PC Gaming in the Future: อนาคตของการเล่นเกมพีซี

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 212 ประจำเดือนมิถุนายน 2557

หากเพื่อนๆ ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการเกมพีซีในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะพอนึกภาพได้ว่า คงไม่มีช่วงเวลาใดอีกแล้วที่วงการอันแสนรักของเราจะมีสีสันได้มากเท่านี้ เพราะนับตั้งแต่เกมพีซีได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมความบันเทิงในช่วง ค.ศ. 1990 ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมักจะหนีไม่พ้นฮาร์ดแวร์พีซีใหม่ เอ็นจิ้นเกมล้ำยุค หรืออุปกรณ์ควบคุมเกมประเภทจอยแพดหรือจอยสติ๊กที่ออกรุ่นใหม่คอยเข่นฆ่าประชากรเงินในกระเป๋าเราแทบทุกปี แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังหนีไม่พ้นประสบการณ์การเล่นเกมแบบเดิมๆ กับศัตรูหน้าเดิมๆ (แต่อาจหล่อเหลาหรือสวยประหารมากขึ้นผันแปรตามเอ็นจิ้นเกมใหม่ๆ ฮา!) อยู่แบบนี้ ทำให้หลายคนคิดไปว่าวงการเกมคงอาจถึงทางตันในด้านความคิดสร้างสรรค์และรูปแบบการเล่นที่แปลกแหวกแนวไปเสียแล้ว

แต่ความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ต้องสังคายนาความคิดกันใหม่ เพราะในอีกสองสามปีนับจากนี้ประสบการณ์เกมมิ่งแบบเดิมๆ จะต้องถูกท้าทายด้วยแว่น Virtual Reality (VR) อย่าง Oculus Rift ที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเกมได้มากเสียยิ่งกว่าการรับชมภาพยนตร์ในระบบ IMAX ส่วนผู้ที่คิดว่าการเล่นเกมพีซีจะต้องนั่งอยู่ในห้องพร้อมกับใส่หูฟังคนเดียวเงียบๆ จึงจะได้อารมณ์ ก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนความคิด เพราะอีกไม่นานอาจจะสามารถเล่นเกมพีซีผ่านโทรทัศน์เครื่องใดก็ได้ที่อยู่ในบ้านผ่าน Steam Machine ที่ใช้งานง่ายราวกับเป็นเครื่องคอนโซลเครื่องหนึ่ง ส่วนผู้ที่ยังรักประสบการณ์เกมมิ่งแบบเดิมๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะบรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรเซสเซอร์ ชิพกราฟิก หรือโน้ตบุ๊กก็ยังไม่ทิ้งลูกค้ากลุ่มเดิมด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อเพิ่มอรรถรสการเล่นเกมพีซีให้ถึงพริกถึงขิงอย่างเข้มข้นมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้พัฒนาเกมที่อีกไม่นานก็จะมีเครื่องมืออันทันสมัยในการรีดเค้นความสามารถของฮาร์ดแวร์ให้ออกมาจนหยดสุดท้าย

เท่านี้ก็น้ำลายหกกันแล้วใช่ไหม? หากยังก็ขอให้ลองอ่านกันต่อไป แล้วเพื่อนๆ จะได้รู้ว่าอนาคตของเกมพีซีมันช่างสดใสราวกับพระอาทิตย์ยามกลางวันฤดูร้อนแบบนี้เสียจริง

Oculus Rift เทคโนโลยีลืมหลุมพลิกโลก

rift-head

หากช่วงที่ผ่านมา เพื่อนๆ ไม่ได้ไปอยู่หลังเขาหรือมัวแต่เล่นน้ำสงกรานต์เพลินที่ไหนก็น่าจะได้ยินข่าวการเข้าซื้อกิจการ Oculus VR โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง facebook ที่สร้างกระแสและเรียกเสียงฮือฮากันไปไม่ใช่น้อย Oculus VR คือผู้พัฒนาแว่น Oculus Rift (ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า Rift) ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนกับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมได้อย่างสมจริงอย่างที่ไม่เคยมีแว่นหรืออุปกรณ์ในลักษณะเดียวกันทำได้มาก่อน

ที่ผมบอกว่าอุปกรณ์ลักษณะเดียวกันก็เพราะว่า Rift ไม่ใช่แว่น VR ตัวแรกที่ได้รับการพัฒนา เพราะเทคโนโลยี VR ได้รับการพูดถึงกันมานานมากแล้วตั้งแต่ผมจำความได้ รวมทั้งได้ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง แต่แว่น VR ในยุคก่อนยังไม่สามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีมากพอที่จะเรียกความสนใจจากผู้บริโภค เป็นผลให้ไม่มีเกมหรือโปรแกรมรองรับมากพอที่จะทำให้อยู่รอดในโลกของธุรกิจ นวัตกรรมนี้จึงต้องมีอันพับไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไปและเทคโนโลยีต่างๆ ได้รับการพัฒนามากขึ้น กระแสแว่น VR จึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งโดย Rift ที่สามารถสร้างกระแสเรียกเงินระดมทุนใน Kickstarter ได้ทะลุเป้าใน 24 ชั่วโมง พร้อมกับได้รับคำชื่นชมจากบรรดาผู้พัฒนาเกมต่างๆ มากมาย ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ John Carmack ผู้สร้างเกม Doom ที่เป็นปลื้มถึงกับลาออกจาก id Software ที่เขาร่วมก่อตั้งและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาแว่นอัศจรรย์นี้ ซึ่งเวลาต่อมาก็ถูกเฮีย Mark Zuckerberg กลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะให้ผู้คนสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างสมจริงมากขึ้นผ่านโลกเสมือนนั่นเอง

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกใหม่ด้วย Oculus Rift
ขอต้อนรับเข้าสู่โลกใหม่ด้วย Oculus Rift

จุดเด่นของ Rift ที่แตกต่างจากแว่น VR ตัวอื่นก็คือ มุมมองที่กว้างกว่า ด้วยจอความละเอียดสูงบริเวณด้านหน้าของตาแต่ละข้างที่สามารถแสดงผลในรูปแบบ stereoscopic 3D จึงทำให้ครอบคลุมทุกอณูของสายตามนุษย์ ผู้สวมใส่จึงได้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ถึงแม้เวอร์ชั่นแรกๆ ที่จำหน่ายให้กับผู้พัฒนาจะยังคงมีปัญหาภาพเบลอหรือหน่วงที่เกิดจากหน้าจอ LCD ทำให้เสียอรรถรสไปบ้างพอสมควรนั้น เวอร์ชันล่าสุดหรือ Development Kit 2 ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้จอ OLED ที่สามารถตอบสนองได้รวดเร็วกว่า รวมทั้งมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของศีรษะโดยกล้องที่ติดตั้งข้างนอก ซึ่งจะคอยตรวจจับจุดอินฟราเรดกว่า 24 จุด ภายในตัวแว่น ผู้ใช้จึงสามารถปรับเปลี่ยนท่านั่งได้โดยสะดวกเพราะระบบจะคอยตรวจจับตำแหน่งและปรับเปลี่ยนมุมมองต่างๆ ให้เอง อีกทั้งยังช่วยลดอาการ motion sickness ที่ทำให้เรารู้สึกมึนหัวหรืออยากอาเจียนด้วย

Oculus Rift คือแว่นวิเศษ ใครได้ใส่เป็นต้องอ้าปากค้างทุกราย
Oculus Rift คือแว่นวิเศษ ใครได้ใส่เป็นต้องอ้าปากค้างทุกราย

