ต้อนรับศักราชใหม่ด้วย Intel Core รุ่นที่ 5

Intel chip

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 221 ประจำเดือนมีนาคม 2558

เมื่อปีที่แล้ว Intel ได้เปิดตัว Intel Core m โปรเซสเซอร์ตระกูลใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน กลุ่มเป้าหมายของมันจึงอยู่ที่อัลตราบุ๊ก หรือแล็ปท็อปประเภททูอินวัน ที่สามารถแปลงโฉมเป็นแท็บเล็ตได้ เช่น Lenovo Yoga Pro 3 และมีข่าวแว่วมาว่าจะมีการนำไปใช้กับ MacBook Air รุ่นใหม่ที่จะได้รับการเปิดตัวในปีนี้ด้วย จากกลุ่มเป้าหมายที่กล่าวไปย่อมเดากันได้ไม่ยากว่า Core m ไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับโปร หรือเกมเมอร์แน่นอน เพราะฉะนั้นคงไม่น่ามีอะไรตื่นเต้นสำหรับผู้อ่านคอลัมน์ Hard Stuff มากนัก

แต่ในปี 2015 นี้ Intel ได้ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัว Intel Core รุ่นที่ 5 (U series) ซึ่งเปลี่ยนไปใช้กระบวนการผลิต 14 นาโนเมตร และสถาปัตยกรรม Broadwell ส่งผลให้ตัวชิพมีลูกเล่นและความสามารถมากขึ้น แต่กลับใช้พลังงานน้อยกว่ารุ่นที่ผ่านมา โดยได้รับการออกแบบเพื่อให้ใช้งานร่วมกับโน้ตบุ๊กทั่วไป โน้ตบุ๊กแบบทูอินวัน อัลตราบุ๊ก Chromebook เดสก์ท็อปชนิดออลอินวัน และมินิพีซี อีกทั้งยังพกพามาด้วยความสามารถด้านกราฟิกที่เพิ่มมากขึ้นด้วยขุมกำลังประมวลผลของ Intel HD Graphics และ Iris Graphic ทำให้ผู้ใช้เอนจอยกับความบันเทิงได้ถึงลูกถึงคนมากกว่าเดิม

ประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่า

โครงสร้างภายในของชิพ
โครงสร้างภายในของชิพ

แน่นอนว่าโปรเซสเซอร์ใหม่ย่อมต้องแถมพกมาด้วยประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม Intel Core รุ่นที่ 5 ได้รับการพัฒนาไปใช้กระบวนการผลิต 14 นาโนเมตร ทำให้มีปริมาณทรานซิสเตอร์มากกว่าเดิมร้อยละ 35 ภายใต้พื้นที่ die น้อยลงกว่าร้อยละ 37 ซึ่งเท่ากับว่ามีความหนาแน่นของจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง เมื่อนำจุดเด่นตรงนี้มาผนวกรวมเข้ากับโครงสร้างสถาปัตยกรรมใหม่จึงทำให้ Intel Core รุ่นที่ 5 มีประสิทธิภาพด้านกราฟิกเพิ่มขึ้นถึงกว่าร้อยละ 24 ขณะที่ความเร็วในการแปลงไฟล์วิดีโอนั้นเร็วขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้มากกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง คุณลักษณะดังกล่าวจะทวีความเด่นชัดมากขึ้นสำหรับผู้ที่อัปเกรดขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 4-5 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกราฟิกที่จะพบว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 12 เท่าเลยทีเดียว

ประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม

หัวใจของโน้ตบุ๊กสมัยใหม่อยู่ที่ประสิทธิภาพต่อพลังงานที่มากกว่าเดิม เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของโน้ตบุ๊กทรงประสิทธิภาพแต่ใช้งานได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องชาร์จใหม่ Intel เข้าใจถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงได้พัฒนาให้โปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่ 5 เปลี่ยนไปใช้กระบวนการผลิต 14 นาโนเมตร ทำให้ต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ไปได้กว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเทียบกับ Intel Core รุ่นที่แล้ว ผู้ใช้จึงได้รับประสิทธิภาพการใช้งานที่มากกว่า โดยที่ไม่ต้องสูญเสียชั่วโมงการทำงานไป

