แรงเหินเวหาไปกับ Intel Skylake

head

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Future Gamer ฉบับที่ 228 ประจำเดือนตุลาคม 2558

แทบไม่น่าเชื่อว่าหลังจากการเปิดตัวชิพ Broadwell หรือ Core รุ่นที่ห้าไม่ทันไร Intel ก็รีบตอกย้ำความเป็นผู้นำของวงการด้วยการส่ง Skylake ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกนำมาใช้ใน Core รุ่นที่หกเข้าสู่ตลาด จุดเด่นของชิพนี้คือได้รับการขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ และยังคงกระบวนการผลิตไว้ที่ 14 นาโนเมตร แต่หากจะเรียกมันว่า Broadwell เวอร์ชันอัปเกรดก็ดูเหมือนจะดูถูกกันเกินไปสักนิด เพราะ Skylake ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับชิพเซ็ตใหม่ นั่นคือ Intel 100 Series ที่หลายท่านอาจคุ้นเคยกันไปบ้างแล้ว เพราะได้มีเมนบอร์ดวางจำหน่ายมาระยะหนึ่ง การมาพร้อมกับชิพเซ็ตใหม่ไม่ได้หมายเพียงถึงประสิทธิภาพที่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งคุณลักษณะใหม่ๆ ที่จะมาช่วยเพิ่มความเหนือชั้นให้กับระบบโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน รายละเอียดกราฟิกอันน่าตื่นตา การออกแบบที่ยืดหยุ่น ตลอดจนประสบการณ์ใช้งานใหม่เมื่อจับประกบคู่กับ Windows 10 ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกที่ Intel จะเรียก Skylake ว่าโปรเซสเซอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หลากหลายจากหนึ่งเดียว

สารพันโปรเซสเซอร์ Skylake ที่จะวางตลาด
สารพันโปรเซสเซอร์ Skylake ที่จะวางตลาด

Intel กล่าวว่า Skylake คือสถาปัตยกรรมที่สามารถปรับขนาด (scale) ได้ยืดหยุ่นที่สุดเท่าที่เคยได้รับการพัฒนา โดยมันได้รับการนำไปใช้กับ form factor ที่หลากหลายเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์อันหลายหลากของยูสเซอร์ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น compute sticks หรือคอมพิวเตอร์อัดแท่งพร้อมใช้ แท็บเล็ต แล็ปท็อป ultra-thin ที่แปลงร่างเป็นแท็บเล็ตหรือถอดแยกจากคีย์บอร์ดได้ อัลตราบุ๊ค แล็ปท็อปทั่วไป ไปจนถึงเดสก์ท็อปแบบ All-in-One (AiO) มินิเดสก์ท็อป เวิร์คสเตชัน และคอมพิวเตอร์สำหรับเกมเมอร์ จึงทำให้โดยรวมแล้วจะมีโปรเซสเซอร์ที่ใช้สถาปัตยกรรม Skylake กว่า 48 ชิ้น วางจำหน่ายทั้งกับผู้บริโภคทั่วไปและสำหรับองค์กร

สถาปัตยกรรม Skylake ที่นำมาใช้กับโปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่หกนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงสี่ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบโปรเซสเซอร์ที่มีความสามารถในการประมวลผลทั่วไปและกราฟิกอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง และการตอบสนองอย่างรวดเร็วบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้พลังงานต่ำและไร้พัดลมระบายความร้อน (fanless) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถปรับขนาดไปใช้กับคอมพิวเตอร์เวิร์คสเตชันและเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมเมอร์ได้ด้วย ผลที่ได้รับคือชิพบางรุ่นมีประสิทธิภาพกราฟิกที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ประหยัดพลังงานดีขึ้นกว่าร้อยละ 60 แล้วยังรองรับการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K ได้อย่างราบรื่นอีกด้วย

