Oculus Rift vs. HTC Re Vive: สุดยอดเทคโนโลยี VR สุดอลัง!

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 225 ประจำเดือนกรกฎาคม 2558

เทรนด์หนึ่งที่มาแรงในโลกเทคโนโลยีปีนี้ก็คือ “โลกเสมือน” หรือ Virtual Reality (VR) ที่จะ “วาร์ป” เราเข้าไปอยู่ในโลกแห่งคอมพิวเตอร์กราฟิกได้เหมือนจริงอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ประสบการณ์ที่จะได้รับไม่เพียงแต่จะมอบความเป็นไปได้ใหม่ให้กับความบันเทิงในบ้านเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสื่อสารในมุมมองใหม่ที่ทำให้ทั้งสองฝ่าย “เข้าถึง” โลกของอีกฝ่ายได้สมจริงกว่าที่เคย แน่นอนว่าสำหรับเกมเมอร์แล้วมันก็หมายถึงเราจะสามารถ “ดื่มด่ำ” กับโลกเกมได้มากกว่านั่งอยู่หน้าจอเหลี่ยมๆ อย่างที่กำลังทำกัน ปัจจุบันมีผู้พัฒนาเทคโนโลยี VR สองค่ายใหญ่ คือ Oculus ผู้พัฒนา Rift และ HTC/Valve ผู้พัฒนา Re Vive ออกมาเป็นทางเลือกในอีกหนึ่งปีนับจากนี้

Oculus Rift: ผู้เบิกทางสู่ VR ยุคใหม่

Oculus Rift ถือกำเนิดมาจากโครงการอิสระของ Palmer Luckey โปรแกรมเมอร์และเกมเมอร์สุด geek ที่ผิดหวังจากแว่น VR ในยุค ค.ศ. 1990 ที่มีราคาแพง ให้ภาพห่วยบรม และมีคอนเท้นต์น้อยจนไม่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเป็นเจ้าของ จึงทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวค่อยๆ ถูกลืมไป และผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อ โลกออนไลน์หรือ “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งยังเป็นของใหม่ในยุคนั้น

หน้าตาของ Rift เวอร์ชันสมบูรณ์
หน้าตาของ Rift เวอร์ชันสมบูรณ์

สิบกว่าปีผ่านไป ใน ค.ศ. 2012 นาย Luckey ได้ตัดสินใจเปิดแคมเปญใน Kickstarter เพื่อระดมทุนมาพัฒนาแว่น Oculus Rift ที่ให้คำมั่นว่าจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่มาเพื่อมอบประสบการณ์โลกเสมือนในระดับราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ผลคือมีผู้ให้คำนิยมมากมาย รวมไปถึงหัวหอกในวงการเกมอย่าง Gabe Newell จาก Valve และ John Carmack ซึ่งภายหลังได้เข้ามาร่วมทีมพัฒนา Oculus ด้วย สำหรับการระดมทุนนั้นก็สามารถทำยอดได้ถึง 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

ถัดมาใน ค.ศ. 2014 หลังจากที่ได้เสียงตอบรับในแง่บวกอย่างล้นหลาม ตลอดจนคู่แข่งหลายบริษัทได้เริ่มหันมาพัฒนาเทคโนโลยีแบบเดียวกันบ้าง Oculus ก็ถูกควบรวมกิจการโดย facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่ยักษ์ และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ได้มีแว่น Rift เวอร์ชันนักพัฒนา (development kit) ออกมาแล้วสามรุ่นด้วยกัน อีกทั้งยังได้ขยายความร่วมมือไปยังนักสร้างสรรค์คอนเท้นต์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกม หรือภาพยนตร์ เพื่อให้มีเนื้อหาความบันเทิงหลากหลายรองรับเวอร์ชันสำหรับผู้บริโภคที่จะวางจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้าตามกำหนดการล่าสุด

