Google 2014 กับนวัตกรรมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 186 ประจำเดือนมิถุนายน 2557

ผู้เขียนได้เคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดว่า Apple จะเปิดตัวในปีนี้ไปแล้วในบทความก่อนๆ มาถึงคราวนี้ก็คิดว่าเป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะนำเสนอเนื้อหาของคู่แข่งอย่าง Google กันบ้าง ที่ผ่านมาเราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายประการเกี่ยวกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีนี้ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากที่กำลังซุ่มพัฒนาอยู่ เลยทำให้การรวบรวมข้อมูลในการเขียนบทความนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับการจับปูใส่กระด้งเลยทีเดียว แต่ก็ได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ครอบคลุมทุกการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและที่จะส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ใช้งานมากที่สุด เริ่มจาก…

Android: หุ่นเขียวยุคใหม่ ที่ไม่ใช่แค่อยู่บนฝ่ามือ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Android คือระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะได้ไปสิงสถิตอยู่ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากมายนับไม่ถ้วน ด้วยความที่เป็นระบบเสรีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จึงสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมฟังชันการใช้งานใดลงไปก็ได้ ผู้บริโภคจึงมีตัวเลือกมากมายแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าสมาร์โฟนหรือแท็บเล็ต Android ทุกเครื่องจะให้อารมณ์ความรู้สึกขณะใช้งานที่เหมือนกัน ปัญหา fragmentation ดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Google จับมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหญ่ในโครงการ Nexus เพื่อที่จะสร้างแม่แบบของฮาร์ดแวร์ที่ดึงศักยภาพของระบบปฏิบัติการออกมาให้ได้มากที่สุด และมักเปิดตัวพร้อมกับ Android เวอร์ชันใหม่ทุกปี โดยรุ่นล่าสุดที่เพิ่งมีการเปิดตัวไปก็คือ Nexus 5 โดย LG ซึ่งเปิดตัวพร้อมกับ Android 4.4 Kit Kat เมื่อปีที่แล้ว

ที่น่าแปลกก็คือในปีนี้นอกจากเราจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับ Android เวอร์ชันใหม่น้อยมากก็ยังมีข่าว (ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน) ว่า Google อาจยกเลิกโครงการ Nexus และแทนที่ด้วย Android Silver ซึ่งจะเป็นโครงการที่ Google ควงแขนผู้ผลิตหลายค่ายในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ Android ระดับพรีเมียมแบบเดียวกับ Nexus แต่จะไม่จำกัดอยู่ที่ผู้ผลิตแค่รายเดียวอีกต่อไป โดย Google จะตั้งมาตรฐานกลางขึ้นมากำหนดรายละเอียดของฮาร์ดแวร์ที่ต้องการได้ชื่อว่าเป็น Android Silver ไม่ว่าจะเป็นสเปคภายในหรือวัสดุที่ใช้ในการผลิต เป็นต้น สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใดที่ผ่านมาตรฐานนี้ก็จะได้รับตราประทับอันทรงเกียรตินี้ไปครอง โดย Google จะรับประกันให้ว่าฮาร์ดแวร์ Silver จะได้รับการอัปเดตซอฟแวร์ทันทีที่ Android เวอร์ชันใหม่พัฒนาเสร็จ ส่วนผู้บริโภคก็มั่นใจได้ถึงสินค้าที่มีคุณภาพ และนอกจากนี้ Google ยังมีแผนการช่วยเหลือในด้านการตลาดและการวางจำหน่ายภายในร้านค้าเฉพาะสำหรับ Android Silver อีกด้วย

Android Silver ทายาท Nexus สำหรับผู้หลงใหลในอุปกรณ์พรีเมี่ยม
Android Silver ทายาท Nexus สำหรับผู้หลงใหลในอุปกรณ์พรีเมี่ยม

ว่ากันว่าสาเหตุที่ Google คิดโครงการ Android Silver ขึ้นมาก็เพราะกังวลกับอิทธิพลของ Samsung ที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ที่ใช้ Android ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจเพิ่มอำนาจในการต่อรองต่างๆ ที่อาจทำให้ Google ต้องเสียเปรียบ หรือไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่เป็นคู่แข่ง เป็นต้น