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

นอกจากประสิทธิภาพโดยรวมจะดีขึ้นแล้ว Skylake ยังนำเสนอความสามารถใหม่ๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะในส่วนของการประมวลผลกราฟิกที่ได้รับการออกแบบให้เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดพลังงานยิ่งกว่า และใช้ประโยชน์จาก Windows 10 ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นมันจึงมาพร้อมกับซีรีส์วงจรประมวลผล Intel 500 (ประกอบด้วย Intel HD graphics, Iris graphics และ Iris Pro graphics แล้วแต่รุ่นของโปรเซสเซอร์) ตลอดจนคุณลักษณะใหม่ๆ เช่นการรองรับ DirectX 12 เป็นต้น และนอกจากนี้ ชิพ Core M ก็ยังได้รับการซอยย่อยรุ่นออกเป็น Intel Core m3, m5 และ m7 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกโปรเซสเซอร์ที่เหมาะกับการใช้งานได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

คุณประโยชน์เด่นๆ ของโปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่หก

แม้ว่าสถาปัตยกรรม Skylake จะมีการนำไปใช้กับโปรเซสเซอร์หลายรุ่น แต่ซีรีส์ที่ยูสเซอร์ทั่วไปคุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้น Intel Core เพราะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเดสก์ท็อปและแล็ปท็อปที่ชาวบ้านอย่างเราๆ ใช้กัน เพราะฉะนั้นผมจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้กล่าวถึงความสามารถใหม่ๆ เสียหน่อยนะครับ

Intel กล่าวว่าโปรเซสเซอร์ Core รุ่นหกได้รับการออกแบบให้ดึงศักยภาพของกระบวนการผลิต 14 นาโนเมตร มาใช้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 3D transistors ล่าสุดที่ใช้พลังงานน้อยกว่า และด้วยปริมาณที่มากกว่าจึงทำให้ประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในด้านกราฟิกและมีเดีย แต่กลับยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยี Speed Shift ที่มาพร้อมกันนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการเปลี่ยนสถานะการใช้พลังงานของโปรเซสเซอร์จากโหมดประหยัดพลังงานเข้าสู่โหมดเร่งสปีดเต็มพิกัดได้อย่างรวดเร็ว

พูดถึงการประหยัดพลังงานแล้วก็ขอรบกวนพื้นที่ท่านผู้อ่านอีกสักย่อหน้า เพราะ Intel ได้พัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวให้กับชิพทุกรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่โปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่หกเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานที่น้อยลง แต่ด้วยเทคโนโลยีการจัดการพลังงานและการออกแบบใหม่ ประกอบกับสมรรถภาพที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้กระบวนการผลิต 14 นาโนเมตร จึงทำให้แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ Intel Core m มีความบางและเบากว่า และสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ชั่วโมง อีกด้วย

นอกจากประสิทธิภาพในการประมวลผลและการจัดการพลังงานที่ดีขึ้นแล้ว หนึ่งในคุณลักษณะเด่นอีกประการก็คือความสามารถในการประมวลผลกราฟิกที่ได้รับการพัฒนามากขึ้น ข้อมูลจาก Intel ระบุว่าส่วนประมวลผลกราฟิก Intel Series 500 ใหม่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิกที่ดีขึ้นถึงกว่าร้อยละ 40 สามารถแปลงไฟล์ 4K ได้เร็วขึ้นกว่าร้อยละ 20 และด้วยการที่มันมาพร้อมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะที่มาช่วยแบ่งเบาภาระการเล่นไฟล์ 4K นั้นก็ทำให้ผู้ชมสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ระดับสุดยอดขณะที่ใช้พลังงานน้อยกว่าโปรเซสเซอร์รุ่นก่อนหน้า ทรัพยากรที่เหลือมากมายทำให้ระบบสามารถตอบสนองต่อการมีปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับความสามารถในการเล่นเกมที่หลากหลายขึ้น รวมทั้ง DirectX 12 ที่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเล่นเกม ตลอดจนยังใช้พลังงานน้อยกว่า จึงทำให้เกมเมอร์เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขึ้นจากแล็ปท็อป

โปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่หกได้รับการออกแบบให้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ใช้งานที่ดีให้กับยูสเซอร์ทั้งในวันนี้และวันหน้า เพราะรองรับทั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สาย การรักษาความปลอดภัยใหม่ที่ผู้ใช้ไม่ต้องจำรหัสผ่าน และส่วนประสานงานที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้และเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Intel RealSense และ Windows 10 เพราะมันจะช่วยในการปลดล็อคคอมพิวเตอร์ได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องจำและคีย์รหัสผ่านอีกต่อไป นอกจากนี้ Intel ยังได้เปิดตัว RealSense Camera (R200) ที่นำมาใช้กับโน้ตบุ๊กแบบถอดแยกคีย์บอร์ด (detachable) บางรุ่น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สามารถใช้คุณลักษณะใหม่ๆ อย่างการสแกนแบบสามมิติ การวัดและจับความลึก ตลอดจนการถ่ายวิดีโอและภาพถ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Intel Core รุ่นที่หก + Windows 10 = ประสบการณ์ที่สุดยอด
Intel Core รุ่นที่หก + Windows 10 = ประสบการณ์ที่สุดยอด

สำหรับการเชื่อมต่อนั้นก็ได้รับการพัฒนาไปอย่างไม่น้อยหน้า เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Intel Wireless Display (WiDi), Intel Pro WiDi และ WiGig ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อแบบไร้สายสามารถทำได้โดยง่าย แต่สำหรับใครที่ต้องการความเร็วกว่านั้น โปรเซสเซอร์ใหม่นี้ก็รองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อยุคหน้าอย่าง Thunderbolt 3 ที่สามารถใช้งานร่วมกับพอร์ต USB Type-C ได้ที่ความเร็ว 40 Gbps (เร็วกว่า USB 3.0 ถึงแปดเท่า) ทำให้คอมพิวเตอร์ในยุคหน้าอาจไม่ต้องมีพอร์ตหลายช่องให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะพอร์ตเดียวสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับดีไวซ์ภายนอก จอมอนิเตอร์ หรือด็อกกิ้งต่างๆ

Skylake + Windows 10 = ประสบการณ์พีซียุคหน้า

Intel ได้จับมือกับ Microsoft ในการพัฒนาโปรเซสเซอร์ Intel Core รุ่นที่หกให้รองรับคุณลักษณะใหม่ๆ ของ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น Windows Hello และ Intel RealSense Camera ที่ช่วยให้การระบุตัวตน (authentication) และล็อคอินเข้าสู่ระบบเป็นเรื่องง่ายผ่านเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า (facial recognition) ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องจำรหัสผ่านให้ปวดหัว นอกจากนี้ Cortana ผู้ช่วยดิจิทัลก็ยังได้รับประโยชน์จากการใช้งานโปรเซสเซอร์ใหม่นี้ด้วยการนำฮาร์ดแวร์มาประมวลผล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

อีกหน่อยคงไม่ต้องจำรหัสให้ยุ่งยากต่อไป
อีกหน่อยคงไม่ต้องจำรหัสให้ยุ่งยากต่อไป

สรุป

สถาปัตยกรรม Skylake ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ยุคหน้าโดยแท้ เพราะมันสามารถปรับขนาดไปใช้ได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กไปจนถึงเดสก์ท็อปขนาดใหญ่ การออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้พลังงานน้อยกว่านั้นได้ช่วยทลายข้อจำกัดด้านความบางและเบาของคอมพิวเตอร์พกพา ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ส่วนการรองรับคุณสมบัติใหม่ใน Windows 10 นั้นก็แสดงให้เห็นทิศทางการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่จะไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้สามารถดึงประโยชน์ของกันและกันออกมาได้อย่างสูงสุดนั่นเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s