มีใครได้เห็นเจ้าคอมพ์เลโก้เครื่องนี้ทำงานได้จริงๆ เลย ตัวต้นแบบที่นำมาแสดงในงาน CES2014 ก็เป็นเพียงดัมมี่ให้เห็นแนวคิดคร่าวๆ เท่านั้น นอกจากนี้ Razer คงต้องใช้เวลาในการเจรจากับคู่ค้าที่เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ให้หันมาสนับสนุนโครงการนี้ เพราะบริษัทไม่ได้เป็นผู้ผลิตการ์ดกราฟิกหรือฮาร์ดดิสก์

โมดูลแต่ละชิ้นสามารถแยกออกมาได้เหมือนเลโก้
โมดูลแต่ละชิ้นสามารถแยกออกมาได้เหมือนเลโก้

นอกจากนี้ Razor คงต้องหาทางคิดราคาขายให้เหมาะสม เพราะหากมีการใช้วัสดุและระบบระบายความร้อนที่หวือหวาแล้วนั้น ราคาขายก็คงต้องแพงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม Min Liang-Tan ซีอีโอของบริษัทแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า กำลังพิจารณาโมเดลการบอกรับเป็นสมาชิก (subscription model) เป็นทางเลือก กล่าวคือ ผู้ใช้เสียค่าสมาชิก Project Christine เป็นรายเดือน และทาง Razor จะส่งโมดูลฮาร์ดแวร์ใหม่ไปให้อัปเกรดเป็นระยะ ส่วนโมดูลเดิมที่ผู้ใช้ส่งกลับเข้ามา ทางบริษัทก็จะส่งไปยังผู้สมัครสมาชิกระดับล่างๆ (ซึ่งเสียค่าสมาชิกถูกกว่า) วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ วิธีนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ซื้อฮาร์ดแวร์ทั้งยวงเวลารุ่นใหม่ออกมา แถมยังได้ของใหม่ไปเล่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะว่าไปแนวคิดนี้ก็ไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว เพราะได้มีการนำมาใช้กับซอฟแวร์แล้ว เช่น Adobe Creative Cloud และ Microsoft Office 365 ที่ผู้ใช้เสียค่าสมาชิกเป็นรายเดือน ผู้พัฒนาก็จะคอยอัปเกรดเสริมลูกเล่นให้กับซอฟแวร์อยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้จึงได้ของที่สดใหม่ทันทีที่พัฒนาเสร็จ

ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่ได้มีการคิดไว้ก็คือ Razor จะรับซื้อโมดูล Project Christine คืนจากผู้ใช้โดยแลกกับส่วนลดในการซื้อรุ่นใหม่ โดยโมดูลเก่าที่รับซื้อคืนมาก็จะนำมาปรับปรุงและปล่อยขายให้กับผู้ใช้รายอื่นในราคาที่ลดลง

สรุป

การประกอบพีซีด้วยตัวเองถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของใครหลายคน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีมาตรฐานต่างๆ ช่วยให้ฮาร์ดแวร์จากหลายค่ายผู้ผลิตคุยกันรู้เรื่อง แต่การที่จะต้องมานั่งศึกษาความสามารถของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น อัปเดตไดรเวอร์ หรือแงะเครื่องทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนของใหม่นั้นก็ทำให้หลายคนเปลี่ยนใจไปเล่นคอนโซลที่ใช้งานได้ง่ายกว่าแทน

หาก Project Christine ได้รับการพัฒนาต่อยอดและวางขายได้จริงๆ ก็นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่แต่เฉพาะผู้บริโภคทั่วไปเท่านั้น แต่กับเกมเมอร์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับฮาร์ดแวร์ใหม่มาใช้จากการเสียเงินเป็นสมาชิก ลองคิดดูเล่นๆ ว่าปัจจุบันนี้เราต้องเสียเงินเรือนหมื่นซื้อการ์ดกราฟิกใหม่แทบจะทุกปีถ้าหากอยากจะเล่นเกมล่าสุดพร้อมกับเปิดรายละเอียดกราฟิกสูงสุด ส่วนของเก่าถ้าไม่ขายเป็นสินค้ามือสอง (ซึ่งราคาจะตกลงมาก) ก็ต้องรวบรวมประกอบเป็นเครื่องสำรองหรือให้คนที่บ้านใช้ การนำโมเดลบอกรับเป็นสมาชิกมาใช้กับ Project Christine จะช่วยให้เราได้ของใหม่มาใช้ตลอดเวลา สอดรับกับเกมใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มกินกำลังเครื่องมากขึ้นทุกที ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ที่หามาอย่างยากเย็นไปทีเดียวอีกด้วย

เป็นกล่องแบบนี้ก็ดีอยู่ แต่ต้องระบายความร้อนได้ดีด้วยนะ
เป็นกล่องแบบนี้ก็ดีอยู่ แต่ต้องระบายความร้อนได้ดีด้วยนะ

แต่กว่าจะถึงวันนั้น Razor คงต้องหาเวลามาแสดงเครื่องที่สามารถใช้งานได้จริง เพราะจะช่วยตอบข้อกังขาเรื่องความเข้ากันได้กับซอฟแวร์ ระบบปฏิบัติการ และเกมที่เราเล่น ที่สำคัญคือการระบายความร้อนที่ต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับชิ้นส่วนแรงๆ แต่หากทำได้จริง ผมว่าวงการฮาร์ดแวร์พีซีคงต้องมีการพลิกโฉมกันก็คราวนี้ละครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s