พร้อมรับความบันเทิงอย่างครบครัน

แกนประมวลผลกราฟิกใหม่ที่รองรับความบันเทิงทุกรูปแบบ
แกนประมวลผลกราฟิกใหม่ที่รองรับความบันเทิงทุกรูปแบบ

ผู้ที่อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์มานานคงจะจำได้ถึงวันวาน (อันไม่ค่อยจะ) หวานชื่น เมื่อคราวที่ชิพกราฟิกบนโน้ตบุ๊กยังมีประสิทธิภาพต่ำ และใช้ทำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากบู๊ต Windows ให้ติด แต่ตอนนี้ขอให้สลัดภาพเก่าๆ ทิ้งไปเสีย เพราะโปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่ 5 มาพร้อมกับวิวัฒนาการใหม่ของสถาปัตยกรรมกราฟิกที่จะมอบประสิทธิภาพและการใช้พลังงานต่ำเมื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีแกนประมวลผลซีพียูรุ่นล่าสุดที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาพร้อมกัน

โปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่ 5 มาพร้อมกับตัวเลือกแกนประมวลผลกราฟิกอันหลากหลาย ได้แก่ Intel HD Graphics 5500, 6000 และ Iris 6100 ซึ่งทั้งหมดต่างรองรับการรับชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงระดับ 4K (Ultra HD) ได้อย่างไหลลื่น นอกจากนั้นยังรองรับการถอดรหัส codec ใหม่ๆ อย่าง VP8, VP9 และ HEVC ตลอดจนเอพีไอกราฟิกรุ่นใหม่ทั้ง DirectX 11.2, 12 ตลอดจน OpenCL 2.0 และ OpenGL 4.3 อีกด้วย สำหรับความแตกต่างระกว่าง HD Graphics กับ Iris ก็คือ ตัวหลังจะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิกมากกว่าราวร้อยละ 30 จึงทำให้เหมาะกับเกมเมอร์หรือผู้ที่ต้องใช้งานกราฟิกหนักๆ มากกว่า

จากคุณสมบัติด้านกราฟิกดังกล่าว จึงทำให้ไม่ว่าผู้ใช้จะชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ความละเอียดสูง หรือสนุกไปกับการเล่นเกมสามมิติ ก็มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับจะมีความต่อเนื่องและลื่นไหลแน่นอน

ประสบการณ์ใหม่ที่มอบความดื่มด่ำและเป็นธรรมชาติมากว่า

นี่คือการเล่นเกมแห่งอนาคต ที่เราใช้สัญญาณมือแทนเมาส์กับคีย์บอร์ด
นี่คือการเล่นเกมแห่งอนาคต ที่เราใช้สัญญาณมือแทนเมาส์กับคีย์บอร์ด

หากจะให้แบ่งโลกคอมพิวเตอร์ออกเป็นยุค ก็อาจกล่าวได้ว่ายุคแรกเริ่มต้นที่เราใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดในการมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ ส่วนยุคที่สองก็การที่เราใช้นิ้วมือสัมผัสกับที่จอภาพ ทำให้ระยะห่างระหว่างเรากับเทคโนโลยีถูกบีบอัดให้ใกล้ยิ่งกว่า ส่วนยุคที่สามที่กำลังจะมาถึงนั้นได้รับการทำนายไว้ว่าพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของมนุษย์จะใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น ทำให้คอมพิวเตอร์ถูกหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันของเรามากกว่าแต่ก่อน