ประสบการณ์ใหม่ = เกมใหม่

ถึงแม้ว่าฮาร์ดแวร์จะสมบูรณ์ขนาดไหน ถ้าหากขาดเกมที่รองรับก็กระไรอยู่ แต่เนื่องจาก Rift อาจจัดได้ว่าเป็น “สื่อใหม่” ที่มอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ใหม่เอี่ยมอ่อง ก็เลยอาจจำเป็นต้องการเกมลักษณะพิเศษที่พัฒนามาให้รองรับนวัตกรรมนี้ด้วยเช่นกัน

เริ่มจากเกมแนวซิมูเลชันหรือเกมจำลองการขับขี่ต่างๆ เพราะเป้าหมายของเกมประเภทนี้ก็คือ ต้องการจำลองประสบการณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นบนโลกจริงออกมารูปแบบเกมให้อย่างถูกต้องและเสมือนจริงมากที่สุด แต่แม้ว่าบรรดาผู้พัฒนาจะเสียเงินว่าจ้างที่ปรึกษาในวงการมาร่วมสร้างสรรค์เกม (หรือเอาชื่อเขาหรือเธอมาแปะบนกล่องเพิ่มความขลัง) มากน้อยขนาดไหน เราก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสอารมณ์เดียวกับที่นักบินหรือนักแข่งรถสูตรหนึ่งพบเจอในสนามแข่งได้จริงๆ เสียที และถึงแม้เราจะลงทุนซื้อจอยสติกหรือพวงมาลัยขับรถอันสุดแสนจะแพงมาใช้งาน แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องนั่งจมปลักอยู่หน้าจอเหลี่ยมๆ อยู่ดี (ถึงจะต่อจอมอนิเตอร์ 3 จอ รอบหัวก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เชื่อผมเถอะ!)

นี่จึงทำให้ Rift กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกมแนวดังกล่าวอย่างมาก ลองนึกภาพเรากำลังสวมบทเป็นเสืออวกาศขับเครื่อง X-Wing ของฝ่ายกบฏกำลังรบรันพันตูกับฝูง TIE Fighter ของฝ่ายจักรวรรดิหรือกำลังอยู่บนที่นั่งคนขับของกระป๋องอวกาศ Millennium Falcon ขับหลบหลีกสิ่งกีดขวางบนซอกฟันของ Death Star ในจักรวาลของ Death Stars ดูสิครับ เชื่อว่าความฝันของ Geek หลายคนจะเป็นจริงก็คราวนี้ หรือกำลังนั่งอยู่ใน cockpit ของเครื่อง P-51 กำลัง dog fight อย่างเมามันกับฝูงเมสเซอร์ชมิตต์ขณะกำลังสวมแว่นตัวนี้ดู ที่ผ่านมาเราก็คงได้แค่อรรถรสบางส่วนจากการได้จับจอยสติกเท่านั้น แต่คราวนี้มุมมองรอบตัวเราจะเต็มไปด้วยบรรยากาศของศึกสงคราม ช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้สมจริงเช่นเดียวกับที่นักบินต้องเผชิญ ซึ่งเกมแนวนี้ที่ประกาศออกมาว่ารองรับแว่น Rift ก็คือ EVE Valkyrie ของ CCP ผู้พัฒนา EVE Online อันโด่งดัง และ Star Citizen เกมแนว space sim จากผู้พัฒนา Chris Roberts ที่เคยสร้างชื่อจากซีรีส์เกม Wing Commander

นอกจากนี้ เกมอีกแนวหนึ่งที่เหมาะกับแว่น Rift ก็คือ เกมเดินหน้ายิงทั้งปวง เพราะคงไม่มีโอกาสอื่นใดอีกแล้วที่จะให้ผู้เล่นอย่างเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครได้มากเท่านี้ ที่ผ่านมาก็จะมี Half-Life 2 และ Team Fortress 2 จาก Valve ที่ประกาศออกมาแล้วว่าจะพัฒนาเวอร์ชันพิเศษสำหรับแว่น Rift โดยเฉพาะ รวมทั้ง Epic Games ที่บอกว่าเอ็นจิ้น Unreal 4 จะรองรับความสามารถของแว่นดังกล่าวเช่นกัน ตลอดจนเวอร์ชันใหม่ของต้นตำรับเกมสยองขวัญ Doom ที่แน่นอนว่าภาคใหม่จะต้องใช้งานในรูปแบบ VR ได้ (ก็อุตส่าห์ดึงตัวผู้สร้างเขาไปทั้งที)

Team Fortress 2 เป็นเกมแรกๆ ที่ประกาศรองรับ Oculus Rift
Team Fortress 2 เป็นเกมแรกๆ ที่ประกาศรองรับ Oculus Rift

เกมอีกแนวหนึ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งก็คือเกมแนวสยองขวัญหรือ survival horror เพราะแน่นอนว่าการสวมแว่น VR จะช่วยให้ผู้เล่นซึมซับบรรยากาศได้ดีเสียยิ่งกว่าการปิดไฟเล่นในตอนกลางคืน ซึ่งเกมที่ประกาศว่ารองรับแล้วก็คือ Daylight จากผู้พัฒนาอินดี้ Zombie Studies หรือหากใครที่ไม่ใช่ฮาร์ดคอร์ขนาดนั้นก็อาจดื่มด่ำบรรยากาศไปกับเกมแนวสวมบทอย่าง Skyrim ที่แน่นอนว่าการโดนธนูปักหัวเข่าคงไม่ให้ความรู้สึกที่สมจริงเท่านี้

นอกจากเกมแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คืออุปกรณ์ควบคุมเกมที่อาจต้องได้รับการออกแบบให้สามารถตอบสนองอย่างสอดคล้องกับแว่น Rift แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้พัฒนาใดสร้างอุปกรณ์ควบคุมออกมารองรับอย่างสมบูรณ์แบบ (ก็ตัวแว่นยังทำไม่เสร็จน่ะ) แต่เท่าที่ได้ลองสำรวจดูก็พบว่ามีอุปกรณ์ที่อาจเข้าข่ายว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ก็คือ Razer Hydra อุปกรณ์ควบคุมเกมชนิดตรวจจับความเคลื่อนไหวคล้ายกับ Wii Remote หรือ Sixense STEM System อุปกรณ์ลักษณะเดียวกันที่ผู้ผลิตกล่าวว่าได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับแว่น Rift มาตั้งแต่ต้น และ Virtuix Omni อุปกรณ์ซิมูเลชันคล้าย holodeck ในภาพยนตร์ Star Trek ที่ให้ผู้เล่นร่วม “วิ่ง” ไปกับตัวละครในเกม จึงได้ทั้งความเพลิดเพลินและออกกำลังกายไปในตัว

ที่เห็นไม่ใช่ลู่วิ่ง แต่คือ Virtuix Omni อุปกรณ์เล่นเกมที่ให้เราวิ่งไปพร้อมกับตัวละครในเกมได้
ที่เห็นไม่ใช่ลู่วิ่ง แต่คือ Virtuix Omni อุปกรณ์เล่นเกมที่ให้เราวิ่งไปพร้อมกับตัวละครในเกมได้

ปัจจุบัน (และอนาคต) ดูเหมือนว่ากราฟิกสวยๆ จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเล่นเกมพีซีได้อีกต่อไป เพราะถึงแม้จะสามารถให้รายละเอียดตัวละครในเกมได้สวยสมจริงมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับเกมหรือได้รับประสบการณ์เล่นเกมใหม่ที่แปลกแตกต่างไปจากเดิมมากนัก อีกทั้ง เกมบนแพลตฟอร์มโมบายก็นับวันจะมีคุณภาพกราฟิกที่หายใจรดต้นคอเกมบนพีซีมากขึ้นทุกที ผู้พัฒนาจึงต้องรีบสร้างสรรค์ประสบการณ์การเล่นเกมใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ผู้คนหนีไปเล่นเกมบนมือถือกันหมด ส่วนตัวแล้วผมจึงอยากให้แว่น Rift ได้ฤกษ์วางจำหน่ายจริงเสียที แล้วเพื่อนๆ ล่ะ อยากสวมแว่นไปท่องโลกที่ไหนกันบ้าง?

