Tizen ทางเลือกใหม่ เมื่อ Samsung ตีจาก Android

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 188 ประจำเดือนสิงหาคม 2557

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Samsung คือผู้นำสมาร์ทโฟน Android อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง รายงานจาก Strategy Analytics ระบุว่าบริษัทจากแดนกิมจิรายนี้มีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีมากถึงร้อยละ 31.2 ขณะที่ Apple ตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 15.3 นอกจากนี้ ตัวเลขการจัดส่งก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน เพราะในรายงานระบุว่ายอดจัดส่งขายทั่วโลกของสมาร์ทโฟน Samsung อยู่ที่ 89 ล้านหน่วย ขณะที่ Apple อยู่ที่ราว 43 ล้านหน่วย แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การพัฒนาสินค้าออกมาเจาะทุกระดับตลาดของ Samsung ได้ผลดีในแง่ที่สามารถสร้างส่วนแบ่งตลาดให้กับบริษัทได้อย่างมากมายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับเดียวกันได้มีการระบุว่ายอดส่วนแบ่งดังกล่าวของ Samsung ลดลงจากในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วราวร้อยละ 1 ส่วนของ Apple นั้นลดลงมารายร้อยละ 2 ขณะที่ม้ารองอันดับสามและสี่อย่าง Huawei กับ Lenovo จากแดนมังกรสามารถทำส่วนแบ่งตลาดได้เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงของ Apple สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากการนโยบายของบริษัทที่ต้องการเกาะติดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม จึงอาจถูกช่วงชิงฐานลูกค้าในระดับกลางและล่างไป แต่ในทางกลับกันก็ไม่มีใครสามารถท้าชิงเจ้าแห่งความเป็นแบรนด์ระดับหัวแถวได้ ตรงกันข้ามกับ Samsung ที่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่าต้องสู้ศึกถึง 2 ด้าน กล่าวคือ ในตลาดระดับบนก็ต้องสู้กับ Apple ส่วนในตลาดระดับล่างก็ต้องปะทะกับแบรนด์จากแดนมังกรที่สามารถผลิตสมาร์ทโฟน Android ราคาประหยัด (กว่า) ออกมาช่วงชิงลูกค้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

Tizen ดีอย่างไร?

เมื่อรู้ดีว่าตลาดสมาร์ทโฟนในกลุ่มพรีเมียมเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและตลาดระดับล่างกำลังมีการแข่งขันอย่างรุนแรง ทางออกที่ดีที่สุดนั่นคือการหาโอกาสเปิดตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีใครเข้าถึงมาก่อน ซึ่งก็หมายความว่าอาจต้องตีจากโอเอส Android ที่อาศัยพึ่งใบบุญมานานเพื่อสร้างอัตลักษณ์และการรับรู้โดยผู้บริโภคขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่ามีการพูดถึง Tizen อยู่เป็นระยะในฐานะที่เป็นโอเอสทางเลือกนอกจาก iOS และ Android ที่คุ้นเคยกันมานาน
Tizen เกิดจากการร่วมมือกันผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ผู้ให้บริการเครือข่าย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ Samsung, Intel, NTT DoCoMo และ Vodafone เป็นต้นแน่นอนว่าก็เพื่อสร้างโอเอสทางเลือกโดยใช้ Linux เป็นฐานในการพัฒนา โดยมีเป้าหมายการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต อุปกรณ์ infotainment ในรถยนต์ สมาร์ททีวี หรือกระทั่งกล้องดิจิทัล ทั้งนี้ก็เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่มีความต่อเนื่องไม่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ใด

ตัวอย่างหน้าตาของ Tizen เห็นได้ว่ารับอิทธิพลมาจาก Android ไม่น้อยเลยทีเดียว
ตัวอย่างหน้าตาของ Tizen เห็นได้ว่ารับอิทธิพลมาจาก Android ไม่น้อยเลยทีเดียว

