NVIDIA GeForce TITAN X: แรงที่สุด โหดที่สุดในปฐพี

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 223 ประจำเดือนพฤษภาคม 2558

เชื่อเหลือเกินว่าที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ยินกิตติศัพท์ความสามารถของชิพกราฟิก NVIDIA GeForce TITAN กันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น TITAN, TITAN Black และ TITAN Z ซึ่งต่างก็เคลมที่นั่งระดับหัวแถวในตารางแสดงผลการทดสอบกันเป็นทิวแถว อีกทั้งยังพกนวัตกรรมมาอีกมากมายอันถือได้ว่าเป็นที่สุด ณ ตอนที่แต่ละรุ่นลืมตาดูโลก ทั้งการรองรับเทคโนโลยีกราฟิกใหม่ล่าสุด หรือการใช้วัสดุระดับพรีเมียม เพื่อให้เหมาะสมกับราคาค่าตัวที่เกินกว่าเกมเมอร์ส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง

แน่นอนว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปและเทคโนโลยีใหม่ๆ เริ่มผลิดอกออกผลให้เกมเมอร์ได้ยลโฉมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความละเอียด 4K หรือ Virtual Reality ที่กำลังได้รับการกล่าวถึงกันมากในช่วงนี้ ก็คงจะถึงเวลาแล้วที่ NVIDIA จะนำเสนอชิพกราฟิก TITAN ตัวใหม่ที่จะมาทะลวงกราฟผลการทดสอบให้โลกตะลึงกันอีกครั้งในชื่อ TITAN X

TITAN X แรงหาใดเปรียบ

ภาพภายในตัวการ์ด
ภาพภายในตัวการ์ด

หาก X ในที่นี้หมายถึงตัวใช้แทนค่าในสมการแล้วล่ะก็ ผมก็อยากจะแทนค่ามันด้วยคำหรือสัญลักษณ์ที่สามารถใช้บรรยายความแรงแบบสุดๆ ของมันได้ เพราะ NVIDIA ออกแบบให้มันแรงพอที่จะรองรับเกมใหม่ๆ ซึ่งรันภายใต้ความละเอียดตั้งแต่ Full HD ไปจนถึง 4K ได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งยังประหยัดพลังงานยิ่งกว่า มาพร้อมหน่วยความจำมหาศาล และรองรับคุณสมบัติกราฟิกใหม่ที่จะมาพร้อมกับเกมในยุคหน้า

ภายใต้หน้ากากอันดุดันนั้น TITAN X ประกอบไปด้วยชิพกราฟิก GM200 หรือ Maxwell ที่เรารู้จักกันดี เพราะเป็นชิพล่าสุดจาก NVIDIA ซึ่งออกแบบให้มีความประหยัดพลังงานยิ่งกว่ารุ่นพี่ของมันอย่าง Kepler แต่ยังคงประสิทธิภาพอันแข็งกร้าวเอาไว้ นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับ CUDA Cores มากถึง 3072 ตัว ปริมาณทรานซิสเตอร์มากถึง 8 พันล้านหน่วย ความเร็วสัญญาณนาฬิกาของจีพียูก็มากถึง 1GHz พอดิบพอดี แต่สามารถเร่งไปได้ไกล 1075MHz ในโหมด Turbo Boost แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็เห็นจะเป็นปริมาณ แรมที่มากถึง 12GB! และรันที่ความเร็ว 7Gbps ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเยอะที่สุด ณ ตอนนี้เลยก็ได้ ทำให้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีปัญหาเลยเมื่อต้องเล่นเกมที่ความละเอียดสูงๆ หรือต่อออกหลายจอมอนิเตอร์

แน่นอนว่าสเปคสุดยอดแบบนี้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการจ่ายพลังงานที่แน่นอน NVIDIA ได้ออกแบบให้ชิพตัวนี้รองรับการเร่งความเร็วด้วยการเสริมภาคจ่ายไฟ 6 เฟส พร้อมคุณสมบัติ overvolting และอีก 2 เฟส ให้กับหน่วยความจำโดยเฉพาะ ตัวการ์ดต้องการหัวจ่ายไฟขนาด 6 กับ 8 พิน เพิ่มอีกอย่างละหัว อาจจะฟังดูมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตัวการ์ดมีค่า TDP เพียง 250 วัตต์ เท่านั้น ซึ่งเท่ากับ TITAN และ TITAN Black ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของมันเลยทีเดียว แน่นอนหากท่านใดยังไม่พอใจกับความแรงที่ได้ก็สามารถโอเวอร์คล็อกเพิ่มเข้าไปอีก หรืออาจต่อ SLI ได้มากสุดถึง 4 ใบ

