ทางรอดของแท็บเล็ต

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร digital Age ฉบับที่ 197 ประจำเดือนพฤษภาคม 2558

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว iPad ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาบนโลกออนไลน์ไปอย่างถาวร มันช่วยอำนวยความสะดวกในการรับชมสื่อบันเทิงและการสร้างสรรค์เนื้อหาอย่างไม่รู้จบ มันฆ่า Flash ตายทั้งเป็น มันทำลายเน็ตบุ๊กจนไม่เหลือซาก มันตีตลาดโน้ตบุ๊กจนถอยร่นไม่เป็นท่า ทุกฝ่ายต่างยกย่องว่ามันคือสุดยอดนวัตกรรมปฏิวัติโลก และเป็นผลงานโบว์แดงชิ้นสุดท้ายจากมันสมองของ Steve Jobs ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจผู้ผลิตพัฒนาแท็บเล็ตลักษณะเดียวกันตามออกมามากมาย

อย่างไรก็ดี รายงานผลประกอบการของ Apple ประจำไตรมาสล่าสุดของปีงบประมาณ ค.ศ. 2015 ระบุว่ายอดขายของ iPad ลดลงกว่าร้อยละ 17.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ยอดขาย iPhone คิดเป็นกว่า 51.18 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากรายรับทั้งหมด 74.6 พันล้านเหรียญ เท่ากับว่าเฉพาะยอดขาย iPhone อย่างเดียวก็คิดเป็นกว่าร้อยละ 68.61 ของรายรับทั้งหมด สำหรับส่วนแบ่งตลาดนั้นก็ลดลงอย่างน่าตกใจไม่แพ้กัน โดยในช่วงสองปีแรกที่ iPad เปิดตัวใหม่ มันสามารถทำส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตทั่วโลกได้มากกว่าร้อยละ 70 แต่รายงานจาก Strategy Analytics ที่เผยแพร่เมื่อปลายปีที่แล้วระบุว่า ส่วนแบ่งดังกล่าวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น!

มันเกิดอะไรขึ้น?

ยอดจำหน่าย iPhone ประจำไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 74.47 ล้านเครื่อง ยอดขายอันน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นได้เพราะ Apple สามารถเจรจาจำหน่ายสมาร์ทโฟนดังกล่าวกับเครือข่ายในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และลูกค้า (โดยเฉพาะในเมืองธุรกิจ) มีกำลังซื้อสูง ที่น่าสนใจคือไม่เพียง iPhone เท่านั้นที่สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากขึ้น แต่ Mac ก็มียอดขายสูงขึ้นเช่นกัน โดยทำได้มากถึง 5.52 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้นจาก 4.84 ล้านเครื่อง เมื่อปีที่แล้ว) คิดเป็นตัวเลขรายรับ 6.94 พันล้านเหรียญ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังอยู่ในระหว่างขาลง โดย IDC คาดการณ์ว่าตลาดพีซีจะรีบาวน์ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ Microsoft ปล่อย Windows 10 ออกสู่ตลาดในช่วงกลางปีนี้ เมื่อผู้บริโภคทำการอัปเกรดเครื่องเพื่อให้ใช้ระบบปฏิบัติการใหม่ได้อย่างลื่นไหล

หันกลับมาดูที่ตลาดแท็บเล็ตกันบ้าง ไม่เพียงแต่ Apple เท่านั้นที่ประสบปัญหายอดขายแท็บเล็ตลดลง แต่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยรายงานล่าสุดพบว่ายอดขายแท็บเล็ตของบริษัทลดลงกว่าร้อยละ 18.4 ในไตรมาสล่าสุด นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคิดว่าสาเหตุที่ยอดขายแท็บเล็ตแบรนด์ใหญ่ๆ ลดลงเป็นเพราะการเข้ามาตีตลาดของแท็บเล็ตราคาถูกจากประเทศจีน โดยเมื่อปลาย ค.ศ. 2013 ยอดขายแท็บเล็ตทั่วโลกอันดับที่ 5 ตกเป็นของ Lenovo แต่อีกสองไตรมาสถัดมาก็สามารถไต่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 รองจากสองแบรนด์หลักคือ Apple กับ Samsung โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นระหว่างไตรมาสดังกล่าวถึงร้อยละ 64.7 ส่วนในไตรมาสล่าสุดก็สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้กว่าร้อยละ 9.1 ซึ่งนับเป็นแท็บเล็ตแบรนด์เดียวในตลาดที่สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีส่วนทำให้ยอดขายแท็บเล็ตลดลง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีส่วนทำให้ยอดขายแท็บเล็ตลดลง

นอกจากการเข้ามาตีตลาดของแบรนด์จีนแล้ว ความนิยมของสมาร์ทโฟนจอใหญ่ อาทิ iPhone 6 Plus และ Samsung Galaxy Note ก็มีส่วนทำให้ยอดขายของแท็บเล็ตลดลงเช่นกัน โดยรายงานจาก IDC ระบุว่าตั้งแต่กลาง ค.ศ. 2013 เป็นต้นมา ยอดขายสมาร์ทโฟนจอใหญ่ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายแท็บเล็ตกลับเพิ่มขึ้นน้อยมาก หรือไม่เพิ่มเลย เพราะทุกวันนี้ฟังชันของสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตต่างเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว ผู้บริโภคคงหาเหตุผลที่จะซื้อแท็บเล็ตมาใช้ได้ยากในเมื่อสมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือสามารถทุกอย่างได้เหมือนกัน ประเด็นนี้สอดคล้องกับรายงานของเว็บข่าวไอที Gigwire.com ที่ระบุว่าอัตราการใช้งาน iPad ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ iPhone 6/6 Plus เปิดตัว โดยผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า ในยุค iPhone 5S มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเข้าถึงเว็บไซต์ร้อยละ 55 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 45 ใช้ iPad แต่เมื่อซีรีส์ iPhone 6 วางตลาดก็พบว่ากว่าร้อยละ 72 เป็นการเข้าถึงโดยใช้ iPhone 6 และ 6 Plus และที่เหลืออีกร้อยละ 28 เข้าถึงโดยใช้ iPad

กราฟแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างยอดขายแท็บเล็ตกับสมาร์ทโฟนจอใหญ่
กราฟแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างยอดขายแท็บเล็ตกับสมาร์ทโฟนจอใหญ่

หนทางแก้มือ

เมื่อยอดขายแท็บเล็ตของค่ายใหญ่ๆ ต่างพากันลดลงถ้วนหน้า ก็คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องหาทางรับมือ ในเกมนี้ Microsoft อาจได้เปรียบอยู่สักหน่อยที่อาจพอคิดได้ว่าสมาร์ทโฟนจอใหญ่คงมาแทนที่แท็บเล็ตสักวัน จึงได้ชิงพัฒนา Surface เรื่อยมาจนถึงรุ่นที่ 3 ที่สามารถใช้งานโน้ตบุ๊กได้อย่างเต็มรูปแบบด้วยระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยยอมเสียสละความเบาบางไปบ้าง แถมพ่วงมาด้วยปากกาสไตลัสที่สามารถใช้จดบันทึกบนหน้าจอได้เลยทันที

Surface Pro 3 คือแท็บเล็ตที่สามารถใช้งานได้เหมือนโน้ตบุ๊ก
Surface Pro 3 คือแท็บเล็ตที่สามารถใช้งานได้เหมือนโน้ตบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม แผนแก้เกมที่ท่าจับตาที่สุดมาจาก Apple ที่มีข่าวลือหนาหูมากว่ากำลังซุ่มพัฒนาแท็บเล็ตหน้าจอใหญ่ขนาด 12.9 นิ้ว ซึ่งล่าสุดมีกำหนดเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ทางบริษัทใช้เปิดตัว iPad รุ่นใหม่เป็นประจำทุกปี โดยได้ผู้ผลิตจอพาแนลรายใหญ่อย่าง Sharp, Japan Display และ LG เป็นซับพลายเออร์หลัก

รายงานจาก BloombergBusiness ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่ากลุ่มเป้าหมายของ iPad จอยักษ์ดังกล่าวไม่ใช่ผู้บริโภคทั่วไป แต่จะเป็นไปตามแผนที่ซีอีโอ Tim Cook ได้วางไว้ นั่นคือมันจะเป็นหัวหอกในการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ Microsoft เป็นเจ้า ประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนจากการประกาศเป็นพันธมิตรกับ IBM เมื่อปีที่แล้วเพื่อพัฒนาซอฟแวร์โมบายสำหรับกลุ่มธุรกิจ โดยเมื่อมีซอฟแวร์พร้อมก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายแท็บเล็ตสำหรับลูกค้าองค์กรได้

ภาพตัวอย่างแอปพลิเคชัน iOS ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Apple กับ IBM
ภาพตัวอย่างแอปพลิเคชัน iOS ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Apple กับ IBM

แม้ว่ายอดขายแท็บเล็ตสำหรับตลาดผู้บริโภคจะลดลงเมื่อความนิยมสมาร์ทโฟนจอใหญ่เพิ่มมากขึ้น แต่ยอดขายในกลุ่มลูกค้าองค์กรกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายงานจาก HIS Technology ระบุว่า ยอดขายแท็บเล็ตในตลาดลูกค้าธุรกิจ สถาบัน และหน่วยงานของรัฐทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น 101 ล้านหน่วยภายใน ค.ศ. 2018 จากเพียง 19 ล้านหน่วยใน ค.ศ. 2013 ด้วยเหตุที่มันสามารถหยิบไปใช้ในงานลงพื้นที่ (field work) ได้อย่างสะดวก หรืออาจใช้แทนโน้ตบุ๊กได้เลยอย่างที่ Surface พยายามทำอยู่

สรุป

Steve Jobs เคยปรามาสคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลว่าเป็นเหมือนกับรถบรรทุกที่ใหญ่เทอะทะและนับวันจะล้าสมัย ส่วน iPad กลับเป็นเหมือนรถยนต์คันงามที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ แต่เขาคงลืมไปว่าในอนาคตอันใกล้จะมีสมาร์ทโฟนจะได้รับการพัฒนามากขึ้นจนสามารถใช้แทนแท็บเล็ต มันอาจเปรียบได้เป็นบิ๊กไบค์คันใหญ่สุดเท่ห์หรือมอเตอร์ไซต์เวสป้าสุดแนว แม้มันจะไม่ใช่รถยนต์เต็มตัว แต่ก็สะดวกต่อการใช้งานและเพียงพอกับความต้องการในชีวิตประจำวันทั่วไปมากกว่า

แน่นอนว่าแต่ละค่ายย่อมไม่อยู่เฉย Microsoft อาจจับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนด้วยการพัฒนา Surface ให้ใช้งานแทนโน้ตบุ๊กได้ และสำหรับ Apple เองก็อาจหันไปตีตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ห่างเหินมานาน เช่นเดียวกับ Google ที่เปิดตัว Android for Work ซึ่งเป็นชุดแอปพลิเคชัน Android ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับลูกค้าองค์กร ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลาย อาทิ Samsung, Lenovo และ Sony ทั้งหมดนี้จึงเห็นได้ชัดว่ากลุ่มองค์กรคือเป้าหมายต่อไปของแท็บเล็ตนั่นเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s