น่าเสียดายที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าฮาร์ดแวร์ Android Silver จะวางจำหน่ายเมื่อใดหรือมีผู้ผลิตรายใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการ แต่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับหุ่นดรอยด์ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัว Android Wear ซึ่งเป็นโครงการที่จะขยาย Android ไปสู่สมรภูมิ wearable device หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ โดยเริ่มต้นจากนาฬิกาข้อมือที่จะสามารถแสดงข้อมูลแจ้งเตือนต่างๆ จากแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน การค้นหาข้อมูลหรือสั่งการด้วยเสียง ไปจนถึงความสามารถในการตรวจสอบความฟิตของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระยะทางที่เราวิ่ง ไปจนถึงปริมาณแคลอรีที่ถูกเผาผลาญ ทั้งหมดนี้ผู้ใช้สามารถใช้สายตาชำเลืองมองดูข้อมูลได้จากนาฬิกาข้อมือที่ใช้ Android Wear โดยที่ไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเลย

ขณะนี้ Google ได้ปล่อยเวอร์ชัน Developer Preview ของ Android Wear สำหรับนักพัฒนาออกมาแล้ว พร้อมกับประกาศความร่วมมือกับผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Asus, HTC, LG, Motorola และ Samsung รวมทั้งแบรนด์แฟชันอย่าง Fossil ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์วางจำหน่าย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มหามาเป็นเจ้าของภายในปีนี้

Moto 360 นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกๆ ที่ใช้ Android Wear ขับเคลื่อน
Moto 360 นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกๆ ที่ใช้ Android Wear ขับเคลื่อน

ที่น่าสนใจก็คือ ไม่เพียงแต่ Android จะเริ่มขยับมาอยู่บนข้อมือของเราเท่านั้น แต่จะเริ่มขยายสาขาไปอยู่บนทีวีด้วยเช่นกัน หลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักของ Google TV เนื่องจากประสบความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า มาในปีนี้ Google ขอแก้มือในการรุกหัวหาดห้องนั่งเล่นอีกครั้งด้วย Android TV ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า โดยเอกสารล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า Android TV ไม่ได้พยายามเปลี่ยนทีวีให้ฉลาดขึ้นประหนึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ประจำห้องนั่งเล่น แต่จะเป็นเพียงอินเทอร์เฟสที่สามารถใช้งานง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญคือผู้ใช้ต้องรู้สึกสนุกไปกับมัน

เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ Google ได้ร่วมมือกับผู้พัฒนาหลายรายในการสร้างแอปพลิเคชันบนทีวีที่เน้นความเรียบง่าย โดยหลักแล้วอินเทอร์เฟสที่ว่าจะประกอบไปด้วยชุด “การ์ด” ที่แสดงแทนภาพยนตร์ รายการแสดงต่างๆ แอปพลิเคชัน หรือเกมวางเรียงกันอยู่ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อนดูได้โดยใช้รีโมท อีกทั้งยังมีตัวเลือกให้ใช้กับอุปกรณ์ควบคุมเกม ทำให้เราอาจมีโอกาสเล่นเกม Android จากบนทีวีได้ในเร็ววัน และแน่นอนว่ายังรองรับการสั่งด้วยเสียงที่กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานการควบคุมคอมพิวเตอร์ในอนาคต

พูดถึงการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงโครงการ Android@Home ที่ได้รับการเปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2011 โดยเป็นความพยายามของ Google ในการที่จะให้อุปกรณ์ Android สามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างภายในบ้านหรือที่เรียกกันว่า Home Automation เช่น การใช้สมาร์ทโฟนในการเปิดหลอดไฟ เป็นต้น น่าเสียดายที่เราไม่ได้ยินข่าวคราวในส่วนนี้มากนัก จนกระทั่ง Google ได้เข้าซื้อกิจการ Nest Labs ผู้ผลิตเครื่องควบคุมอุณหภูมิที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของเจ้าบ้าน และเครื่องดักจับควันอัจฉริยะ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายคาดว่า Google คงต้องการกำลังสมองจากทีมงานนี้ในการสร้างบ้านไฮเทคให้เป็นความจริง โดยเฉพาะจาก Tony Fadell ซีอีโอของบริษัท ที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนา iPod ให้ดังระเบิดมาแล้ว