ปฏิวัติห้องนั่งเล่นด้วย Steam

steam-head

คงจะจำกันได้ว่า เมื่อคราวที่ Valve Software วางจำหน่ายเกม Half-Life 2 นั้น เราถูกบังคับให้ต้องติดตั้งซอฟแวร์เล็กๆ ตัวหนึ่งชื่อว่า Steam ตอนแรกดูเหมือนว่าเจ้าเครื่องจักรไอน้ำตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นเพียงคลังเก็บข้อมูลและคอยติดตั้งแพชเกมในสังกัดของ Valve เท่านั้น แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ทางบริษัทได้มีแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่า ปัจจุบัน Steam จึงได้กลายมาเป็นทั้งไลบรารีรายชื่อเกมที่เราซื้อ ร้านขายเกมออนไลน์ในรูปแบบดิจิทัลที่ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นในการติดตั้ง ฯลฯ แต่ในปีนี้ Valve กลับมีแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับ Steam นั่นคือ การยึดหัวหาดห้องนั่งเล่น

กลยุทธ์ของ Valve ประกอบไปด้วย 3 เหล่าทัพ นั่นคือ SteamOS ระบบปฏิบัติการหัวใจ Linux ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับหน้าจอโทรทัศน์มาตั้งแต่ต้น Steam Machine พีซีที่ Valve ร่วมมือกับผู้ผลิตชั้นนำต่างๆ ในสร้างศูนย์กลางความบันเทิงของบ้าน และ Steam Controller อุปกรณ์ควบคุมเกมที่ตอบสนองได้อย่างฉับไวและออกแบบให้รองรับกับเกมทุกประเภท เมื่อรวมทั้ง 3 องค์ประกอบเข้าด้วยกันก็จะได้อุปกรณ์ 1 ชุดที่พร้อมเสียบเข้ากับโทรทัศน์เพื่อเพลิดเพลินกับความบันเทิงทั้งหลายที่ Valve มอบให้ได้ทันที

เหล่าทัพทั้ง 3

แม่ทัพแรกของกลยุทธ์ยึดห้องนั่งเล่นของ Valve ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Steam Machine เพราะเป็นเหล่าที่มีความหลากหลายมากที่สุดและสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นฮาร์ดแวร์ที่เป็นแหล่งรวมสารพันความบันเทิงไว้ เมื่อเห็นเช่นนี้ Valve จึงได้ร่วมมือกับบรรดาผู้พีซีถึง 14 ราย เพื่อที่จะพัฒนา Steam Machine ให้มีความหลากหลายแตกต่างออกไป ไล่ไปตั้งแต่เครื่องเล็กๆ เท่าแผ่นรองเมาส์ ราคาประหยัด ไปจนถึงเครื่องขนาดสูงเท่าเอว ที่มีแทบจะสอยบิ๊กไบค์มาขับได้คันนึง ที่ต้องมีตัวเลือกเยอะก็เพราะทราบดีว่าผู้บริโภคมักมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะอยากได้ Steam Machine ที่พอเล่นเกมแคชวลสนุกๆ แต่บางคนอาจจะอยากได้เครื่องที่เล่นเกมเดินหน้ายิงได้เฟรมเรทเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60 FPS และเพื่อให้เห็นว่าการเข้ามาของ Steam จะไม่ไปทำลายความเป็นระบบเปิดอันเป็นจุดแข็งของพีซีมานาน

Steam Machine จาก Alienware
Steam Machine จาก Alienware

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้บริโภคจะใช้ Steam Machine ระดับไหนหรือราคาเท่าไร ทั้งหมดจะต้องรันด้วยระบบปฏิบัติการ SteamOS ที่ถึงแม้จะมีเนื้อแท้เป็น Linux แต่ก็ได้รับการศัลยกรรมใบหน้าใหม่ให้มีความคล้ายกับ Big Picture Mode ที่ผู้ใช้ Steam ปัจจุบันน่าจะคุ้นเคยดี ประกอบไปด้วยส่วนประสานผู้ใช้ที่เรียบง่าย สวยงาม และเหมาะสำหรับใช้งานร่วมกับโทรทัศน์ แม้ว่าฟังชันหลักจะเอื้อให้สามารถเข้าถึงคลังเกมของผู้ใช้ได้ง่าย แต่ SteamOS ก็ยังมีความยืดหยุ่นพอที่จะใช้ในการท่องเว็บ ฟังเพลง และรับชมภาพยนตร์ ซึ่งตอนนี้ก็มีข่าวว่า Valve กำลังพยายามเกลี้ยกล่อมผู้ให้บริการรายต่างๆ ป้อนเนื้อหาให้กับ

SteamOS

หน้าตาของ SteamOS
หน้าตาของ SteamOS

และสำหรับเหล่าทัพสุดท้ายที่ Valve ขอนำเสนอก็คือ Steam Controller ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความท้าทายที่น่าจับตามองมากที่สุด เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ก็เพราะคีย์บอร์ดกับเมาส์ คือสองอุปกรณ์คู่บุญที่นักเล่นเกมพีซีต่างคุ้นเคยมาตั้งแต่จำความได้ และจนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีอุปกรณ์อื่นใดที่จะมาทำลายกำแพงนี้ แต่ Valve อาจเห็นว่าอุปกรณ์ทั้งสองอาจไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับโทรทัศน์ จึงได้พัฒนา Steam Controller ที่รวมความสามารถการควบคุมอันแม่นยำของเมาส์เข้าด้วยกันกับความยืดหยุ่นในการปรับแต่งค่าต่างๆ ของคีย์บอร์ดไว้ด้วยกัน ผลที่ออกมาคือจอยแพดซึ่งประกอบไปด้วยแทร็กแพดคู่บริเวณนิ้วโป้งทั้งสองข้างทำหน้าที่แทนก้านโยกที่พบได้ตามจอยแพดทั่วไป Valve กล่าวว่าแทร็กแพดคู่ดังกล่าวสามารถตอบสนองได้ไวเช่นเดียวกับการใช้เมาส์ และยังประกอบไปด้วยปุ่มต่างๆ ที่สามารถปรับตั้งค่าได้ตามใจชอบ หรือหากขี้เกียจปรับเองก็สามารถดาวน์โหลดฟอร์มที่ผู้ใช้อื่นปรับมาให้แล้วก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ข่าวล่าสุดบอกว่า Valve ได้ยกเลิกแผนการติดตั้งหน้าจอสัมผัสไว้บน Steam Controller แล้ว

Steam Controller น่าเสียดายที่ตัดจอ LCD ทิ้งไปเสียแล้ว
Steam Controller น่าเสียดายที่ตัดจอ LCD ทิ้งไปเสียแล้ว

รุ่งหรือร่วง?

