กระซิบความลับให้โลกรู้ด้วย Whisper

Can you hear me?

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 185 ประจำเดือนพฤษภาคม 2557

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเชิงทำนายแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าติดตามในปีนี้ไว้ว่า แนวคิดหนึ่งที่น่าจะมาแรงก็คือเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งตรงกันข้ามกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Facebook และ Twitter ที่สนับสนุน (แกมบังคับ?) ให้ผู้ใช้เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามจริง เป็นเหตุให้ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เผยแพร่เนื้อหาที่ย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองในภายหลัง

ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่พยายามทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือการที่ไม่ไปบังคับให้ผู้ใช้ต้องเปิดเผยชื่อนามสกุลจริง หรือลบเนื้อหาทิ้งอย่างถาวรหลังจากที่ถึงมือผู้รับแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Snapchat แอปรับส่งภาพถ่ายและวิดีโอที่จะลบเนื้อหาหลังจากที่ถึงมือผู้รับภายในระยะเวลาที่ผู้ส่งกำหนด เหมือนกับที่เราเห็นในหนังสายลับที่จะมีฉากข้อความทำลายตัวเองทันทีที่พระเอกรับทราบ แต่โดยพื้นฐานแล้วแอปพลิเคชันเหล่านี้ยังเป็นเพียงการรับส่งเนื้อหาสองทางระหว่างผู้รับกับผู้ส่งเท่านั้น แต่จะเป็นอย่างไรหากคุณสมบัติดังกล่าวได้รับการยกระดับขึ้นเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใครก็ตามสามารถแบ่งปันเนื้อหาให้กับผู้คนทั่วโลกโดยที่ไม่ต้องเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม?

ใน Facebook สิ่งที่เราเห็นคือสิ่งที่ปั้นแต่ง

แต่เดิมก่อนที่เครือข่ายสังคมออนไลน์จะได้รับความนิยมนั้น การเผยแพร่เนื้อหาหรือโพสต์ข้อความถามตอบตามเว็บบอร์ดต่างๆ มักทำโดยที่ผู้ใช้ไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม การแลกเปลี่ยนทางความคิดจึงเกิดขึ้นได้อย่างเสรีโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องอายหรือกลัวว่าจะมีระเบิดมาวางหน้าบ้านหากโพสต์ข้อความที่ไม่เข้าหูใคร แต่การที่ผู้ใช้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองนั้นก็ทำให้เกิดการ “ล้ำเส้น” ในบางครั้ง แต่ก็อยู่ในแวดวงของกลุ่มผู้ใช้ที่จำกัด เพราะคุณสมบัติต่างๆ ยังไม่เอื้อให้สามารถแบ่งปันเนื้อหาไปในวงกว้าง

เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวใหม่ ข้อดีของการที่ต้องเปิดเผยชื่อจริงคือทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายกับคนที่เป็นเพื่อนกันจริงๆ ได้สะดวกขึ้น และขณะเดียวกันก็เป็นการบังคับทางอ้อมให้ผู้ใช้รับผิดชอบสิ่งที่ตนได้เผยแพร่ไป การที่เราต้องคิดหน้าคิดหลังที่ก่อนที่จะโพสต์อะไรลงไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นโลกของคนคนนั้นเพียง “ด้านเดียว” ที่เขาหรือเธอ “คัดเลือก” มาแล้วว่าเหมาะสมและเผยแพร่ได้ ปรากฏการณ์ “คลั่งถ่ายภาพตัวเอง” หรือ Selfie เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้คนอื่นเห็น “ด้านมืด” ของตน เพราะฉะนั้นในฟีดข่าวของเราจึงเต็มไปด้วยภาพคู่รัก “กำลังดูดดื่ม” แต่ไม่มีภาพตอนที่ “กำลังตบตี” (ไม่เหมือนละครหลังข่าว ฮา!) มีข่าวประกาศ “แต่งงาน” แต่ไม่มีข่าว “ตอนหย่า” มีปุ่ม “ชอบ” แต่ไม่มีปุ่ม “ไม่ชอบ” เป็นต้น

กระซิบด้านมืดให้โลกรู้ด้วย Whisper

ช่องว่างระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนบนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้แอปพลิเคชันที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เปิดเผยแพร่เรื่องลับๆ ภายใต้นามแฝงบนโลกออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น เฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาก็จะมีแอปพลิเคชัน 2 รายการ ที่กำลังได้รับการพูดถึงมากในขณะนี้ก็คือ Secret และ Whisper แต่เนื่องจากขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ Secret เปิดให้ผู้ที่อาศัยในสหรัฐอเมริกากับแคนาดาใช้งานได้เท่านั้น บทความนี้จึงจะพูดถึง Whisper เป็นหลัก ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบ iOS และ Android