ที่กล่าวทั้งหมดคือการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวเนื่องกับ Android ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นตราสินค้าของ Google ที่ผู้คนคุ้นเคยมากที่สุดรองจากเสิร์ชเอ็นจิ้นและ Gmail เพราะว่ามันอยู่ใกล้ตัวเราทุกวี่วัน ทีนี้ลองมาดูโครงการโลกพระจันทร์ของ Google กันบ้างดีกว่าว่ามีการอัปเดตอย่างไรบ้าง

Google X: สู่โลกพระจันทร์อันไกลโพ้น

Moonshot คือชื่อเรียกโครงการที่เป็นผลผลิตมาจากห้องทดลอง Google X ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมคนที่มีไอเดียสุดขั้วมาไว้ด้วยกัน ซึ่งแต่ละโครงการนั้นก็ขึ้นชื่อว่าท้าทายความสามารถของบรรดาวิศวกรและขีดจำกัดของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก ในตอนนี้มีโครงการโลกพระจันทร์ที่ได้รับการเปิดเผยออกมาทั้งหมด 4 โครงการด้วยกัน ได้แก่ 1. Google Glass 2. พาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ 3. Project Loon และ 4. คอนแทคเลนส์ที่สามารถวัดระดับน้ำตาลในร่างกาย ซึ่งแต่ละโครงการก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจแตกต่างออกไป

เริ่มจาก Google Glass ที่ถึงแม้จะได้รับการอัปเดตด้วยการเพิ่มหูฟังและใช้งานร่วมกับกรอบแว่นอื่นแต่ปฏิกิริยาที่ผู้คนมีต่อแว่นอัจฉริยะนี้ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ดังเห็นได้จากร้านอาหารหรือผับบาร์หลายแห่งที่ต่างประเทศเริ่มติดป้ายห้ามผู้ใช้สวมใส่ Google Glass ภายในร้าน เนื่องจากต้องการรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ตลอดจนเหตุการณ์ที่คนใส่ถูกดักทำร้ายก็มีให้เห็นเนื่องๆ เป็นต้น ที่สำคัญคือเรายังไม่เห็นแอปพลิเคชันใดน่าสนใจพอที่จะเชิญชวนให้ผู้ใช้ทั่วไปซื้อหาแว่นไฮเทคนี้มาเป็นเจ้าของเลย

Google Glass รุ่นใหม่สามารถใส่หูฟังได้แล้ว แต่ผู้คนจะให้การยอมรับหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง
Google Glass รุ่นใหม่สามารถใส่หูฟังได้แล้ว แต่ผู้คนจะให้การยอมรับหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง

มีผู้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เสน่ห์ของ Google Glass เริ่มแผ่วลงว่าเกิดมาจากการที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือทดลองใช้อุปกรณ์ประเภทใหม่นี้ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะ Google สงวนไว้สำหรับนักพัฒนาเท่านั้นในช่วงแรก เมื่อเห็นคนที่ใช้เข้าก็เลยเกิดความรู้สึกกลัวว่าตนจะถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น ถูกแอบถ่าย เป็นต้น หาก Google ปล่อย Glass ออกมาให้แพร่หลายมากกว่านี้คนทั่วไปก็อาจเกิดความคุ้นเคยและไม่รู้สึกว่าเป็นภัยต่อตนเองแต่อย่างใด อีกเหตุผลก็คือผลงานของ Glass ที่ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือการถ่ายวิดีโอที่จะได้มุมมองที่ต่างออกไป แต่นอกจากนั้นก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าประโยชน์ที่แท้จริงของ Glass คืออะไรกันแน่ ซึ่งปัญหานี้อาจถูกแก้ไขได้ด้วยการให้คนทั่วไปเข้าถึง เพื่อจะได้เป็นการระดมไอเดียและดึงประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ออกมามากที่สุด

