4K Gaming: คมบาดจิต ชัดบาดใจไปกับ 4K

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 212 ประจำเดือนมิถุนายน 2557

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากราฟิกที่สวยงามคือสิ่งสำคัญที่ช่วยผลักดันวงการเกม สมัยที่ความละเอียด 640×480 หรือ 800×600 พิกเซล ยังเป็นมาตรฐานของจอมอนิเตอร์นั้นผมก็คิดว่า “ยังสวยไม่พอ” ต่อมาเมื่อความละเอียด 1920×1080 พิกเซล หรือที่เรียกว่า Full HD ได้กลายมาเป็นมาตรฐานการแสดงผลภาพในปัจจุบันผมก็คิดว่า “มันน่าจะมีอะไรดีกว่านี้อีกนะ” และเมื่อได้มาติดตามข่าวเทคโนโลยีช่วงเวลานี้ที่ความละเอียด 4K หรือ Ultra HD กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากผมก็คิดว่า “อืมมม…. นี่ล่ะสิ่งที่กำลังมองหา”

เทคโนโลยีการ์ดกราฟิกในปัจจุบันได้รับการพัฒนามาถึงระดับที่สามารถแสดงผลภายใต้ความละเอียด Full HD ได้อย่างลื่นไหล แต่เมื่อความละเอียดดังกล่าวกลายมาเป็นมาตรฐานประกอบกับผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มพึงพอใจกับความสวยงามของภาพ ผู้ผลิตชิพกราฟิกจึงเริ่มนำเสนอ “ลูกเล่น” เพิ่มเติมเพื่อกระตุกต่อมความอยากของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลภาพสามมิติ หรือการเล่นเกมผ่านจอมอนิเตอร์หลายจอ น่าเสียดายที่เทคโนโลยีทั้งคู่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะผู้ใช้ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมที่มีราคาแพง อีกทั้งยังสร้างความรำคาญขณะเล่น ไม่ว่าจะเป็นตัวแว่นสามมิติที่ออกแบบมาอย่างไรก็ใส่ไม่สบายสักที หรือ “เสา” (ขอบจอ)ที่โผล่มาคั่นตรงกลางเวลาใช้งานหลายมอนิเตอร์ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการแสดงผลภาพความละเอียด Ultra HD จึงได้รับการพูดถึงในฐานะที่จะมายกระดับการแสดงผลภาพให้เหนือขึ้นมาอีกขั้น แต่คราวนี้ผู้ใช้ไม่ต้องรำคาญกับอุปกรณ์เสริมอีกต่อไป เพียงแค่นั่งอยู่หน้าจอพร้อมกับเล่นเกมไปตามปกติ แต่เชื่อผมเถอะว่าประสบการณ์ที่ได้มันช่างสุดยอดจริงๆ!

จอใหญ่ถึงจะดี!

เชื่อว่าในปัจจุบันเพื่อนๆ คงใช้จอมอนิเตอร์ขนาด 24 นิ้ว ความละเอียด 1080p เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งหลายคนอาจมองว่าขนาดจอเท่านี้กำลังดีเมื่อวางบนโต๊ะ เพราะไม่ใหญ่จนเทอะทะหรือเล็กจนเกินไป ดังนั้นเมื่อจะเลือกซื้อจอใหม่ก็น่าจะเลือกซื้อรุ่นที่มีขนาดเท่าเดิม แต่สามารถแสดงผลที่ความละเอียด Ultra HD ได้ก็พอ เช่น Dell UP2414Q ที่มีราคาน่าคบหาที่ราวสามหมื่นกว่าบาทเท่านั้น! (ประชด)

ภาพเปรียบเทียบความละเอียดขนาดต่างๆ
ภาพเปรียบเทียบความละเอียดขนาดต่างๆ

แต่เนื่องจากมาตรฐานของความละเอียด Ultra HD อยู่ที่ 3840×2160 พิกเซล (ที่อัตราส่วน 16:9) หรือมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับความละเอียด Full HD ดังนั้นองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอ เช่น ไอคอน หรือตัวอักษร ก็จะมีขนาดเล็กลงด้วยเมื่อใช้งานร่วมกับจอมอนิเตอร์ขนาดเล็ก แม้ว่า Windows 8.1 จะมีฟังชันที่สามารถปรับขนาดฟอนต์ตัวอักษร เมนู และหน้าต่างให้เหมาะสมกับความละเอียดที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ฟังชันนี้จะใช้งานได้ดีกับซอฟแวร์ของ Microsoft เท่านั้น เมื่อนำมาเล่นเกมจึงอาจพบความผิดเพี้ยนในการแสดงผลได้ เช่น ซับไตเติลที่เล็กจนอ่านแทบไม่รู้เรื่อง เป็นต้น