ตัวการ์ดต้องการหัวจ่ายไฟเพิ่มดังภาพ
ตัวการ์ดต้องการหัวจ่ายไฟเพิ่มดังภาพ

คุณสมบัติอันพร้อมสรรพ

แน่นอนว่าความแรงแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถนำมาใช้ตัดสินความดีความชอบของการ์ดกราฟิกได้ มันต้องสามารถรองรับเทคโนโลยีเกมมิ่งใหม่ๆ ได้ด้วย และ GeForce TITAN X ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมันรองรับนวัตกรรมเช่นเดียวกับชิพ Maxwell อื่นทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น Multi Frame Sampled Anti-Aliasing (MFAA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลดรอยหยักอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ NVIDIA ที่ให้คุณภาพทัดเทียมกับชนิด Multisample แต่เร็วกว่าร้อยละ 10-30 เลยทีเดียว ทำให้เกมเมอร์เอ็นจอยความสวยงามของภาพไปพร้อมกับความลื่นไหล

มุมด้านหน้าอันหล่อเหลาของการ์ด
มุมด้านหน้าอันหล่อเหลาของการ์ด

นอกจากนี้ยังรองรับคุณสมบัติใหม่ล่าสุดอย่าง Dynamic Super Resolution (DSR) ที่เป็นการนำความสวยงามของภาพความละเอียด 4K มาไว้บนจอมอนิเตอร์ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล หรือ 2560×1440 พิกเซล และที่สำคัญคือเทคนิคการให้แสงเงาที่มีความสมจริงสูงอย่าง Voxel Global Illumination (VXGI) อันมีความสามารถทัดเทียมเทคนิคในตำนานอย่าง Ray Tracing ที่ใช้ในการเรนเดอร์ภาพยนตร์แอนิเมชันของฮอลลีวู้ด แต่ด้วยมันได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้กับชิพ Maxwell โดยเฉพาะ จึงสามารถใช้งานในแบบรีลไทม์ได้โดยใช้การ์ดเพียงตัวเดียว และที่สำคัญคือ VXGI ได้ถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือพัฒนาเอ็นจิ้น Unreal Engine 4 เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ผู้พัฒนาเกมสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปใช้กับเกมของตน เกมเมอร์อย่างเราจึงมีโอกาสได้เสพภาพอันสวยงามเทียบชั้นหนังแอนิเมชันเสียที

ภายในงาน Game Developer Conference ที่ผ่านมานั้น เราได้เห็นเทคโนโลยีเกมเปิดตัวมากมาย แต่สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคงหนีไม่พ้น Virtual Reality (VR) ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้ามาร่วมวงด้วยหลายราย และถ้าผู้อ่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดก็อาจพอทราบข่าวว่า NVIDIA ได้แอบเอาการ์ด TITAN X ไปใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ที่รันเดโมเทคโนโลยี VR เพื่อเป็นการยั่วน้ำลายผู้ที่ได้พบเห็นก่อนเปิดตัวจริงในเวลาต่อมา โดยการ์ด TITAN X สามารถทำลายสถิติรันเกมที่ความเร็ว 90 เฟรมต่อวินาที อาจดูไม่มากมายอะไร แต่ต้องไม่ลืมว่าตัวการ์ดต้องทำงานหนักมาก เพราะต้องรันเกมที่ความละเอียดสูงเพื่อไปฉายลงแว่น VR ทั้งสองข้างซ้ายขวา ไม่แรงจริงเอาไม่อยู่หรอกครับ และที่สำคัญคือยังรองรับคุณสมบัติ VR SLI ที่ซึ่งจีพียูแต่ละตัวจะเรนเดอร์ภาพคนละข้างของแว่น ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้สบาย

อีกมุมหนึ่งของการ์ด
อีกมุมหนึ่งของการ์ด

นอกจากนี้ TITAN X ยังรองรับ DirectX 12 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นเอพีไอใหม่ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมได้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านของการดึงคุณสมบัติของชิพกราฟิกออกมาได้อย่างเต็มที่ และการเรนเดอร์วัตถุในฉากได้อย่างเป็นพลวัตและหลากหลายมากกว่าเดิมอีกด้วย
ทดสอบประสิทธิภาพ