ผมได้ลองเล่น Whisper มาระยะหนึ่งแล้วและพบว่าการใช้งานไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เมื่อเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมาก็จะพบว่าหน้าแรก (Home) ได้รับการแบ่งเป็นหลายส่วน ประกอบด้วย 1. Popular ซึ่งจะแสดง Whisper หรือเนื้อหาที่กำลังได้รับความนิยม 2. Nearby ซึ่งจะแสดงเนื้อหาที่ได้รับการเผยแพร่โดยผู้ใช้ที่อยู่ใกล้ๆ 3. Featured เนื้อหาที่ได้รับการคัดกรองจากทีมงาน และ 4. Latest เนื้อหาที่ได้รับการเผยแพร่ล่าสุด

หน้าแรกของ Whisper แสดงเนื้อหาเรียงตามลำดับความนิยม
หน้าแรกของ Whisper แสดงเนื้อหาเรียงตามลำดับความนิยม

เมื่อลองกดเข้าไปที่ Whisper ก็จะพบว่าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ข้อความ ภาพพื้นหลัง และส่วนที่เราสามารถโต้ตอบกับผู้สร้างเนื้อหาดังกล่าวได้ โดยสามารถกระทำได้ 4 วิธี คือ 1. ให้หัวใจ (heart) 2. ตอบกลับ (reply) ซึ่งเป็นเหมือนกับการสร้าง Whisper ขึ้นมาอีกอัน 3. ส่งข้อความถึงโดยตรง (direct message) และ 4. กดแบ่งปัน (share) ผ่านอีเมล หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่น ซึ่งในตอนนี้ประกอบด้วย Facebook, Twitter, Tumblr และ Pinterest

ลักษณะการตอบกลับใน Whisper ซึ่งจะเป็นการสร้าง Whisper ขึ้นมาอีกอันหนึ่ง
ลักษณะการตอบกลับใน Whisper ซึ่งจะเป็นการสร้าง Whisper ขึ้นมาอีกอันหนึ่ง

สำหรับผู้ที่ต้องการสร้าง Whisper ขึ้นมาเผยแพร่เองบ้างนั้นก็สามารถทำได้โดยย้อนกลับไปที่หน้าแรกซึ่งจะเห็นเครื่องหมาย + ใหญ่ๆ อยู่บริเวณด้านล่างกลางของจอ เมื่อกดเข้าไปก็จะพบกล่องที่ให้เราพิมพ์ข้อความอะไรก็ได้ทีอยากกระซิบให้โลกรู้ เมื่อกด Next ระบบก็จะคัดเลือกภาพให้เหมาะสมกับข้อความของเราพร้อมกับทำป้ายคำ (tag) ให้เสร็จสรรพ มาถึงตรงนี้จะพบว่าตัวแอปพลิเคชันเปิดโอกาสให้เราปรับแต่งให้มากมายพอดู ทั้งการเปลี่ยนฟอนต์ตัวอักษร เปลี่ยนป้ายคำ เปลี่ยนภาพถ่ายใหม่ โดยจะเลือกจากที่มีในระบบหรือใช้สมาร์ทโฟนถ่ายเองก็ได้ รวมทั้งสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้ระบุสถานที่ด้วยหรือไม่ แต่แนะนำให้ปิดเสียถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเรากระซิบบอกมาจากส่วนใดของโลก เมื่อกระซิบเสร็จแล้ว เราสามารถเข้าไปตามดูผลตอบรับได้โดยเข้าไปที่ส่วน Activities ซึ่งเมื่อเข้าไปครั้งแรกนั้น ระบบจะให้เราตั้งค่า PIN เฉพาะขึ้นมา (สามารถยกเลิกได้ภายหลัง) ซึ่งเป็นเหมือนกับรหัส เผื่อว่าเราทำมือถือหายคนที่ตามเก็บเจอจะได้ไม่สามารถเข้าไปแอบดู Whisper ของเรา พอเข้ามาแล้วเราก็สามารถเล่นกับผู้ใช้คนอื่นได้ตามปกติ

เท่าที่ลองใช้งานก็พบว่า Whisper ค่อนข้างมอบความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้มากพอดู เริ่มจากการตั้งค่า PIN ตามที่กล่าวไป และการตั้งชื่อเล่น (nickname) ที่ระบบจะคิดให้โดยอัตโนมัติในตอนเริ่ม แต่สามารถเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ทำให้คนอื่นจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราเป็นใคร หรือมาจากไหน (หากไม่เลือกเปิดเผยสถานที่) นอกจากนี้ ในหน้าแรกยังมีส่วนที่ให้เราค้นหา Whisper ของคนอื่นตามต้องการ โดยสามารถค้นได้จากชื่อ “สถานที่” และ “หัวข้อ” การใช้งานในส่วนนี้จึงมีความน่าสนใจตรงที่เราสามารถพบความคิดเห็นแปลกๆ เกี่ยวกับประเด็นที่เราค้นหาได้มากมาย อันเป็นผลมาจากการที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดเผยชื่อจริงนั่นเอง ลองค้นคำว่า Thailand ดูสิครับ อาจจะประหลาดใจก็ได้นะ

