เทรนด์สมาร์ทโฟนที่น่าจับตาแห่งปี 2015

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 225 ประจำเดือนกรกฎาคม 2558

อาจกล่าวได้ว่า สมาร์ทโฟนคือเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ผู้บริโภคเคยสัมผัส ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปี ที่แล้ว เมื่อคราวที่ Apple เปิดตัว iPhone ครั้งแรก เราต่างยังคงเกาหัวกับแกดเจ็ตชิ้นใหม่ ด้วยความพิศวงในความสามารถของมัน แต่ทุกวันนี้ ด้วยอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้น สมาร์ทโฟนได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพและความสามารถเพิ่มขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอความละเอียดสูง โปรเซสเซอร์หลายแกนประมวลผล รูปร่างที่บางขึ้น และที่สำคัญคือ ราคาที่ถูกลง มีการประมาณไว้ว่าในปี 2015 ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกกว่า 4 พันล้านราย จะเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน มูลค่าการค้าขายที่จะเกิดขึ้นจากตัวเลขดังกล่าวยิ่งโหมกระพือให้ผู้ผลิตรายต่างๆ แข่งขันพัฒนาสินค้าออกมาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบันเน้นไปที่การพัฒนาความเร็วของฮาร์ดแวร์ จึงทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มแสดงความวิตกว่าตลาดนี้อาจจะเริ่มถึงจุดอิ่มตัวเสียแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ บทความนี้ผมจะเผยแนวโน้มนวัตกรรมของสมาร์ทโฟนที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการรับรู้ของเราไปตลอดกาล

Wearable Device: สวยใส่ได้ เพื่อคนรักสุขภาพ

Apple Watch อัจฉริยะแค่ไหนก็ต้องใช้คู่กับ iPhone อยู่ดี
Apple Watch อัจฉริยะแค่ไหนก็ต้องใช้คู่กับ iPhone อยู่ดี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ได้คือพรมแดนใหม่ของโลกไอทีที่เราจะได้เห็นการแข่งขันอันดุเดือดในปีนี้ การเปิดตัว Apple Watch และสมาร์ทวอซท์ที่ใช้ Android Wear แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้เข้ามาแทนที่สมาร์ทโฟนเลยเสียทีเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานควบคู่กันไป สมาร์ทวอซท์จึงเป็นเหมือนกัน “ส่วนต่อขยาย” ของสมาร์ทโฟนอีกทอดหนึ่ง มันช่วยให้เราดูการแจ้งเตือนใหม่ๆ ที่เข้ามาได้เพียงแต่ชำเลืองมอง และการที่มันอยู่ติดกับข้อมือนั้นก็ช่วยให้เซ็นเซอร์ตรวจจับการทำงานของสัญญาณชีพมีความเชื่อถือได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับการเต้นของหัวใจ ปริมาณก้าวที่เราเดินในแต่ละวัน รวมทั้งปริมาณแคลลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ เป็นต้น

แน่นอนว่าการทำงานที่ซับซ้อนดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานร่วมกับซอฟแวร์ในสมาร์ทโฟน เราจึงได้เห็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มจากค่ายต่างๆ ที่เข้ามาเอาใจคนรักสุขภาพ อาทิ Apple Health, Google Fit และ Microsoft Health ซึ่งจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ใช้ แม้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เชื่อได้เลยว่าอีกปีสองปีนับจากนี้มันจะทวีความโดดเด่นยิ่งกว่า เมื่อ wearable device ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ตลอดจนการเข้าสู่ตลาดของแอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพ ที่อาจมากำกับตัวเราตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน

เมื่อสมาร์ทโฟนคือกระเป๋าเงิน

Mobile Payment คือแนวคิดการใช้จ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟน
Mobile Payment คือแนวคิดการใช้จ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟน

อาจจะไม่ใช่เทรนด์ใหม่เสียทีเดียว แต่แนวคิดการใช้สมาร์ทโฟนจับจ่ายใช้สอยแทนที่กระเป๋าสตางค์จะมีความเด่นชัดเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะ Apple Pay ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกับการใช้ซื้อสินค้ามูลค่าไม่มากตามร้านสะดวกซื้อ หรือตามร้านกาแฟ อีกทั้งยังมีแผนก้าวเข้าสู่ตลาดยุโรปกับจีนในเร็ววันนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีแต่ Apple เท่านั้นที่เป็นผู้เล่นในตลาดนี้ อีกมุมหนึ่ง Google Wallet ก็กำลังช่วงชิงตำแหน่งแห่งที่ด้วยความได้เปรียบจากการเป็นแพลตฟอร์มเปิดที่รองรับอุปกรณ์และมีผู้ใช้งานมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น แอปพลิเคชันอย่าง Line และ facebook ก็เริ่มทดลองคุณสมบัติโอนเงินให้กับเพื่อน หรือซื้อสินค้าและบริการออนไลน์กันแล้ว สมรภูมินี้จึงมีความดุเดือดไม่แพ้ wearable device เลยทีเดียว

แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยี mobile payment ก็คือการรักษาความปลอดภัย Apple ได้เปรียบตรงที่ iPhone รุ่นใหม่ๆ มี Touch ID ที่ใช้ลายนิ้วในการยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมการเงิน สมาร์ทโฟนค่ายอื่นก็อาจดำเนินรอยตาม และอาจพัฒนาไปอีกขั้น เช่น ใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาผู้ใช้เพื่อยืนยันก่อน เป็นต้น

