AMD Radeon R9 Fury X: การ์ดกราฟิกพันธุ์ดุ!

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 226 ประจำเดือนสิงหาคม 2558

กระแสข่าววงการฮาร์ดแวร์พีซีในช่วงที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรร้อนแรงเกินไปกว่าการเปิดตัวชิพกราฟิกชุดใหม่จาก AMD ที่มีออกมายาวเป็นหางว่าว โดยเฉพาะรุ่น Radeon 300 ที่มีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้เป็นระยะ แต่สุดท้ายแล้วซีรีส์ดังกล่าวก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนำรุ่นเก่าอย่าง R9 290X/290 มาแต่งหน้าทาปากให้เร็วขึ้นและออกวางขายในราคาที่ห่างกันเล็กน้อย แถมประสิทธิภาพยังไม่สามารถสู้รุ่นท็อปของคู่แข่งได้อีกต่างหาก

อย่างไรก็ดี ขณะเดียวกัน AMD ก็ได้เปิดตัว Radeon R9 Fury X ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ชื่อรหัสของมันคือ Fiji XT ที่ผู้อ่านบางท่านอาจคุ้นเคยดีเพราะผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับมันมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ตัวชิพใช้สถาปัตยกรรม Graphics Core Next (GCN) 1.2 เช่นเดียวกับรุ่นพระรองอย่าง R9 380 แต่ปริมาณ Stream Processors (SP) กลับถูกเพิ่มปริมาณเกือบเท่าตัว ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเช่นเดียวกัน

นอกจากแกนประมวลผลจะแรงยิ่งกว่าเก่าแล้ว แบนวิธของหน่วยความจำก็ยังมากกว่าด้วย โดยเพิ่มมาอยู่ที่ 512GB/s หรือมากกว่าร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับ R9 390X และมากกว่าร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับ R9 290X ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงของซีรีส์ก่อน

นั่นก็เพราะว่า Fury X คือชิพกราฟิกแรกที่มีการนำหน่วยความจำชนิดใหม่ที่เรียกว่า High Bandwidth Memory (HBM) มาใช้ ทำให้หน่วยความจำมีแบนวิธเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 และประสิทธิภาพต่อวัตต์ (performance per watt) เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับหน่วยความจำชนิด GDDR5 ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่กลับใช้พื้นที่พีซีบีลดลงถึงร้อยละ 94! เลยทีเดียว ทำให้สามารถออกแบบการ์ดให้มีขนาดกะทัดรัดมากกว่ารุ่นท็อปของคู่แข่ง

รายละเอียดอื่นที่น่าสนใจ

1

แกนกลางของ Fury X ประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์กว่า 8900 ล้านหน่วย ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต 28 นาโนเมตร เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า ส่วนปริมาณ SP นั้นก็อยู่ที่ 4096 หน่วย มากกว่า R9 390X ถึงร้อยละ 45 แต่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาจะอยู่ที่ 1050MHz เช่นเดียวกัน

เมื่อมาดูสเปคของหน่วยความจำก็พบว่า แรม HBM ของ Fury X มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่ 500MHz เท่านั้น แม้ว่าจะดูน้อยเมื่อเทียบกับแรม GDDR5 แต่ต้องไม่ลืมว่าแรมชนิดใหม่ดังกล่าวมีปริมาณแบนวิธที่มากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้ส่งผ่านข้อมูลไปได้อย่างรวดเร็วกว่า อีกประเด็นหนึ่งคือข้อจำกัดด้านปริมาณที่สามารถมีได้สูงสุดเพียง 4GB ทำให้อาจเป็นปัญหาเมื่อต้องเล่นเกมภายใต้ความละเอียดสูงๆ แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่ใช่เกมเมอร์ส่วนใหญ่ที่จะมีจอมอนิเตอร์แบบ 4K ไว้ใช้งาน ข้อจำกัดดังกล่าวก็อาจไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญนัก

HBM ปะทะ GDDR5: น้อยกว่าคือมากกว่า

ประโยชน์ของ HBM เมื่อเทียบกับ GDDR5 นอกจากจะเกี่ยวพันธุ์โดยตรงกับประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานแล้ว แรม HBM ก็ยังใช้พื้นที่น้อยกว่าด้วย เพราะการออกแบบโครงสร้างที่แรมจะละก้อนจะถูกวางเรียงซ้อนกันขึ้นไป เพื่อให้เห็นภาพ แรม GDDR5 1GB จะใช้พื้นที่ประมาณ 672 ตารางมิลลิเมตร แต่แรม HBM จะใช้พื้นที่เพียง 35 ตารางมิลลิเมตร เท่านั้น

เปรียบเทียบลักษณะการวางตำแหน่งแรม GDDR5 กับ HBM เห็นได้ว่าแบบหลังใช้พื้นที่น้อยกว่า
เปรียบเทียบลักษณะการวางตำแหน่งแรม GDDR5 กับ HBM เห็นได้ว่าแบบหลังใช้พื้นที่น้อยกว่า

นั่นทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบตัวการ์ดให้มีขนาดเล็กลงได้อีกด้วย โดยปกติแล้วการ์ดรุ่นเรือธงประสิทธิภาพสูงๆ แรมเยอะๆ ล้วนแต่มีความยาวขั้นต่ำ 10 นิ้ว แต่เจ้า Fury X มีความยาวเพียง 7.5 นิ้ว แต่ข้อสังเกตคือ เนื่องจากตัวการ์ดยังคงต้องการไฟที่ 275 วัตต์ ทำให้ชุดระบายความร้อนไม่ได้มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย แต่แทนที่จะแถมชุดฮีทซิงค์ขนาดยักษ์มาให้ AMD เลือกที่จะใช้ชุดระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบปิดแทน โดยระบบดังกล่าวจะทำความเย็นให้กับชื้นส่วนสำคัญๆ บนแผงวงจรของการ์ดทั้งหมด ทำให้สามารถคงอุณหภูมิไว้ที่ระดับ 50 องศาเซลเซียส ตลอดชั่วโมงการเล่นเกมอันยาวนาน

ดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม

ตัวการ์ดพร้อมชุดระบายความร้อน
ตัวการ์ดพร้อมชุดระบายความร้อน

นอกจาก AMD จะเลือกใช้ชุดระบายความร้อนด้วยของเหลว ทำให้การ์ดดูดุดันมากขึ้นแล้ว งานออกแบบตัวการ์ดในภาพรวมก็ทำได้อย่างดีเช่นกัน โดย Fury X ได้รับการดีไซน์แบบใหม่ ดูล้ำสมัย ด้วยรูปทรงคล้ายโครงกระดูกสีดำ โดยที่ด้านหลังถูกปิดด้วยแผ่นอะลูมิเนียมสีดำแวววาว ส่วนแผ่นปิดด้านหน้าก็สามารถถอดเปลี่ยนได้โดยใช้ไขควงขันที่มุมทั้งสี่ด้าน ทำให้ผู้ใช้ที่มีทักษะด้านการออกแบบและการขึ้นรูปสามารถเปลี่ยนแผ่นปิดหน้าให้เป็นรูปแบบใดๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ ยังมี GPU Tach activity meter ที่จะคอยวัดระดับการใช้งานจีพียู โดยอยู่ที่บริเวณช่องเสียบหัวจ่ายไฟขนาดแปดพิน 2 หัว หากไฟ LED ทั้ง 8 สว่างขึ้น แสดงว่าเรากำลังใช้งานจีพียูแบบสุดๆ แต่หากสว่างเพียงดวงเดียวแสดงว่าไม่ได้ถูกใช้งานหนักมาก และหากใครไม่ชอบสีแดงก็สามารถเปลี่ยนเป็นสีฟ้าได้ผ่านทางสวิตช์ที่อยู่ด้านหลังของการ์ด

ทดสอบกันเลย!