เชื่อว่าคำถามที่อยู่ในใจของนักเล่นเกมพีซีอย่างเราก็คือ ทำไมต้องซื้อ Steam Machine ในเมื่อเราก็มีพีซีตั้งอยู่ในห้องแล้ว? หรือ ถ้าอยากจะเล่นเกมด้วยจอยแพดบนทีวีจริงๆ ก็ซื้อ Xbox One หรือ PlayStation 4 ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? ทำไมต้องมาเสียเงินกับอุปกรณ์ลูกครึ่งนี้ด้วย? แต่ก่อนที่คำถามต่างๆ จะเลยเถิดไปมากกว่านั้น ผมอยากให้เพื่อนๆ คิดถึงความเป็นไปได้เหล่านี้ก่อนครับ

ประการแรกเลยก็คือ เราอาจไม่ต้องเล่นเกมพีซีอย่างโดดเดี่ยวในห้องอีกต่อไป เพราะต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของ Valve ก็คือการเข้ามายึดห้องนั่งเล่นที่มีโทรทัศน์เป็นศูนย์กลาง สังเกตได้ว่าประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นเกมพีซีจะแตกต่างจากการเล่นเกมคอนโซล กล่าวคือ พีซีคืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานคนเดียวอยู่ในห้อง อยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูง แต่คอนโซลถูกออกแบบมาให้แชร์กับผู้เล่นรายอื่นผ่านโทรทัศน์ เกมบนพีซีจึงมีความลึกและซับซ้อนมากกว่า เพื่อที่ผู้เล่นจะได้สามารถดื่มด่ำไปกับโลกเกมได้อย่างเต็มที่ ตรงกันข้าม เกมคอนโซลมักจะมีรูปแบบที่เป็นแคชวลและสามารถเล่นร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องนั่งเล่นได้อย่างสนุกสนาน จึงมีความเป็นไปได้ว่า Steam Machine อาจทำให้ผู้พัฒนาเกมบนพีซีต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาการออกแบบเกมเสียใหม่ให้สามารถร่วมกันเล่นผ่านหน้าจอโทรทัศน์ได้ดีขึ้น หรือพัฒนาเกมพีซีที่สามารถรับชมร่วมกันได้ทั้งบ้าน เป็นการแบ่งปันประสบการณ์เล่นเกมร่วมกับคนอื่นบนโลกจริง ไม่ใช่ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นต้น

เป้าหมายของ Steam ก็คือยึดห้องนั่งเล่นให้ได้
เป้าหมายของ Steam ก็คือยึดห้องนั่งเล่นให้ได้

นอกจากนี้ SteamOS ยังมีฟังชันที่เรียกว่า In-home Streaming ที่เปิดโอกาสให้สามารถสตรีมเกมจากบนพีซีหรือแม็คผ่าน Steam Machine มาเล่นบนโทรทัศน์ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีเกมให้เล่นน้อยเมื่อเริ่มเปิดตัว แต่ที่น่าสนใจคือ ในอนาคต Steam Machine อาจได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถพกพาสะดวก และสามารถนำไปเสียบกับโทรทัศน์หรือโปรเจคเตอร์เครื่องใดก็ได้ภายในบ้าน ทำให้เราสามารถเล่นเกมจากที่ใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และสุดท้าย ด้วยการที่ SteamOS สามารถโหลดใช้งานได้ฟรีนั้นผู้ใช้จึงมีทางเลือกอื่นในการประกอบพีซีสำหรับเล่นเกมโดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อ Windows ทำให้สามารถประหยัดเงินไปได้หลายพันบาท และการที่เป็นระบบเปิดก็ทำให้น่าติดตามว่าอาจมีลูกเล่นเสริมที่ออกแบบโดยนักเล่นเกม เพื่อนักเล่นเกม ตามออกมาอีกเป็นพรวนในอนาคต

ไม่ว่า Steam Machine จะประสบความสำเร็จในหมู่สาวกเกมพีซีหรือไม่ ที่แน่นอนคือผู้ใช้อย่างเราจะมีตัวเลือกในการสนุกกับสิ่งที่เรารักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ที่มีความหลากหลาย ซอฟแวร์ฟรีที่ออกแบบมาเพื่อความบันเทิงมาตั้งแต่ต้น และคอนโทรลเลอร์ที่ (อาจ) ทำให้เราปลดแอกจากเมาส์กับคีย์บอร์ด ปัจจุบันผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด SteamOS beta ไปทดลองใช้งานได้ฟรีแล้ว ส่วนฮาร์ดแวร์ต่างๆ คาดว่าจะเริ่มวางขายภายในปีนี้ครับ

NVIDIA SHIELD: เกราะมหาภัยขวัญใจเกมเมอร์

shield-head

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้การเล่นเกมได้เปลี่ยนจากในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นไปสู่ฝ่ามือเป็นที่เรียบร้อย การเติบโตของโมบายเกมมิ่งทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์อย่าง NVIDIA ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันเสียใหม่ โดยแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เอาใจคอเกมดั้งเดิมที่ชอบอยู่ติดบ้าน ก็หันมาพัฒนาเครื่องเล่นเกมโมบายแข่งกับเจ้าอื่นเสียเลย

ผลที่ได้คือ NVIDIA SHIELD เครื่องเล่นเกมพกพาที่มีลักษณะคล้ายจอยแพดผสมสมาร์ทโฟนประกบติดอยู่ด้วยกัน คุณสมบัติเด่นด้านฮาร์ดแวร์คือโปรเซสเซอร์ NVIDIA Tegra 4 ที่ภายในประกอบไปด้วยแกนประมวลผลควอดคอร์ A15 จาก ARM และแกนประมวลผลกราฟิก NVIDIA GeForce 72 แกน ทำให้สามารถรองรับเกมโมบายทุกเกมได้อย่างสบาย ในส่วนของคอนโทรลเลอร์ได้รับการออกแบบให้จับใช้งานได้ถนัดมือตามหลักสรีรศาสตร์ มีพื้นที่ว่างภายใน 16GB แล้วยังมาพร้อมกับระบบเสียง ลำโพง และไมโครโฟนภายในคุณภาพสูงกว่าเครื่องเล่นเกมพกพาอื่น ทำให้เกมเมอร์ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของเกมได้ในทุกที่ และที่สำคัญคือมีหน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280×720 พิกเซล ทำให้คุณภาพของภาพที่ใกล้เคียงกับที่เห็นบนจอมอนิเตอร์เลยทีเดียว

จอภาพขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดสูง ทำให้ได้ภาพที่สดใส
จอภาพขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดสูง ทำให้ได้ภาพที่สดใส

คุณสมบัติที่น่าสนใจสำหรับนักเล่นเกมพีซีอย่างเราที่อาจต้องหา SHIELD มาไว้ครอบครองก็คือ NVIDIA GameStream ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสตรีมเกมจากบนพีซีที่ใช้การ์ดกราฟิก NVIDIA GeForce GTX มาเล่นได้โดยที่ไม่ต้องติดตั้งเกมดังกล่าวลงบน SHIELD เพราะกระบวนการทั้งหมดจะทำผ่าน WiFi ทั้งภายในและนอกบ้าน ปัจจุบันมีเกมพีซีกว่าร้อยรายการแล้วที่รองรับคุณสมบัติดังกล่าว โดยสามารถทำได้ภายใต้ความละเอียด 1080p ที่เฟรมเรท 60FPS ทำให้ได้เกมเพลย์ที่ลื่นไหล นอกจากนี้ SHIELD ยังมี Console Mode ที่ให้เราเล่นเกมพีซีบนหน้าจอ HDTV ผ่าน WiFi พร้อมด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดเชื่อมต่อโดยบลูทูธ ใครที่สงสัยว่าพีซีที่บ้านรองรับคุณสมบัตินี้หรือไม่ก็สามารถดาวน์โหลด GeForce Experience มาตรวจสอบความพร้อมก่อนซื้อ SHIELD ได้เลยครับ