เทคโนโลยีใหม่ ควบคุมทุกอย่างได้จากสมาร์ทโฟน

ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาสื่อสารกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่แหละครับคือ Internet of Things
ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาสื่อสารกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่แหละครับคือ Internet of Things

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการสตรีมมิ่งเพลงจากสมาร์ทโฟนไปยังลำโพงผ่านระบบบลูทูธ หรือฉายหนังจากมือถือขึ้นจอโทรทัศน์กันมาบ้างแล้ว นั่นเป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้สมาร์ทโฟนควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน แนวคิด Internet of Things (IoT) ดังกล่าวจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในปีนี้ เมื่อผู้ผลิตหลายรายพากันผุดแนวคิดอุปกรณ์อัจฉริยะออกมาเป็นแถว ไล่ไปตั้งแต่ หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หลอดไฟ ประตู ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน ซึ่งทั้งหมดจะสามารถสื่อสารกับสมาร์ทโฟนได้โดยใช้เซ็นเซอร์ โดยมีแอปพลิเคชันเป็นตัวกลางควบคุม

สิ่งที่ IoT ต้องการคือแพลตฟอร์มกลางสำหรับการพัฒนา HomeKit จาก Apple คือตัวอย่างดังกล่าว มันเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน ส่วน Google ก็กำลังพยายามโน้มน้าวให้บรรดาวิศวกรและนักพัฒนาระบบสร้างสรรค์มาตรฐานเปิดสำหรับนวัตกรรมดังกล่าว ส่วน Microsoft ก็กำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม Azure ให้กลายเป็นหัวใจของบ้านอัจฉริยะแห่งยุคหน้าเช่นกัน

แน่นอนว่ามันอาจต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่า IoT จะได้รับการยอมรับ และอุปกรณ์ต่างๆ มีราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ สมาร์ทโฟนจะเป็นศูนย์กลางของวิวัฒนาการนี้อย่างแน่นอน

ผู้ช่วยดิจิทัล ที่จะรู้ใจมากขึ้น

ผู้ช่วยดิจิทัลบนมือถือที่จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น
ผู้ช่วยดิจิทัลบนมือถือที่จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

iOS 8.3 ได้สร้างความฮือฮาให้กับผู้ใช้ชาวไทยด้วยการเปิดตัว Siri เวอร์ชันภาษาไทย ที่สามารถรับคำสั่ง แสดงผล และพูดภาษาไทยได้ (และทำได้ดีซะด้วย) แสดงให้เห็นว่าผู้ช่วยดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยสามารถช่วยแบ่งเบาภาระเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยค้นหาข้อมูลจากโลกออนไลน์ โทรศัพท์หาคนรู้ใจ หรือเตือนความจำโดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์บันทึกข้อมูลเลย

แต่ปี 2015 นี้ บทบาทของผู้ช่วยดิจิทัลจะมีความเด่นชัดและหลากหลายมากขึ้น ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้ช่วยเหล่านี้สามารถสื่อสารกับบรรดาร้านคาปลีกที่เราเคยแวะซื้อของ เพื่อนำเสนอส่วนลดโดยใช้ข้อมูลจากประวัติการจับจ่ายใช้สอยของเรา ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ต่างวางแผนที่จะมอบข้อเสนอที่ตรงใจกับผู้บริโภคมากขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีบลูทูธ หรือ Near Field Communication (NFC) มาใช้สื่อสารกับสมาร์ทโฟนของลูกค้า และนอกจาก Siri แล้ว Cortana จาก Microsoft ที่จะมาพร้อมกับ Windows 10 ก็จะมาช่วยเพิ่มประสบการณ์ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้ง่ายดายมากขึ้นอีกด้วย

แนวโน้มของผู้ช่วยดิจิทัลดูจะไปได้อีกไกล มีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะสามารถคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้ซึ่งเป็นนายของมันได้จากการประวัติการใช้งานที่ผ่านมา เช่น สั่งให้ลำโพงเล่นเพลงที่เราชอบเมื่อเราเดินเข้าบ้าน หรือตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับโดยดูจากสภาพอากาศภายนอก เป็นต้น

สรุป

จะเห็นได้ว่า นวัตกรรมโมบายที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และปีต่อไปจะไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวสมาร์ทโฟน เพียงแต่อาศัยมันในฐานะที่เป็นศูนย์กลางต่อยอดประสบการณ์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับสมาร์ทวอซท์ในการบันทึกข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกระเป๋าสตางค์ หรือผู้ช่วยดิจิทัลรุ่นใหม่ที่สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นเพื่อมอบการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นให้กับเรา

แน่นอนว่าการพัฒนาทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้สมาร์ทโฟนเป็นตัวประสานงาน อนาคตของมันจึงเหมือนกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุค 90 ที่ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางความบันเทิงและประสบการณ์ดิจิทัลในบ้าน แต่ความได้เปรียบของสมาร์ทโฟนคือเราสามารถพกพามันไปได้ทุกที่ ส่วนสารพันเซ็นเซอร์และแอปพลิเคชันก็ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมันได้อย่างไม่รู้จบ การใช้ชีวิตดิจิทัลในอนาคตจึงดูน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s