ประเด็นลับ ลวง พราง ที่น่าติดตาม

เนื่องจากเราไม่มีทางทราบได้เลยว่าผู้ที่เผยแพร่ Whisper ต่างๆ คือใคร ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาจึงยังขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้เครือข่ายสังคมลับ ลวง พรางแห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยข่าวลือที่ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงได้ ซึ่งแตกต่างจาก Facebook และ Twitter ที่มักถูกใช้ในงานข่าวเพื่อรวบรวมข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวในประเด็นที่ปุถุชนสนใจ จึงทำให้ในขณะนี้ Whisper ยังคงเป็นเพียงสถานที่บอกเล่าเรื่องลับๆ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ในพื้นที่สาธารณะของโลกจริง เป็นสถานที่ระบายความรู้สึกราวกับเป็นห้อง “สารภาพบาป” ขนาดยักษ์ ซึ่งคอยย้ำเตือนว่าโลกที่เราอาศัยอยู่เต็มไปด้วยบรรยากาศสีเทาที่มีทั้งสุขเศร้าคละกันไป ไม่เหมือนกับเครือข่ายสังคมออนไลน์กระแสหลักที่มักมีแต่เนื้อหาของพวกโชว์ออฟให้เรากด “ชอบ” เท่านั้น

แต่ที่สำคัญคือ ด้วยเหตุที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน จึงเกิดช่องว่างให้ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้เป็นพื้นที่ในการสร้างความก่อกวน แสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสม หรือเลยเถิดไปถึงขั้นตามรังควานผู้ใช้รายอื่น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นต้นเหตุให้บริการที่มีลักษณะคล้ายกันต้องม้วนเสื่อไปหลายราย เช่น PostSecret ที่หยุดให้บริการแอปพลิเคชันบน iPhone เมื่อ ค.ศ. 2012 เนื่องจากไม่สามารถคุมการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมได้ และ Ask.fm ที่เคยมีผู้ใช้หญิงรายหนึ่งฆ่าตัวตาย โดยพ่อของเธอได้โยนความผิดไปให้บริการดังกล่าว เนื่องจากผู้ตายถูกคุกคามโดยผู้ใช้ที่ไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ Whisper จึงอนุญาตให้ผู้ใช้ปักธง (flag) หรือรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหากเป็นกรณีที่รุนแรงแล้ว ทีมงานก็จะส่งเรื่องต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

บ้างครั้งเนื้อหาใน Whisper ก็ดูแปลกๆ แบบนี้
บ้างครั้งเนื้อหาใน Whisper ก็ดูแปลกๆ แบบนี้

รายงานล่าสุดระบุว่า Whisper มียอดผู้เข้าชมถึง 3 พันล้านครั้งต่อเดือน และผู้ใช้งานจะเข้ามาดูความเคลื่อนไหวภายในแอปพลิเคชันโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 8 ครั้ง หรือกว่าวันละ 30 นาที แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะดูน่าประทับใจและน่าจะดึงดูดให้สร้างโมเดลธุรกิจได้ไม่ยาก แต่นักลงทุนอย่าง Marc Andreessen กลับมีความเห็นว่า ไม่ควรไปให้ความสำคัญกับแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงลบเช่นนี้ และเรียกร้องให้ผู้พัฒนาออกมาแสดงความรับผิดชอบทางศีลธรรม ขณะที่ Bill Gurley ที่เคยร่วมทุนใน Snapchat ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า แอปพลิเคชันลักษณะนี้คงสร้างโมเดลธุรกิจได้ยาก เพราะคงไม่มีหน่วยงานไหนอยากลงโฆษณาบนสื่อที่เต็มไปด้วยเนื้อหาเชิงลบ

สรุป

จริงอยู่ที่เนื้อหาภายใน Whisper อาจมีข้อความสองแง่สองง่าม หรือหมิ่นเหม่ศีลธรรม แต่ข้อดีก็คือ มีผู้ใช้บางรายใช้เป็นสถานที่ในการหาคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่น่าอับอายเกินกว่าจะหันไปปรึกษาใครที่ไหน (แต่คำปรึกษาที่ตอบกลับมาจะเชื่อถือได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) หรือเป็นสถานที่ไว้สำหรับฆ่าเวลา แต่ที่สำคัญคือเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์เพียงไม่กี่แห่งในเวลานี้ที่ผู้ใช้ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแบล็คเมล์ในภายหลัง โลกที่อยู่ในนั้นจึงเทาๆ อย่างที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนั่นเองครับ

ข้อดีของ Whisper คือสามารถใช้เป็นสถานที่ขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ได้
ข้อดีของ Whisper คือสามารถใช้เป็นสถานที่ขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ได้
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s