เกมแพดที่คุ้นเคยกันดี
เกมแพดที่คุ้นเคยกันดี

SHIELD มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งสามารถอัปเกรดไปใช้เวอร์ชัน 4.4 KitKat ได้อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ให้เราเอ็นจอยกับเกมบน Android ก็กระไรอยู่ ดังนั้นเราจึงสามารถดาวน์โหลดเกมหุ่นเขียวมาเล่นได้เช่นกัน โดยสามารถเปิดใช้คุณสมบัติ Gamepad Mapper ที่ให้เราควบคุมเกมผ่านเกมแพดบน SHIELD แม้ว่าเกมเหล่านั้นจะออกแบบมาให้ใช้งานผ่านระบบสัมผัสก็ตาม การตั้งค่าปุ่มต่างๆ สามารถเลือกได้ทั้งแบบที่ตั้งมาให้แล้วจากโรงงาน หรือลงมือปรับแต่งเอง ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้จะทำให้เราได้รับประสบการณ์ใช้งานที่แปลกใหม่กว่า และด้วยจอความละเอียดสูงขนาด 5 นิ้ว เกมเหล่านี้จึงดูดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ปัจจุบัน NVIDIA SHIELD วางจำหน่ายแล้วในราคาหมื่นนิดๆ ซึ่งก็พอๆ กับมือถือระดับกลางเครื่องหนึ่ง ผู้สนใจสามารถหาซื้อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ร้านค้าใกล้บ้านครับ

Kinect for Windows v2: สนุกได้ไม่ต้องง้อคอนโซล

นี่ล่ะครับหน้าตาของ Kinect for Windows v2 รุ่นต้นแบบ
นี่ล่ะครับหน้าตาของ Kinect for Windows v2 รุ่นต้นแบบ

เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักเล่นเกมพีซีต้องอิจฉาคอนโซล Xbox ไม่ใช่น้อยก็คือ Kinect อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบเกมสามารถสร้างสรรค์รูปแบบการเล่นเกมใหม่ๆ นอกเหนือจากที่ควบคุมโดยใช้คอนโทรลเลอร์แบบเดิมๆ Xbox One ก็มาพร้อมกับ Kinect เวอร์ชันใหม่ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ได้รับการอัปเกรด และข่าวดีก็คือมันจะมีเวอร์ชันสำหรับพีซีด้วยเช่นกัน

ขณะนี้ Kinect for Windows v2 กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดระบุว่าจะยังคงความสามารถที่มีอยู่ใน Kinect ใหม่สำหรับ Xbox One อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกล้องความละเอียด 1080p เทคโนโลยี Real Vision ที่ขยายรัศมีการตรวจจับวัตถุที่อยู่ตรงหน้าได้กว้างกว่าเดิม แล้วยังมีกล้องอินฟราเรดช่วยในการมองเห็นผู้เล่นแม้จะปิดไฟในห้อง ส่วนเทคโนโลยี Real Motion ก็จะช่วยในการจับท่าทางของมือผู้เล่นได้ในระดับที่ละเอียดที่สุด ทำให้สามารถควบคุมเกมและโปรแกรมต่างๆ ด้วยท่าทางได้อย่างแม่นยำไม่ว่าเรากำลังนั่งหรือยืน และ Real Voice ที่มาพร้อมกับแผงไมโครโฟนกับเทคโนโลยีช่วยแยกเสียงผู้เล่นออกจากเสียงในเกมและเสียงรบกวนภายในห้อง ทำให้สามารถสั่งการด้วยเสียงได้

ขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่า Kinect for Windows v2 จะมีการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติจากที่กล่าวไปหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือนักเล่นเกมพีซีอย่างเราจะมีของเล่นให้สนุกกันในอีกไม่นานแน่นอน

Project Christine: ประกอบคอมพิวเตอร์ไม่เคยง่ายเท่านี้มาก่อน

Project Christine เท่ห์ ดุดัน ตามสไตล์ Razer
Project Christine เท่ห์ ดุดัน ตามสไตล์ Razer

จุดเด่นของพีซีที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ ความสามารถในการอัปเกรดอุปกรณ์ภายในให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่มีให้เลือกหลากหลาย แต่น่าเสียดายที่การประกอบพีซีไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทุกคนจะปฏิบัติได้ง่าย ข่าวดีคือ Razer ผู้พัฒนาอุปกรณ์เล่นเกมชั้นนำกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มพีซีใหม่ที่ (หากสำเร็จ) ก็อาจจะพลิกโฉมวงการพีซีฮาร์ดแวร์ได้เลยทีเดียว

โครงการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Project Christine ซึ่งเป็นเคสคอมพิวเตอร์แบบโมดูลาที่ชิ้นส่วนภายใน อาทิ การ์ดกราฟิก หรือฮาร์ดดิสก์ จะได้รับการบรรจุกล่องแยกเป็นชิ้นๆ เหมือนลิ้นชักที่เชื่อมอยู่กับแกนหลักของเคส ผู้ใช้สามารถถอดกล่องดังกล่าวออกมาสลับเปลี่ยนของใหม่เมื่อต้องการอัปเกรดโดยไม่จำเป็นต้องปวดหัวกับสารพันคุณสมบัติเฉพาะหรือความเข้ากันได้แบบที่เราต้องทำในปัจจุบัน นอกจากนี้ กล่องฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้นยังมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนกับฟังชันลดเสียงรบกวนในตัว แล้วยังสามารถโอเวอร์คล็อกเพิ่มหากทำได้อีกด้วย

ความน่าสนใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะโมเดลธุรกิจที่ Razer กำลังคิดก็คือ ให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกซึ่งอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนหรือปี โดยที่ Razer จะจัดส่งกล่องฮาร์ดแวร์เวอร์ชันใหม่ๆ ไปให้เป็นระยะ ทำให้ผู้ใช้เหมือนได้พีซีเครื่องใหม่ตลอดเวลา และไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในการซื้อฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้นเหมือนกับปัจจุบัน อันเป็นระบบเดียวกับที่ Adobe นำมาใช้กับบริการ Creative Cloud นั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปครับว่า Project Christine จะเป็นรูปเป็นร่างหรือไม่

Gaming Laptop: แรงระเบิดระดับพกพา!

ถึงแม้ในปัจจุบันเครื่องเล่นเกมพกพาจะมาแรงขนาดไหน แต่เชื่อว่าคงไม่สมใจขาฮาร์ดคอร์ที่เป็นคนอ่าน Future Gamer แน่นอน เพราะจอสัมผัสหรือจะสู้เมาส์กับคีย์บอร์ดพร้อมรบรันพันตูบนหน้าจอขนาดใหญ่ที่กำลังฉายภาพสมรภูมิด้วยคุณภาพกราฟิกระดับสูง ว่าแล้วเราก็มาดูโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่น่าจับตาในเวลานี้กันดีกว่าครับ

Alienware 18: ราคาเริ่มต้นราว 9x,xxx บาท

Alienware 18 แค่มองก็อาจตายได้
Alienware 18 แค่มองก็อาจตายได้

อาจกล่าวได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในเวลานี้ เพราะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 18 นิ้ว ความละเอียด 1080p โปรเซสเซอร์ Intel Core i7 Haswell คีย์บอร์ดและแทร็กแพดเปล่งแสงที่สามารถปรับแต่งได้ และที่สำคัญผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสเปคให้เป็นชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GTX 880M ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชิพกราฟิกสำหรับโน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอีกเพียบ แน่นอนว่าประสิทธิภาพขนาดนี้ราคาคงไม่ใช่ถูกๆ และน้ำหนักที่อาจมากถึง 5 กิโลกรัม! เล่นเกมไม่พออาจต้องออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยล่ะมั้งเนี่ย