เกริ่นกันไปเสียนาน ก็ถึงเวลาทดสอบประสิทธิภาพจริงๆ เสียที โดยสเปคคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทดสอบก็ยังคงเป็น Intel Core i7 3960X4.5GHz แรม 6GB DDR3 และเมนบอร์ด ASUS Sabertooth X79 โดยเริ่มจากโปรแกรมสุดโหด 3DMark 2013 Fire Strike ซึ่งผลทดสอบพบว่าสามารถทำคะแนนไปได้ราว 14400 แต้ม ส่วน 3DMark 11 ภายใต้โหมด Performance ก็ทำคะแนนได้อย่างสวยงามเช่นกันที่ราว 18000 แต้ม เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับหัวแถวจริงๆ ครับ

มาถึงที่การทดสอบประสิทธิภาพการเล่นเกมจริงกันบ้าง โดยผมจะใช้ความละเอียด 1980×1080 พิกเซล กับทุกเกมเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เริ่มจากเกม Grand Theft Auto V (2xMSAA, Very High) โดยผลการทดสอบพบว่าเฟรมเรทเฉลี่ยของเกมวิ่งอยู่ที่ราว 95FPS ซึ่งนับว่าสูงมากเลยทีเดียว ต่อมาที่เกม The Witcher III: Wild Hunt (Ultra Quality) โดยพบว่าการ์ดสามารถทำค่าเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ราว 63FPS ผ่านฉลุยไปแบบสบายๆ และสุดท้ายที่เกม Battlefield Hardline (Ultra, 4xMSAA) ซึ่งตัวการ์ดสามารถทำค่าเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ราว 85FPS ไหลลื่นกันแบบสุดๆ

แน่นอนว่าการ์ดแรงขนาดนี้ ผมก็ต้องขอใช้โอกาสทดสอบการเล่นเกมที่ความละเอียด 4K (3840×2160 พิกเซล) ด้วยซะเลย โดยเริ่มจากเกม Grand Theft Auto V (2xMSAA, Very High) โดยตัวการ์ดสามารถทำค่าเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ราว 42FPS ซึ่งก็นับว่าลื่นอยู่ ต่อมาที่ The Witcher III: Wild Hunt (Ultra Quality, AA) ซึ่งการ์ดสามารถทำค่าเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ราว 34FPS ซึ่งน้อยกว่าเมื่อตอนทดสอบที่ความละเอียด 1080p พอสมควร และสุดท้ายที่ Battlefield Hardline (Ultra, 4xMSAA) โดยตัวการ์ดสามารถทำเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ราว 30FPS ทั้งนี้ จากผลการทดสอบก็พอที่จะสรุปได้ว่าภายใต้ความละเอียดที่มากกว่านั้น ประสิทธิภาพที่ได้รับก็ลดลงเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากใครที่อยากเล่นเกมภายใต้ความละเอียดนี้ ก็คงต้องปรับลดความสวยงามของกราฟิกลงเพื่อให้เกมเพลย์ที่ลื่นขึ้นครับ

ต่อมาที่การทดสอบอุณหภูมิ เช่นเคยที่ผมจะ stress test จนกว่าการวัดผลจะนิ่ง โดยผลการทดสอบพบว่าในขณะ idle จะมีอุณหภูมิที่ราว 26 องศาเซลเซียส ส่วน Full Load จะอยู่ที่ราว 50 องศา เท่านั้น! ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการเลือกใช้ชุดระบายความร้อนด้วยของเหลวแทนที่จะใช้ชุดพัดลมและฮีทซิงค์เช่นเดียวกับการ์ดรุ่นอื่นนั่นเองครับ

สรุป

ด้วยประสิทธิภาพและราคาขาย (ราว 25,000 บาท) ของ AMD Radeon R9 Fury X ที่ใกล้เคียงกับ NVIDIA GeForce GTX 980 Ti ก็พอจะกล่าวได้ว่า ทั้งสองตัวนี้คือรุ่นคู่ปรับที่ฟ้าประทานมาให้กัดกันโดยแท้ แต่ข้อได้เปรียบที่ Fury X มีเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดคือขนาดที่เล็กกว่าและอุณหภูมิขณะใช้งานที่เย็นกว่าด้วยประสิทธิภาพของชุดระบายความร้อนด้วยของเหลว ตลอดจนแรม HBM ที่เป็นของใหม่และยังไม่มีการใช้งานอย่างเป็นเรื่องราวมาก่อน หากจะให้ผมฟันธงลงไปว่าตัวไหนน่าเล่นกว่าก็จะเป็นการลำบากใจ เอาเป็นว่าใครชอบค่ายไหนมากกว่าก็เลือกอันนั้นแหละครับ (ปัดความรับผิดชอบให้ซะ! ฮาๆๆ)

อีกมุมหนึ่งของการ์ด
อีกมุมหนึ่งของการ์ด
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s