อีกมุมหนึ่งของแว่น Rift
อีกมุมหนึ่งของแว่น Rift

เนื่องจากเราคงต้องรอถึงปีหน้ากว่าจะได้จับตัวเป็นๆ ของ Rift ข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ จึงยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการนัก แต่ข้อมูลที่ Oculus ได้เปิดเผยออกมาล่าสุดก็คือสเปคคอมพิวเตอร์ขั้นต่ำที่ต้องการ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์อย่างเต็มอิ่ม โดยประกอบด้วยชิพกราฟิก NVIDIA GeForce GTX 970/ AMD 290 หรือเร็วกว่า โปรเซสเซอร์ Intel Core i5-4590 หรือเร็วกว่า และแรม 8GB หรือมากกว่า ซึ่งก็จัดว่าเป็นความต้องการที่สูงพอสมควร Oculus ให้เหตุผลว่าตามปกติแล้วเกมที่รันภายใต้ความละเอียด 1080p ความถี่ 60Hz นั้น จีพียูจะต้องเรนเดอร์พิกเซลที่ให้แสงเงาแล้วกว่า 124 ล้านพิกเซลต่อวินาที ขณะที่ Rift รันที่ความละเอียดมากถึง 2160×1200 พิกเซล ที่ความถี่ 90Hz จึงทำให้มีพิกเซลปรากฏต่อสายตามากกว่า 400 ล้านพิกเซลต่อวินาที หรือหมายความว่าจีพียูจะต้องทำงานหนักเป็น 3 เท่า นั่นเอง นี่ยังไม่รวมว่าเฟรมเรทต้องให้ได้อยู่ระหว่าง 30-60FPS ด้วยนะครับจึงจะถือได้ว่าเล่นได้ลื่น เพราะหากน้อยกว่านั้นก็หมายความว่าจะเกิดอาการภาพกระตุก ซึ่งลำพังเล่นแบบธรรมดาก็รำคาญพออยู่แล้ว ยิ่งถ้าต้องมาเล่นในโลก VR แล้วล่ะก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและพาลไม่อยากเล่นไปเลยก็ได้ สำหรับระบบปฏิบัติการที่รองรับนั้นก็คือ Windows 7 SP1 หรือใหม่กว่าเท่านั้น โดย Oculus ประกาศหยุดการพัฒนาบน OS X และ Linux ไว้ชั่วคราว เพื่อโฟกัสให้แว่น Rift ทำงานร่วมกับคอนเท้นต์ต่างๆ ได้ยอดเยี่ยมบน Windows ฉะนั้นเกมเมอร์พีซีทั้งหลายเตรียมเฮกันได้เลย

จุดแข็งของแว่น Rift คงหนีไม่พ้นการเป็นผู้พัฒนารายแรกๆ ของวงการ และอาจเรียกได้ว่ามีผู้รู้จักมากที่สุด ทำให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้เล่นรายอื่นที่เพิ่งเข้าตลาดมาได้ไม่นาน ประกอบกับการมี facebook หนุนหลัง ทำให้มีโอกาสกระจายการรับรู้ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่ใช่เกมเมอร์ได้มากกว่า แต่ข้อสังเกตก็คือ แว่น Rift เวอร์ชันนักพัฒนารุ่นแรกๆ ทำให้ผู้ใส่มีอาการเวียนหัวอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชันถัดๆ มา สำหรับความท้าทายที่น่าจับตามมองก็คือ “อุปกรณ์ควบคุม” ในเกมที่ยังไม่ลงตัวนักว่าจะเป็นอะไร จะเป็นเมาส์กับคีย์บอร์ดเหมือนเดิม? หรือจะมีอุปกรณ์หลุดโลกอื่นมาให้ลองใช้? เราคงต้องรอคำตอบจากการทดสอบจริงในปีหน้าครับ

HTC Re Vive: จุดแข็งอยู่ที่ Valve

ภายในงาน Mobile World Congress (MWC) 2015 ที่ผ่านมา ทั่วโลกประหลาดใจเมื่อ HTC เปิดตัว Vive แว่น VR ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Valve ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ชื่อดังสำหรับเกมพีซี โดย HTC จะทำหน้าที่พัฒนาฮาร์ดแวร์เพราะมีประสบการณ์ด้านนี้จากการเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android ส่วน Valve จะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งรับประกันว่าจะมีเกม VR ต่างๆ มากพอบน Steam ก่อนที่จะวางจำหน่ายตัวแว่นในช่วงปลายปีนี้

หน้าตาของ HTC Re Vive ที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก
หน้าตาของ HTC Re Vive ที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก

ตอนนี้ HTC เริ่มจัดส่ง Re Vive ไปให้กับนักพัฒนาบ้างแล้วบางส่วน แต่น่าเสียดายที่เราทราบข้อมูลทางเทคนิคน้อยมากเพราะผู้พัฒนาและสื่อมวลชนที่เคยมีโอกาสทดลองใช้ต่างปิดปาดเงียบสนิท ทราบแต่เพียงว่าตัวแว่นจะแสดงผลที่ความละเอียด 1200×1080 พิกเซลบนตาทั้งสองข้าง โดยรันภายใต้เฟรมเรท 90FPS ทำให้เกมเมอร์ได้รับประสบการณ์ในโลกเกม 360 องศาที่ลื่นไหล แต่ยังไม่มีการประกาศว่าต้องการคอมสเปคเท่าไรถึงจะรันได้เร็วขนาดนั้น แต่ถ้าให้ผมเดาก็คิดว่าคงสูงมากไม่ต่างจากที่ Oculus Rift ต้องการ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมเฮดโฟนสุดโปรดเข้ากับตัวแว่นเพื่อให้ได้เสียงอันสุดยอดตามที่คุ้นเคย

HTC Re Vive แบบครบเซ็ต หวังว่าเวอร์ชันสุดท้ายคงไม่ระโยงระยางแบบนี้นะ
HTC Re Vive แบบครบเซ็ต หวังว่าเวอร์ชันสุดท้ายคงไม่ระโยงระยางแบบนี้นะ

อย่างไรก็ตาม คิดว่าจุดแข็งที่ Re Vive มีเหนือ Rift (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) คือมันมาพร้อมกับคอนโทรลเลอร์หนึ่งคู่ โดยได้รับการออกแบบให้ตอบสนองกับโลกเสมือนได้อย่างสมจริง การมาพร้อมกับอุปกรณ์ควบคุมตั้งแต่เริ่มช่วยให้นักพัฒนาเกมสามารถจำลองการกระทำและปฏิสัมพันธ์ที่ผู้ใช้จะมีต่อวัตถุในเกมได้อย่างหลากหลายและมีมาตรฐานที่แน่นอน นอกจากนี้ เวอร์ชันสำหรับนักพัฒนาก็ยังมาพร้อมกับสถานีฐานสองชุดสำหรับวางไว้คนละมุมห้อง ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบการติดตามและข้อมูลทิศทางของแว่นอย่างแม่นยำ ด้วยอุปกรณ์ครบเซ็ตเหล่านี้ทำให้เกมเมอร์สามารถเดินไปรอบๆ ห้องขณะเล่นเกม ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่สมจริงกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ เป็นแน่แท้ สุดท้าย การที่มี Valve หนุนหลังทำให้บรรดาเกมเมอร์ใจชื้นได้ว่าจะมีเกมต่างๆ มากมายพร้อมให้เล่น รวมทั้งต้นตำรับดั้งเดิมอย่าง Half-Life, Counter-Strike หรือ Team Fortress ที่น่าจะมีโอกาสได้รับการพอร์ตมาลงในรูปแบบ VR เช่นกัน

สรุป

กล่าวได้ว่า เราคงได้เห็นบรรดาค่ายต่างๆ ฟาดฟันกันในสมรภูมิโลกเสมือนกันดุเดือดในปีหน้า เพราะนอกจากสองค่ายหลักที่กล่าวไปก็ยังมี Project Morpheus ของ Sony ที่ออกแบบมาใช้กับเครื่องเกม PlayStation 4 โดยเฉพาะ และ HoloLens ของ Microsoft ที่จะฉายภาพแบบ augmented reality บนวัตถุต่างๆ ในโลกจริง คล้ายกับเทคนิคโฮโลกราฟิกที่เคยเห็นในภาพยนตร์ นับว่าเป็นแนวคิดผสมโลกเสมือนกับโลกจริงได้อย่างลงตัวและน่าสนใจ
เช่นเดียวกับที่เกมได้แนะนำผู้บริโภคทั่วไปรู้จักกับคอมพิวเตอร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็น่าจะเป็นอีกครั้งที่เกมจะเป็นเหมือนกับใบเบิกทางสู่โลกเสมือนที่ผู้บริโภคสามารถมีปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยี VR คงไม่หยุดแค่เกมเป็นแน่ แต่มันอาจขยายกิ่งก้านไปยังพรมแดนแห่งการเรียนรู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจโลกใต้สมุทร หรือเดินทะลุภูเขาสูงเสียดฟ้าโดยที่ไม่ต้องออกไปนอกห้องเรียน โลกเทคโนโลยีช่างน่าติดตามจริงๆ ว่าไหมครับ?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s