ASUS G750JZ: ราคาราว 9x,xxx บาท

ASUS G750JZ โน้ตบุ๊กตัวแรงจาก ASUS
ASUS G750JZ โน้ตบุ๊กตัวแรงจาก ASUS

ราคาแรงไม่แพ้เอเลี่ยนประดิษฐ์ข้างบน ทำให้สเปคก็แรงไม่แพ้กัน เริ่มจากโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 Haswell และชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GTX 880M ซึ่งมาพร้อมกับแรมมากถึง 4GB ที่น่าสนใจคือ การออกแบบโน้ตบุ๊กตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินล่องหน stealth fighter ทำให้รูปร่างดูโฉบเฉี่ยวและบางกว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่งตัวอื่นในซีรีส์เดียวกัน นอกจากนี้ยังคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างยาวนานต่อเนื่อง และจอภาพ 17 นิ้ว ที่สามารถมองได้กว้างถึง 140 องศา แน่นอนว่าของแรงแบบนี้ก็ย่อมต้องร้อนเป็นเรื่องธรรมดา ASUS จึงได้ติดตั้งพัดลมคู่ช่วยในการระบายความร้อน และใช้ฮาร์ดดิสก์ SSD เป็นส่วนประกอบ ด้านระบบเสียงก็ได้ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกำกับดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่สุดยอดกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไปแน่นอน

Lenovo IdeaPad Y510p: ราคาราว 3x,xxx บาท

Lenovo IdeaPad Y510p โน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาน่าคบหา
Lenovo IdeaPad Y510p โน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาน่าคบหา

ถึงแม้จะไม่ใช่รุ่นที่มีประสิทธิภาพโหดเหี้ยมมากสุดหรือมีสเปครุ่นล่าสุด แต่ด้วยราคาที่น่าคบหากว่าใครก็เลยทำให้โน้ตบุ๊กรุ่นนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการสเปคเลิศหรูอลังการ โดยมาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 Haswell เช่นเดียวกับรุ่นอื่น แต่มีหน้าจอขนาด 15 นิ้ว หน่วยความจำ 8GB และชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GT755M แรม 2GB ที่สามารถเล่นเกมทั่วไปได้อย่างสบาย ด้านลำโพงก็ได้รับการออกแบบโดย JBL ที่คุ้นเคยกันดี และรองรับระบบ Dolby Home Theater v4 ทำให้รับประกันเรื่องคุณภาพเสียงที่คมชัด ตัวเครื่องมีสีดำล้วนตัดกับแสงสีแดงที่เปล่งมาจากคีย์บอร์ดดูเข้ากันดีครับ

Razer Blade: ดุดันราวกระบี่ชั้นดี

blade-head

โน้ตบุ๊กเกมมิ่งโดยทั่วไปมักมีขนาดใหญ่ หนา และหนัก เลยทำให้แทนที่จะสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวก หลายคนจึงนำมาใช้แทนเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงแทน ขณะเดียวกันอัลตราบุ๊กที่ขึ้นชื่อว่าบางเบาพกพาสะดวกก็ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้เล่นเกมหรือทำงานหนักๆ ได้ ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไรหากเรานำข้อดีของโน้ตบุ๊กทั้ง 2 ประเภท ไว้ด้วยกัน? Razer Blade คือคำตอบครับ
Razer Blade รุ่นใหม่มาพร้อมกับหน้าจอมัลติทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 3200×1800 พิกเซล (อัตราส่วน 16:9) มากกว่า Blade รุ่นปีที่แล้วถึง 4 เท่า และมีความหนาแน่นของพิกเซลที่ 262 PPI มากกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า ที่น่าสนใจคือพาแนลของจอภาพยังใช้เทคโนโลยี IGZO (Indium Gallium Zinc Oxide) TFT ที่ให้คุณภาพของสีสันที่สดใสรวมทั้งยังมีอัตราการตอบสนองที่ไวกว่า ภาพที่ได้ขณะรับชมวิดีโอและเล่นเกมจึงมีความไหลลื่นและมีองศาการมองที่กว้างกว่า

Razer Blade
Razer Blade

Razer Blade มีความหนาเพียง 0.7 นิ้ว และหนักเพียง 2 กิโลกรัม แต่ภายในกลับพกความแรงมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 Haswell ชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GTX 870M แรม 8GB และฮาร์ดดิสก์ SSD ทำให้ได้ทั้งความแรงและความบางไปพร้อมกัน ส่วนฟังชันเสริมอื่นที่น่าสนใจก็เช่น พอร์ต USB 3.0 ซึ่งมีมาให้ถึง 3 ช่อง พอร์ต HDMI 1.4a และลำโพงคุณภาพสูงภายในตัว

สำหรับผู้ที่ยังไม่สะใจกับความแรงก็อาจลองพิจารณา Razer Blade Pro ที่มีจอภาพขนาด 17 นิ้ว ความละเอียด 1080p ฮาร์ดแวร์ภายในยังคงประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 Haswell เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมาพร้อมแรม 16GB ชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GTX 860M 2GB และฮาร์ดดิสก์ SSD ที่น่าสนใจคือ Blade Pro มีอินเทอร์เฟส Switchblade ซึ่งเป็นเหมือนกับหน้าจอสัมผัสของสมาร์ทโฟนที่ให้เราปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับการเล่นเกม หรือการใช้งานซอฟแวร์ทั่วไป และ Razer ยังได้ออกแบบแอปพลิเคชันเฉพาะมาเพื่อใช้งานร่วมกับอินเทอร์เฟสพิเศษนี้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ เนื่องจากขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นจึงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมมีน้ำหนักมากขึ้น โดยขึ้นไปอยู่ที่ 3 กิโลกรัม และหนาขึ้นโดยไปอยู่ที่ 0.9 นิ้ว ครับ

Razer Blade Pro จะเห็นจอ Switchblade อย่างชัดเจน
Razer Blade Pro จะเห็นจอ Switchblade อย่างชัดเจน

เห็นได้ว่า Blade และ Blade Pro มีสเปคที่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียวนัก เริ่มจากเทคโนโลยีจอภาพที่รุ่น Blade ธรรมดามีความเหนือกว่า แม้ว่าจะเล็กกว่าก็ตาม ตลอดจนชิพกราฟิกที่ใช้รุ่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเล็กน้อย แต่ Blade Pro ก็ได้รับการชดเชยด้วยขนาดจอที่ใหญ่กว่า แรมที่มากกว่า และอินเทอร์เฟส Switchblade ที่สามารถปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับโปรแกรมทั่วไปได้ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า Blade จะเหมาะกับเกมเมอร์ที่ต้องการโน้ตบุ๊กที่สะดวกต่อการพกพา แต่ Blade Pro จะเหมาะกับมือโปรที่ต้องการโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานครับ

จอ Switchblade อย่างชัดๆ
จอ Switchblade อย่างชัดๆ

PC Hardware: ของแรงๆ ยังคงมีอยู่

ความเคลื่อนไหวของวงการไอทีช่วงหลายปีที่ผ่านมาเน้นหนักไปที่แพลตฟอร์มโมบายที่กำลังโตวันโตคืน ทำให้พีซีฮาร์ดแวร์ที่เคยเป็นเจ้าพ่อต้องหลบไปอยู่หลังฉากรอการเปิดตัวของใหม่อย่างเงียบๆ หลายคนเลยคิดเลยเถิดไปว่าการพัฒนาสิ่งใหม่คงถึงทางตันเสียแล้ว แต่ข่าวช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ต้องกลับมาทบทวนความคิดกันใหม่