การที่ Samsung หันไปให้ความสำคัญกับ Tizen อาจสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการเจาะตลาดกลุ่มคอมพิวเตอร์สวมใส่หรือ wearable device และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหรือ Internet of Things ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอนในตอนนี้ จริงอยู่ที่ Android Wear จาก Google พร้อมให้ใช้งานได้แล้ว แต่มันก็ไม่ต่างอะไรจาก Android เวอร์ชันแรกๆ ที่ยังคงมีหลายอย่างให้ต้องปรับปรุง ส่วน Apple เองนั้นเราก็ยังไม่เห็นลักษณะการใช้งานจริงว่าจะเป็นอย่างไร แม้ว่า iOS 8 จะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถลองเล่นกับ HomeKit ในการให้ผู้ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านแล้วก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือตลาดคอมพิวเตอร์สวมใส่และ Internet of Things ยังนับว่าเป็นของใหม่ มาตรฐานต่างๆ อาจจะยังไม่ลงตัว Tizen จึงยังมีโอกาสอีกมากที่จะเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ เห็นได้จากการที่ Samsung วางจำหน่าย Gear 2 และ Gear 2 Neo เมื่อต้นปีที่ผ่านมาโดยทั้งคู่ใช้โอเอส Tizen ที่ว่ากันว่าใช้พลังงานน้อยกว่า Android

Samsung Gear 2 และ Gear 2 Neo คอมพิวเตอร์สวมใส่ที่ใช้ Tizen
Samsung Gear 2 และ Gear 2 Neo คอมพิวเตอร์สวมใส่ที่ใช้ Tizen

แต่ว่ากันว่าเหตุผลหลักที่ทำให้ Samsung ต้องหันมามอง Tizen มากขึ้นก็เพราะนโยบายของบริษัทที่ต้องการตีจาก Android มากขึ้นนั่นเอง ที่ผ่านมาทางบริษัทสามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นแถวหน้าของวงการสมาร์ทโฟนได้ก็เพราะโอเอสดังกล่าวที่ยังไม่มีผู้ป้อนฮาร์ดแวร์ให้มากเท่ากับในตอนนี้ ทว่าในปัจจุบัน Samsung ต้องเผชิญหน้ากับผู้ผลิตจากประเทศจีนที่มีความสามารถในการพัฒนาสินค้าเจาะกลุ่มตลาดระดับล่างได้กว้างขวางกว่า แน่นอนว่า Samsung สามารถผลิตฮาร์ดแวร์ออกมาเจาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นจะน้อยมาก ซึ่งหากตัวเลขผลประกอบการออกมาไม่สวยก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของการลงมาเล่น Tizen อย่างเต็มรูปแบบนั่นคือ Samsung จะสามารถปลดแอกจาก Google ได้อย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมาต้องชื่นชม Samsung อยู่ประเด็นหนึ่งนั่นคือความสามารถในการนำนวัตกรรมมาใช้กับฮาร์ดแวร์ของตนเองได้อย่างรวดเร็วมาก ถึงแม้ว่าหลายอย่างจะถูกค่อนขอดว่าเป็นเพียง “ลูกเล่น” ที่ต้องการโชว์ว่าตนมีดีกว่าคู่แข่ง (แต่กลับนำไปใช้งานจริงได้ไม่ไหลลื่นนัก) ผมคิดว่าอุปสรรคดังกล่าวนั่นเกิดมาจากการที่ต้องพึ่ง Android ที่ฟังชันต่างๆ อาจจะยังไม่สามารถตามทันความต้องการของผู้ผลิตอย่าง Samsung ได้ การพัฒนาให้ทำงานร่วมกันจึงอาจมีการสะดุดอยู่บ้าง แต่หากหันไปพัฒนา Tizen อย่างเต็มรูปแบบแล้วล่ะก็ มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ จะพัฒนาฟังชันวิเศษอะไรก็ได้ตามที่ใจนึกโดยไม่ต้องรอคอย Android เวอร์ชันใหม่พร้อมใช้ พูดง่ายๆ ก็คือ Tizen จะเปิดโอกาสให้ Samsung อาละวาดได้เต็มที่กว่านั่นเอง

ความจริงอันโหดร้าย เมื่อโลกนี้ไม่ต้องการตัวเลือกที่สาม!?