Dell UP2414Q จอ Ultra HD ราคาน่าประหยัด น่าเสียดายจอเล็กไปนิด
Dell UP2414Q จอ Ultra HD ราคาน่าประหยัด น่าเสียดายจอเล็กไปนิด

แต่หากเราเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดสัก 32 นิ้ว ซึ่งมีพื้นที่แสดงผลมากกว่าจอ 24 นิ้วถึง 1.78 เท่าแล้วล่ะก็ องค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏบนจอก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ทำให้สะดวกต่อการมองและใช้งานได้อย่างสบายตามากขึ้น แต่น่าเสียดายที่จอมอนิเตอร์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวยังมีราคาแพงอยู่ในตอนนี้ เช่น ASUS PQ321Q ที่มีราคาร่วมแปดหมื่นบาท!

การเชื่อมต่อที่ยังไม่ลงตัว

ปัจจุบันมีอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อที่รองรับการแสดงผล Ultra HD สองมาตรฐานด้วยกันคือ HDMI และ DisplayPort แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองอย่างอาจจะยังมีคุณสมบัติที่ยังดีไม่พอสำหรับเกมเมอร์

กล่าวคือ DisplayPort 1.1 และ HDMI 1.4 สามารถแสดงผล Ultra HD ได้ที่ refresh rate 30Hz เท่านั้น หากใช้งานร่วมกับการเปิด v-sync ก็จะทำให้เฟรมเรทถูกกำหนดไว้ไม่ให้เกินกว่า 30FPS ซึ่งนับว่าต่ำมากจนแทบจะรู้สึกถึงอาการกระตุกได้ ทางแก้ปัญหาก็คือต้องเชื่อมกับพอร์ต HDMI 2.0 ที่สามารถแสดงผล Ultra HD ที่ refresh rate 60Hz ได้แล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะมีการประกาศใช้งานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เลยทำให้ยังไม่มีการ์ดกราฟิกรองรับในปัจจุบัน ส่วน DisplayPort 1.2 ที่รองรับคุณสมบัติเดียวกันนั้นก็พบว่ามีเกมบางเกมและชิพกราฟิกบางชิ้นที่ยังไม่รองรับอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การแสดงผลผิดเพี้ยนไม่สวยงาม

พูดถึงค่า refresh rate ก็ขอกล่าวทิ้งท้ายส่วนนี้สักเล็กน้อยว่า ควรดูให้ดีก่อนเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ความละเอียด Ultra HD ในตอนนี้ เพราะพบว่าจอบางรุ่นที่มีราคาขายต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราวสามหมื่นบาท) จะรองรับ refresh rate ที่ 30Hz เท่านั้น ซึ่งไม่แนะนำด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นอย่าเพิ่งควักเงินซื้อทันทีที่เห็นราคานะครับ

ลืม Antialiasing (AA) ไปได้!?

ปัญหาที่มาพร้อมกับการแสดงผลภาพความละเอียดต่ำเมื่อเล่นเกมก็คือรอยหยักรูปขั้นบันไดบริเวณขอบของวัตถุที่เกิดจากพิกเซลเหลี่ยมๆ เรียงต่อกัน ยิ่งความละเอียดน้อยมากเท่าใด ตาของเราก็จะสังเกตเห็นรอยหยักที่ว่ามากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ในปัจจุบันการแสดงผลความละเอียด 1080p จะให้คุณภาพของภาพที่น่าพอใจแล้ว แต่บางครั้งเราก็อดไม่ได้ที่จะเปิด AA เพื่อลบรอยหยักและให้ภาพดูเนียนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องแลกมากับเฟรมเรทที่อาจน้อยลงตามไปด้วยหากชิพกราฟิกไม่มีประสิทธิภาพพอ