จำเอาไว้ Broadwell กำลังจะมา
จำเอาไว้ Broadwell กำลังจะมา

เริ่มจากเจ้าพ่อ Intel ที่ถึงแม้ในช่วงหลังอาจจะดูแผ่วไปบ้างเนื่องจากตลาดเดสก์ท็อปถูกโมบายชิงความน่าสนใจไปเสียหมด แต่ก็ยังฮึดสู้ด้วยการประกาศจะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Devil’s Canyon ซึ่งเป็นชื่อรหัสของ Intel Core Haswell รุ่นปรับปรุงให้สามารถโอเวอร์คล็อกได้ง่ายขึ้น และจะมาพร้อมกับชิพเซ็ต Intel Series 9 คาดว่าโมเดลแรกที่จะเปิดตัวก็คือ Intel Core i7-4790K ไม่แน่ว่าขณะที่เพื่อนๆ กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็อาจวางขายตามร้านแล้วก็ได้ ของใหม่ถัดมาก็คือโปรเซสเซอร์ Broadwell ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมเดียวกับ Haswell แต่จะถูกลดกระบวนการผลิตลงเหลือเพียง 14 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าการใช้พลังงานและความร้อนที่เกิดขึ้นจะน้อยลงไปด้วย แล้วยังมาพร้อมกับวงจรประมวลผลกราฟิก Iris Pro ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งยังมีรุ่นปลดล็อคตัวคูณเพื่อให้โอเวอร์คล็อกได้ง่ายตามระเบียบ สุดท้าย Intel ยังมีแผนเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Haswell-E หรือ Core i7 Extreme Edition รุ่นใหม่ โดยมีจุดเด่นคือแกนประมวลผลที่มากสุดถึง 8 แกน จากเดิมซึ่งเคยมีเพียง 6 แกน โดยมาพร้อมกับชิพเซ็ต X99 ที่รองรับการใช้งานร่วมกับแรม DDR4 ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดในไม่ช้า Intel บอกว่าครึ่งปีหลังเราจะได้เห็น Haswell-E ออกมาอาละวาดแน่นอน

ติดตามรายละเอียดของเอพียูใหม่จาก AMD ได้เร็วๆ นี้
ติดตามรายละเอียดของเอพียูใหม่จาก AMD ได้เร็วๆ นี้

มาดูที่ฝั่ง AMD กันบ้าง หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับเอพียู Kaveri ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปได้ไม่นาน ข่าวคราวเกี่ยวกับเอพียูใหม่ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว โดยคราวนี้มีชื่อรหัสว่า Carrizo ซึ่งแกนประมวลผลกลางจะเปลี่ยนไปใช้ Excavator ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงจาก Steamroller ที่อยู่ใน Kaveri ขณะนี้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Excavator ยังมีไม่มากนัก ที่แน่ๆ คือจะรองรับชุดคำสั่งใหม่ ส่วนแกนประมวลผลกราฟิกก็คาดว่าอาจจะใช้รุ่นเดียวกับที่อยู่ใน Kaveri แต่จะมีการเพิ่มปริมาณคอร์เข้าไปหรือไม่นั้นเรายังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนชนิดของแรมที่รองรับนั้นก็จะมีทั้ง DDR3 และ DDR4 ตามสมัยนิยม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นนวัตกรรมของ Carrizo ก็คือมันจะเป็นเอพียูตัวแรกที่รวม Fusion Controller Hub (FCH) เข้าไว้ในตัวชิพเลย แต่จะนำมาใช้กับโมเดลโน้ตบุ๊กเท่านั้น ส่วนโมเดลสำหรับเดสก์ท็อปนั้นฟังชัน FCH ภายในชิพจะถูกปิดการใช้งาน โดยระบบจะเปลี่ยนมาใช้ตัวที่อยู่บนเมนบอร์ดแทน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันให้โครงสร้างเมนบอร์ดเปลี่ยนไปมากจนทำให้ต้องซื้อของใหม่นั่นเองครับ (แต่ถ้าจะใช้แรม DDR4 ก็คงต้องเปลี่ยนล่ะครับ) ทั้งนี้ ขอให้ระลึกไว้ว่าข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เราจึงต้องรอคำยืนยันจาก AMD อีกทีหนึ่ง

AMD Radeon R9 295X2 ร้อนแรงถึงขนาดต้องใช้น้ำหล่อเย็นช่วย
AMD Radeon R9 295X2 ร้อนแรงถึงขนาดต้องใช้น้ำหล่อเย็นช่วย

ถัดจากโปรเซสเซอร์แล้วเรามาดูที่ชิพกราฟิกกันบ้างดีกว่า เริ่มจาก AMD ได้เปิดตัวการ์ดกราฟิก Radeon R9 295X2 ไปเมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา จุดเด่นของมันคือเป็นการ์ดชิพคู่ ทำให้มีปริมาณ Stream Processers มากถึง 5,632 ตัว มีแรม GDDR5 8GB รันด้วยบัส 512 บิต และความเร็วในส่วนของจีพียูนั้นสามารถเร่งไปได้มากถึง 1,015MHz แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือ AMD ได้แถมชุดระบายความร้อนด้วยของเหลวมาให้ ซึ่งได้รับการออกแบบโดย ASETEK แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงของมันได้เป็นอย่างดี สนนราคาเริ่มต้นที่ 1499 เหรียญสหรัฐ (ราว 48,000 บาท) และถ้ามีโอกาสผมจะนำมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน

NVIDIA GeForce GTX TITAN Z สุดยอดตัวแรงแห่งปฐพี ราคาเพียงแสนเดียว!
NVIDIA GeForce GTX TITAN Z สุดยอดตัวแรงแห่งปฐพี ราคาเพียงแสนเดียว!

ข้ามมาที่คู่กัดตลอดกาลอย่าง NVIDIA กันบ้าง หลังจากที่เปิดตัว GeForce TITAN Black ไปอย่างเงียบๆ ก็ถึงคราวเบิกตัว GeForce TITAN Z กันบ้าง เจ้าสุดยอดอภิมหาการ์ดกราฟิกตัวนี้ประกอบไปด้วยจีพียู GK110 ถึง 2 ชิ้น ทำให้มีปริมาณ CUDA Cores มากถึง 5,760 ตัว มีแรมมากถึง 12GB แต่เมื่อดูจากราคาขายที่แพงหูทะลุถึง 2999 เหรียญสหรัฐ (ราว 97,000 บาท) แล้วก็ต้องยอมรับว่า NVIDIA คงไม่ตั้งใจทำการ์ดตัวนี้มาสำหรับเกมเมอร์แน่นอน นอกจากนี้ ผู้ที่ทราบข่าวการเปิดตัวชิพกราฟิก GeForce GTX 750 Ti ซึ่งเป็นชิพแรกที่ใช้สถาปัตยกรรม Maxwell แล้วล่ะก็ อาจจะสนใจข่าว (ลือ) ล่าสุดระบุว่า NVIDIA กำลังเตรียมชิพ GeForce GTX 880 ซึ่งจะเป็นรุ่นระดับบนของ Maxwell โดยจะใช้จีพียู GM204 ที่ภายในประกอบไปด้วย CUDA Cores 3,200 ตัว มีความเร็วในส่วนของจีพียูเริ่มต้นที่ 900MHz และ GPU Boost ที่ 950MHz มีแรม GDDR5 4GB และกินไฟที่ 230 วัตต์ ซึ่งน้อยกว่า GTX 780 ที่วางขายในปัจจุบัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจะลดขนาดกระบวนการผลิตมาอยู่ที่ 20 นาโนเมตร นั่นเอง