เมื่อแนวโน้มของเทคโนโลยีมุ่งไปยังทิศทางดังกล่าว Intel จึงได้เปิดตัวเทคโนโลยี RealSense 3D ที่จะมอบประสบการณ์ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่เป็นธรรมชาติและใช้งานได้ง่ายยิ่งกว่า โดยรองรับคุณสมบัติสุดล้ำที่เราคุ้นตากันดีจากภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หลายเรื่อง อาทิ การควบคุมด้วยท่าทาง การจับและการปรับแต่งวัตถุในรูปแบบสามมิติ การรู้จำใบหน้า และนวัตกรรมในการแก้ไขภาพกับวิดีโอบนอุปกรณ์ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น ถ่ายก่อนแล้วค่อยโฟกัสทีหลัง เป็นต้น และด้วยเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียงก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมแอปพลิเคชันจากเสียง ส่วนเทคโนโลยี Wake on Voice ก็จะช่วยปลุกคอมคอมพิวเตอร์ให้ตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงของคุณเอง

บทสรุป ดีพอหรือยังสำหรับเกมเมอร์?

ความแตกต่างระหว่าง Intel Core และ Core m จะเห็นได้ว่าอันหลังถูกวางไว้สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กและเบา
ความแตกต่างระหว่าง Intel Core และ Core m จะเห็นได้ว่าอันหลังถูกวางไว้สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กและเบา

การแข่งขันพัฒนาโปรเซสเซอร์เมื่อทศวรรษที่แล้วให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะรับประทานพลังงานไปมากเพียงใด แต่เมื่อผู้ใช้งานไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพแต่เพียงอย่างเดียว ทุกวันนี้เราจึงเห็นผู้พัฒนาชิพแข่งขันกันพัฒนาชิพที่ให้ประสิทธิภาพต่อพลังงานที่คุ้มค่า นั่นคือชิพรุ่นใหม่ที่ออกมาอาจไม่ได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่มันต้องประหยัดพลังงานมากกว่าภายใต้ประสิทธิภาพที่เท่ากัน

อย่างไรก็ตาม การประหยัดพลังงานก็ไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะต้องยอมรับการมาถึงของสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนที่มีต่อคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล เพราะทุกวันนี้เราไม่ต้องการการโอ้อวดทางด้านประสิทธิภาพ แต่เราต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานได้ง่าย ตอบสนองได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากพอที่จะรองรับความต้องการที่หลากลาย โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้การใช้งานมากนัก เหล่านี้ได้ทำให้การมาถึงของเทคโนโลยี RealSense 3D เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะมันจะเป็นการนำการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติกับคอมพิวเตอร์มาสู่อุปกรณ์ที่เราใช้คีย์บอร์ดกับเมาส์จนเคยตัว และอาจเป็นการเปิดปริมณฑลใหม่ให้กับการพัฒนาซอฟแวร์และอุปกรณ์เสริมยิบย่อยที่เราอาจคาดไม่ถึงมาก่อน

แล้วมันจะเป็นประโยชน์อย่างไรกับนักเล่นเกมพีซี อย่างที่กล่าวไปคือ Intel Core รุ่นที่ 5 ใช้พลังงานน้อยกว่ารุ่นที่แล้ว จึงทำให้โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นใหม่ๆ สามารถอยู่รอดได้นานกว่าต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง และด้วยแกนประมวลผลกราฟิกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นักเล่นเกมแคชวลอาจไม่จำเป็นต้องซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่มีราคาแพงและไม่สะดวกต่อการพกพา แต่อาจซื้ออัลตราบุ๊กที่เบาบางและสามารถแบกไปไหนต่อไหนได้สะดวกกว่า (ส่วนเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์ก็อาจต้องมองหาโน้ตบุ๊กที่มีชิพกราฟิกแยก เพราะจะรองรับเกมที่มีกราฟิกหนักๆ ได้ดีกว่า) ส่วนเทคโนโลยี RealSense 3D นั้น Intel ได้สาธิตให้ดูถึงวิธีการเล่นเกมใหม่ๆ ที่ใช้ “ท่าทาง” ของมือในการบังคับ ไม่ใช่เมาส์กับคีย์บอร์ดอย่างเดิม ซึ่งอาจทำให้เกมเมอร์เพลิดเพลินกับเกมในยุคหน้าภายใต้ประสบการณ์ที่แปลกออกไปครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s