จะเห็นได้ว่าในทางเทคนิคแล้ว Samsung จะสามารถกระโดดลงมาเล่น Tizen เต็มตัวได้เลยไม่ยาก แต่อุปสรรคจริงๆ นั่นก็คือการยอมรับโดยผู้บริโภคและนักพัฒนา ไม่มีใครปฏิเสธว่า Windows Phone คือโอเอสที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสามารถใช้งานได้ดีเทียบเท่าคู่แข่ง แต่การขาดตัวเลือกแอปพลิเคชันที่หลากหลาย และการเป็นหลานเมียน้อย (ขั้นกว่าของลูกเมียน้อย ฮา!) ในสายตาของนักพัฒนานั้นก็หมายความว่าผู้ใช้ Windows Phone จะต้องรอคอยอีกสักพักกว่าแอปที่อยากเล่นจะมาจุติบนมือถือของตน (ขณะที่คนใช้ iOS และ Android เล่นไปจนผุหมดแล้ว) นี่คือความเป็นจริงอันน่ากลัวที่ใครต่อใครเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับ Tizen

นอกจากนี้ แม้ว่าโอกาสในการเจาะตลาดคอมพิวเตอร์สวมใส่และ Internet of Things ของ Tizen จะยังมีอยู่ แต่ก็ใช่ว่าเจ้าตลาดเดิมอย่าง Apple และ Google จะอยู่นิ่งเฉย Android Wear มีอุปกรณ์พร้อมใช้งานวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Gear Live ที่พัฒนาโดย Samsung เอง! ส่วน Apple เองก็มีแนวโน้มว่าเปิดกว้างกับนักพัฒนามากขึ้น และด้วยฐานของแบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้วก็อาจจะทำให้มีผู้พัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้ได้อย่างเต็มใจ

Samsung Gear Live นาฬิกาข้อมือไฮเทคที่ใช้ Android Wear หรือ Samsung จะไม่สามารถตีจาก Android ไปได้?
Samsung Gear Live นาฬิกาข้อมือไฮเทคที่ใช้ Android Wear หรือ Samsung จะไม่สามารถตีจาก Android ไปได้?

และสุดท้ายมันก็คงขึ้นอยู่กับตัว Samsung เองว่าจะทำใจตีจาก Android ไปได้หรือไม่ เพราะหากไปถามผู้บริโภคในปัจจุบันเกี่ยวกับสมาร์ทโฟน Android ที่พวกเขาชื่นชอบก็พนันได้เลยว่าสินค้าของ Samsung จะต้องมาเป็นอันดับต้นๆ ที่พวกเขาเลือกใช้ แต่ก็เชื่อว่าด้วยงบการตลาดมากถึง 4 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (มากกว่า Apple ถึง 4 เท่า) ก็น่าจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคให้มาหลงรัก Tizen ได้ไม่ยาก

สรุป

สมาร์ทโฟนได้เข้าสู่สภาวการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงได้กลายมาเป็นอุปกรณ์คู่กายราคาประหยัดที่ทุกคนสามารถมีไว้ครอบครอง แน่นอนว่าเมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ผลิตที่เคยครองความเป็นผู้นำก็ต้องหาลู่ทางสร้างรายได้ใหม่ได้กับตนเอง

Tizen อาจจะเป็นทางออกที่สนใจสำหรับผู้ผลิตอย่าง Samsung เพราะจะเป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ให้กับตนเองท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด อิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้กับโอเอสนี้ทำให้ไม่ต้องฝากความหวังไว้กับ Android อีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถหารายได้จากการขายแอปพลิเคชันผ่านร้านค้าออนไลน์เช่นเดียวกับคู่แข่งรายอื่น

Samsung Z สมาร์ทโฟนที่ใช้ Tizen มีแผนจำหน่ายในประเทศรัสเซียปีนี้
Samsung Z สมาร์ทโฟนที่ใช้ Tizen มีแผนจำหน่ายในประเทศรัสเซียปีนี้

แน่นอนว่า Samsung คงยังต้องฝากความหวังไว้กับบรรดานักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ให้เห็น Tizen เป็นม้านอกสายตา แต่คือโอกาสในการหารายได้เพราะปริมาณแอปที่ยังไม่มากเกินไปนั้นก็หมายความว่าผู้บริโภคมีโอกาสเห็นแอปของเรา และไม่ได้จมไปกับกองทัพแอปที่เหลือเป็นแสนๆ ล้านๆ เหมือนแพลตฟอร์มของคู่แข่ง สุดท้ายก็คงต้องพึ่งอำนาจของโฆษณาในการเชิญชวนผู้บริโภคมารับ Tizen ไว้ในอ้อมอกครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s