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอื่นของโครงการ Moonshot เกิดขึ้นกับพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติโดย Google ได้แสดงผลงานที่ตัวรถสามารถวิ่งภายในตัวเมืองได้โดยไม่ไปชนมนุษย์ผู้ใดจนเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งทีมงานได้พัฒนาซอฟแวร์ที่สามารถตรวจสอบวัตถุบนถนนได้ละเอียดอย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังเดินข้ามถนน รถประจำทาง สัญญาณบอกให้รถหยุด หรือคนที่กำลังปั่นจักรยานอยู่บนถนน เป็นต้น นับเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญสำหรับโครงการแสนทะเยอทะยานนี้

อย่างไรก็ตาม คงอีกนานกว่าที่จะได้เห็นรถไฮเทควิ่งกันเต็มท้องถนน เพราะข่าวล่าสุดรายงานว่า Google กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ในการนำอุปกรณ์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไปติดตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมา ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะอุปกรณ์ที่ว่านี้ได้มีการประเมินต้นทุนว่าอาจสูงกว่า 150,000 เหรียญสหรัฐ (เกือบ 5 ล้านบาท) และยังไม่นับประเด็นทางกฎหมายและการอนุญาตต่างๆ อีกมากที่คงต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ จึงสรุปได้ว่าช่วงสองสามปีนี้คงต้องขับรถกันเองต่อไป

ต่อมาที่ Project Loon หรืออินเทอร์เน็ตติดบอลลูนที่ตอนนี้มีข่าวล่าสุดออกมาว่า Google จะปล่อยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายของแต่ละประเทศ “เช่า” ลูกโป่งที่ว่าเพื่อส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ที่เสาสัญญาณครอบคลุมไม่ถึง ซึ่งเป็นการวิ่งสวนทางกับแผนที่วางไว้ในตอนต้นว่า Google จะซื้อใบอนุญาตคลื่นความถี่จากผู้ให้บริการมาใช้เอง มีผู้วิเคราะห์ว่า Google ได้เดินมาถูกทางแล้ว เนื่องจากทำให้บริษัทดูเป็นมิตรมากขึ้น เพราะแน่นอนว่าหากปล่อยบอลลูนลอยอยู่เหนือประเทศใดก็ย่อมต้องมีผู้วิตกด้านการดักฟังหรือล้วงความลับ

สุขภาพที่ดีคือสิ่งที่ทุกคนถามหา Google จึงได้เปิดตัวโครงการพัฒนาคอนแทคเลนส์อัจฉริยะที่สามารถวัดระดับน้ำตาลในร่างกายได้จากน้ำตา นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาใส่หลอดไฟ LED เล็กๆ ไว้ข้างในสำหรับแจ้งเตือนผู้ใส่เมื่อระดับน้ำตาลสูงขึ้น และล่าสุดก็เพิ่งได้ตัว Babak Parviz ผู้เคยทำงานกับ Microsoft Research มาเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาด้วย แต่ประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้น Calico บริษัทลูกของ Google ที่พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะนวัตกรรมช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้ Calico ก็เริ่มทยอยจ้างนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาบ้างแล้ว แต่เรายังไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้น

คอนแทคเลนส์อัจฉริยะของ Google โปรเจค Moonshot นี่ไปไกลแล้วจริงๆ
คอนแทคเลนส์อัจฉริยะของ Google โปรเจค Moonshot นี่ไปไกลแล้วจริงๆ

สรุป

เห็นได้ชัดว่าในอนาคต Google คงไม่ใช่บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเท่านั้นอีกต่อไป เพราะจากการประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือการเข้าซื้อกิจการบริษัทอื่นในช่วงหลังนั้นได้แสดงให้เห็นว่า Google ได้แตกสายโครงการพัฒนาต่างๆ ออกไปกว้างครอบคลุมแทบทุกส่วนของโลกเทคโนโลยี แต่ว่าโครงการต่างๆ เหล่านั้นจะออกมาเป็นรูปร่างขนาดไหนก็คงต้องติดตามต่อไปครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s