ข่าวดีสำหรับเกมเมอร์ก็คือ หากเปลี่ยนมาใช้ความละเอียด Ultra HD เราอาจไม่ต้องใช้งาน AA อีกต่อไปเลยก็ได้ เพราะจากที่ได้เคยสัมผัสมาด้วยตาก็ต้องบอกว่าขอบของวัตถุภายในเกมดูเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งรายละเอียดบริเวณใบหน้าของตัวละครกับภายในฉากต่างๆ ที่ดูดีและคมชัดขึ้น ไม่เหมือนกับเวลาเปิด AA ที่อาจพบว่ารายละเอียดบางส่วนจะดูเบลอ ไม่คมเป๊ะไปเสียทั้งหมด

ความสวยงามที่ต้องแลกมาด้วยราคา

แม้ว่าเกมที่รันบนความละเอียด Ultra HD จะดูสวยงามมากเพียงใดก็ตาม แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนอุปกรณ์ที่ยังคงสูงมากอยู่ในตอนนี้

เปรียบเทียบรายละเอียดที่มากขึ้นของ Ultra HD เมื่อเทียบกับ Full HD
เปรียบเทียบรายละเอียดที่มากขึ้นของ Ultra HD เมื่อเทียบกับ Full HD

หลายคนที่เคยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างความละเอียด 1024×768 พิกเซล หรือต่ำกว่านั้น มาเป็นความละเอียด Full HD คงจะจำได้เป็นอย่างดีว่าการ์ดกราฟิกราคาร่วมหมื่นที่เราไปทุบกระปุกหมูซื้อได้กลายสภาพมาเป็นแมวเหมียวจอมอืดไปในทันทีเมื่อต้องมาเจอความละเอียดที่สูงขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังจะวนรอบกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อความละเอียด Ultra HD กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่

จากการที่ได้ไปหาข้อมูลมานั้นก็พบว่า การ์ดกราฟิกที่พอจะรองรับความละเอียดดังกล่าวได้พร้อมกับเปิดความสวยงามของภาพไปที่ระดับสูงสุดนั้นก็มีเพียงรุ่นท็อปของทั้งสองค่าย นั่นคือ NVIDIA GeForce GTX 780 Ti และ AMD Radeon R9 290X โดยสามารถเล่นได้ภายใต้เฟรมเรทประมาณ 30-40FPS ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงต่อภาพกระตุกพอสมควร ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ต้องซื้อมาสองตัวทำงานร่วมกันผ่าน SLI หรือ CrossFire ไม่เช่นนั้นก็ลงทุนกับการ์ดชิพคู่อย่าง Radeon R9 295X2 ไปโลด แต่ถ้ามาคำนวณต้นทุนแล้วก็พบว่าสามารถนำเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อคอมพิวเตอร์หรือ MacBook รุ่นสูงๆ ได้อีกเครื่องเลยทีเดียว

อย่างที่กล่าวไปถึงข้อควรระวังในการซื้อจอมอนิเตอร์ Ultra HD นั่นคืออัตรา refresh rate ที่ต่ำเรี่ยดินในรุ่นที่มีราคาประหยัด ส่วนรุ่นที่ได้มาตรฐานขึ้นมานั้นก็มีราคาที่สูงมากเกือบแสนแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ผมคิดว่ากว่าที่ความละเอียด Ultra HD จะถูกใช้อย่างแพร่หลายนั้นก็คงต้องรอสัก 2-3 ปีเป็นอย่างต่ำ เช่นเดียวกับ Full HD ที่กว่าจะมาเป็นมาตรฐานในปัจจุบันก็ต้องผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว

4K คืออนาคตของการเล่นเกม (ถ้าเงินถึงนะ)
4K คืออนาคตของการเล่นเกม (ถ้าเงินถึงนะ)

สรุป

ทั้งหมดจึงหมายความว่า เราคงต้องเล่นเกมความละเอียด Full HD ไปพลางขณะที่รอให้ Ultra HD ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่านี้ ผมเองก็หวังว่าชิพกราฟิกรุ่นใหม่ของทั้ง NVIDIA และ AMD จะสามารถแสดงผลดังกล่าวได้อย่างไหลลื่นโดยใช้ชิพเพียงตัวเดียว ประกอบกับถ้าหากจอมอนิเตอร์มีราคาน่าคบหามากกว่านี้ก็แน่นอนล่ะครับว่าผมเองคงได้โละเครื่องใหม่ทั้งระบบเป็นแน่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s