น่าเสียดายที่ตอนที่กำลังเขียนบทความอยู่ยังไม่มีการ์ดที่ใช้ชิพ TITAN X วางจำหน่ายในประเทศไทย ผมจึงขอยกเอาผลการทดสอบของเว็บไซต์ชื่อดัง Guru3d มาเป็นตัวอย่าง โดยสเปคที่ใช้ทดสอบประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 5960X 4.4GHz เมนบอร์ด MSI X99S XPower AC และแรม DDR4 16GB สเปคแรงขั้นเทพแบบนี้ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่สามารถรีดความแรงออกมาจากการ์ดได้จนหยดสุดท้าย

เริ่มจากการทดสอบด้วย 3DMark 2013 Fire Strike สุดโหด แต่ผลการทดสอบก็ไม่คณามือการ์ดตัวนี้ เพราะสามารถทำความแรงไปที่ราว 15,000 แต้ม เรียกได้ว่าสูงทะลุกราฟกันเลยทีเดียว ส่วนกับ 3DMark 11 ในโหมด Performance นั้นก็สามารถทำคะแนนได้อย่างสวยงามที่ราว 20,000 แต้ม แรงกว่าใครเพื่อนอีกเช่นกัน

สำหรับผลการทดสอบเล่นเกมจริงนั้นผมขออิงที่ความละเอียด 1080p เป็นหลักนะครับ เพราะคงเป็นความละเอียดมาตรฐานที่ใช้เล่นเกมกันในปัจจุบัน เริ่มจากเกม Battlefield 4 (Ultra, 2xMSAA) ซึ่งตัวการ์ดสามารถทำเฟรมเรทได้อย่างสวยงามที่ราว 140FPS ต่อมาที่เกม Thief (DX11, Very High Quality) ซึ่งผลการทดสอบก็ออกมาอย่างสวยงามที่เฟรมเรทเฉลี่ยราว 100FPS และสุดท้ายกับเกม Alien: Isolation (Ultra Quality) ที่ผลการทดสอบก็ออกมาอย่างยอดเยี่ยมที่เฟรมเรทเฉลี่ยราว 150FPS บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดมาก

ต่อมาที่ผลการทดสอบการเล่นเกมที่ความละเอียด 4K (3840×2160 พิกเซล) กันดูบ้าง เริ่มจากเกม Hitman Absolution (DirectX 11, High Quality, 2xMSAA) โดยตัวการ์ดทำค่าเฟรมเรทเฉลี่ยได้ราว 46FPS ต่อมาที่เกม BioShock Infinite (DirectX 11, Ultra Quality, FXAA) ซึ่งการ์ดทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ราว 59FPS และสุดท้ายกับเกม Battlefield 4 (DirectX 11, Ultra, 2xMSAA) ซึ่งตัวการ์ดทำค่าเฉลี่ยเฟรมเรทได้ราว 50FPS เรียกว่าผ่านทุกเกมการทดสอบครับ

ต่อมาที่การทดสอบอุณหภูมิกันบ้าง โดยผลการทดสอบพบว่าขณะ idle ตัวการ์ดมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ราว 30 องศาเซลเซียส ส่วนขณะ Full Load อยู่ที่ราว 83 องศา อาจจะดูเยอะไปบ้าง แต่ต้องไม่ลืมว่าการ์ดมีความแรงในระดับสุดยอด แต่อย่างไรเสียก็ต้องไม่ลืมจัดระเบียบทางเดินลมภายในเคสดีๆ ก็แล้วกันครับ

สรุป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ์ด GeForce TITIAN X คือสุดยอดชิพกราฟิกที่มีความแรงมากที่สุดในเวลานี้ ความโดดเด่นของมันไม่ว่าจะเป็นในด้านประสิทธิภาพ หรือความสามารถนั้นยังไม่มีใครเกินมันไปได้ และที่สำคัญคือมีข่าวแว่วมาว่าราคาขายอาจไม่แพงมหาศาลอย่างรุ่นพี่ของมัน โดยเริ่มต้นราวสามหมื่นกว่าบาท ถูกกว่าซื้อการ์ด GeForce GTX 980 สองตัวประกบกัน เอาเป็นว่าหากเกมเมอร์ใดมีงบเหลือ ถ้ามีการ์ดนี้วางขายแล้วก็จงรีบซื้อมาอย่ารอช้าครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s