แต่ข่าวที่น่าสนใจกว่าก็คือ การเปิดตัวสถาปัตยกรรม Pascal ซึ่งวางไว้ให้มาแทนที่ Maxwell ใน ค.ศ. 2016 คุณสมบัติอันโดดเด่นก็คือ NVLink ซึ่งพัฒนาร่วมกับ IBM ทำหน้าที่เป็นอินเทอร์เฟสเชื่อมการแบ่งปันข้อมูลระหว่างจีพียูกับซีพียูให้มีความเร็วมากขึ้นกว่า 5-12 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐาน PCI Express (PCIe) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ลดปัญหาคอขวดที่เกิดขึ้น และคุณสมบัติที่น่าสนใจถัดมาก็คือ 3D memory ที่จัดการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มปริมาณความจุมากถึง 2.5 เท่า

ปลุกความแรงเต็มพิกัดด้วย DirectX 12 และ Mantle

dx12vsmantle

นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวของฮาร์ดแวร์ที่มีความน่าสนใจมากแล้วนั้น ฝั่งของซอฟแวร์ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการมาถึงของ Mantle และ DirectX 12 ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถดึงประสิทธิภาพของชิพกราฟิกพีซีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย

เอพีไอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Direct 3D หรือ OpenGL เปิดโอกาสให้นักพัฒนาเกมเข้าถึงฮาร์ดแวร์พีซีได้เฉพาะในระดับบนเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุก็คือเพื่อให้สามารถเข้ากันกับสารพัดฮาร์ดแวร์ที่วางขายในตลาดนั่นเอง ตรงกันข้ามกับนักพัฒนาเกมคอนโซลที่มีฮาร์ดแวร์ให้เล่นเพียงชิ้นเดียว จึงสามารถเข้าไปควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ในระดับล่างและบีบเค้นประสิทธิภาพออกมาได้ทุกหยด

AMD จึงได้พัฒนา Mantle ซึ่งเป็นเอพีไอที่เปิดโอกาสให้โปรแกรมเมอร์ดึงประสิทธิภาพจากสถาปัตยกรรม Graphic Core Next (GCN) ของชิพ Radeon รุ่นใหม่ๆ ออกมาให้ได้มากที่สุด และลดปัญหาการเกิดคอขวด ขณะที่ฟังชันของ DirectX 12 ก็มีความคล้ายกันตรงที่ให้นักพัฒนาเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างและจัดสรรจำนวนงานให้กับแกนซีพียูในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็หมายความว่าเกมเมอร์จะได้เฟรมเรทเกมที่ไหลลื่นขึ้นนั่นเอง

ปัจจุบัน Mantle นำหน้าไปแล้วก้าวหนึ่ง เพราะมีเกมที่รองรับแล้วคือ Thief กับ Battlefield 4 ขณะที่ DirectX 12 นั้นกว่าจะพร้อมใช้ก็ต้องรอถึงปลายปีหน้าโน่น แต่ในระยะยาวแล้วดูเหมือนว่า DirectX 12 จะได้เปรียบกว่า เพราะรองรับฮาร์ดแวร์ได้หลายค่ายกว่านั่นเอง

4K Monitors: ยิ่งเยอะยิ่งดี?

4k-head

อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในความเคลื่อนไหวเทคโนโลยีที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้คงหนีไม่พ้นจอ 4K หรือ Ultra high definition (UHD) ที่สามารถแสดงผลภาพที่ความละเอียดมากถึง 8.3 ล้านพิกเซล (3840×2160 อัตราส่วน 16:9) ซึ่งมากกว่ามาตรฐาน Quad HD (QHD : 2560×1440) ที่ใช้กับจอมอนิเตอร์ 27 นิ้ว ถึง 2 เท่า และมากกว่ามาตรฐาน High Definition (Full HD : 1920×1080) ถึง 4 เท่า

แน่นอนว่าข้อดีของความละเอียดที่สูงขึ้นก็หมายถึงรายละเอียดของวัตถุต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอก็ย่อมต้องสวยงามและเห็นชัดทุกรูขุมขน ความรู้สึกที่ได้คงไม่ต่างอะไรไปจากการจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1080p หรือหน้าจอ Retina ของ Apple ที่สายตาเราแทบจะไม่สามารถแยกแยะจุดของเม็ดพิกเซลที่อยู่รวมกันได้ สำหรับคนทำงานทั่วไปก็จะได้ประโยชน์ตรงที่มีพื้นที่ทำงานมากขึ้น และสำหรับเกมเมอร์ก็นั้นก็จะมีพื้นที่ในการดูสมรภูมิที่กว้างขวางกว่าเดิม ตลอดจน HUD ต่างๆ ก็จะดูมีขนาดเล็กลง ไม่บดบังสายตาขณะกำลังไล่เตะก้นเอเลี่ยนอย่างเมามัน

เปรียบเทียบความละเอียด UHD (4K) กับความละเอียดอื่น
เปรียบเทียบความละเอียด UHD (4K) กับความละเอียดอื่น

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จะสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่ออัปเกรดจากจอมิเตอร์ขนาดเล็กความละเอียด 1080p เท่านั้น ผู้ที่ใช้จอขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด QHD คงไม่เห็นความแตกต่างอะไรมากเพราะสายตาจะคุ้นชินกับความละเอียดสูงอยู่แล้ว และต้องไม่ลืมเคลียร์พื้นที่ว่างบนโต๊ะให้ดีๆ เพราะจอมอนิเตอร์ UHD ที่วางขายในปัจจุบันก็มีขนาดประมาณ 30 นิ้ว ขึ้นไปทั้งสิ้น เพราะหากเล็กกว่านั้นก็จะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ลองนึกภาพดูว่าจะรับได้หรือไม่หากต้องเอาจอน้องๆ ทีวีมาตั้งอยู่บนโต๊ะ

และประเด็นที่เกมเมอร์ควรให้ความสำคัญก็คือ จริงอยู่ที่เกมและการ์ดกราฟิกใหม่ๆ ต่างรองรับความละเอียด UHD กันบ้างแล้ว แต่อุปกรณ์ที่มีอยู่ในเครื่องเราจะรับมือไหวหรือไม่? เพราะความละเอียดที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 1080p ก็หมายความว่าฮาร์ดแวร์ต้องทำงานหนักไปด้วย ผลการทดสอบโดยทั่วไปพบว่าผู้ใช้อาจต้องมีการ์ดกราฟิกถึง 2 ตัว ทำงานร่วมกันถึงจะสามารถเล่นเกมที่ความละเอียด UHD ได้ อีกทั้งก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของกราฟิกภายในเกมอีกทางหนึ่งว่าจะโหดเพียงใด และเราจะรับได้หรือไม่หากเล่นที่ความละเอียด UHD แต่ต้องปรับลดคุณภาพกราฟิกลงมาต่ำที่สุด?

ASUS PQ321Q จอชัดระดับเทพ ราคาเหยียบแสน
ASUS PQ321Q จอชัดระดับเทพ ราคาเหยียบแสน

นอกจากนี้ ราคาขายของมันก็อาจต้องทำให้หลายคนสะอึก ยกตัวอย่าง ASUS PQ321Q 31.5 นิ้ว ก็มีราคาขายเหยียบแสนเข้าไปแล้ว ส่วนรุ่นเอาใจมหาชนขึ้นมาหน่อยอย่าง ASUS PB287Q ที่มีราคาขายราว 26,000 บาท ก็มีอัตรา refresh rate อยู่ที่เพียง 30Hz เท่านั้น ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับจะนำมาใช้เล่นเกม ทั้งหลายทั้งปวงทำให้จอภาพ UHD ในช่วงนี้ยังเป็นของเล่นสำหรับลูกคนรวย แต่แน่นอนว่าหากการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นและเทคโนโลยีชิพกราฟิกพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ UHD จะต้องเข้ามาแทนที่ Full HD ที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันแน่นอน

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s