ไขรหัส Polaris: หมัดดาวเหนือจาก AMD

หลังจากที่ AMD ได้เปิดตัวชิพ Fury ไปเมื่อปีที่แล้ว (พร้อมกับชิพตระกูล Radeon Rx 300 อีกเป็นขบวน) และได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการการ์ดกราฟิกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนั้น เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดของสถาปัตยกรรมกราฟิกรุ่นใหม่ตามออกมาติดๆ โดยจะมีการนำมาใช้กับการ์ดกราฟิกของค่ายตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สถาปัตยกรรมดังกล่าวมีชื่อรหัสว่า Polaris

เมื่อเปิดพจนานุกรมก็จะพบว่า Polaris แปลว่า “ดาวเหนือ” ที่นักเดินทางครั้งกระโน้นใช้แสงสว่างเป็นเครื่องนำทาง จึงอาจเป็นนัยให้เห็นว่า AMD อาจตั้งใจให้สถาปัตยกรรมใหม่นี้เป็นผู้บุกเบิกศักราชใหม่ให้กับการ์ดกราฟิกสีแดงที่จะออกตามมาเป็นกองทัพ และสามารถสู้รบปรบมือกับสนามแข่งกับ NVIDIA ที่วางแผนเปิดตัวสถาปัตยกรรมชิพกราฟิกใหม่ในปีนี้เช่นกัน แต่ในวันนี้ก็มาทำความรู้จักกับ Polaris กันอย่างคร่าวๆ ก่อนนะครับ

สเปคใหม่ท้าชน NVIDIA

1
แสงสว่างทำทางจาก AMD

ข้อมูล (ที่ยังน้อยนิด) จาก AMD ระบุว่า Polaris ประกอบไปด้วยคุณลักษณะใหม่มากมายที่อาจทำให้ NVIDIA ต้องหนาวๆ ร้อนๆ อาทิ แกนประมวลผลกราฟิก GCN เวอร์ชันที่ 4 (ปัจจุบันคือเวอร์ชัน 3 หรือ GCN 1.2 พบได้ใน Radeon R9 285 และ R9 Fury เป็นต้น) ส่วนควบคุมหน่วยความจำใหม่ แกนประมวลผลมัลติมีเดียใหม่ และโปรเซสเซอร์ประมวลผลรูปทรงเรขาคณิตใหม่ยัดอยู่ในชิพก้อนเดียว ทว่าสิ่งที่ได้รับการเน้นย้ำเป็นพิเศษกคือ การใช้พลังงานที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

2
ภายในสถาปัตยกรรม Polaris

ในงานเปิดตัวนั้น AMD ได้แสดงให้สื่อมวลชนประจักษ์ถึงศักยภาพการประหยัดพลังงานของสถาปัตยกรรมนี้ด้วยการรันเกม Star Wars: Battlefront ที่ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ที่ค่าเฟรมเรทเฉลี่ย 60FPS บนพีซีที่ขับเคลื่อนด้วยจีพียู Polaris รุ่นต้นแบบ ซึ่งผลทดสอบพบว่าใช้พลังงานเพียง 86 วัตต์! ชณะที่เมื่อรันด้วยการ์ด NVIDIA GeForce GTX 950 นั้นใช้พลังงานมากถึง 140 วัตต์

นอกจากจะได้รับการออกแบบให้กินไฟน้อยกวาคู่แข่งแล้ว Polaris ยังแถมพกมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ อาทิ รองรับการเชื่อมต่อ HDMI 2.0a และ DisplayPort 1.3 ที่มอบแบนวิธที่มากกว่า จึงพร้อมใช้งานร่วมกับจอมอนิเตอร์ที่มีความละเอียดและค่า refresh rate สูง สามารถต่อกรกับชิพของ NVIDIA ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ พร้อมรองรับเทคโนโลยี FreeSync กับการรับชมภาพยนตร์ที่มีลูกเล่น high-dynamic range (HDR) ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังรองรับคุณสมบัติเข้า/ถอดรหัสมาตรฐานการบีบอัดวิดีโอ H.265 ได้ความละเอียดสูงสุด 4K/UHD อีกด้วย เรียกได้ว่านำมาเล่นเกมใหม่ๆ ก็ได้ ใช้งานงานมัลติมีเดียต่างๆ ก็ดี

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าชิพกราฟิกสถาปัตยกรรม Polaris รุ่นแรกๆ ที่จะวางจำหน่ายนั้นจะยังไม่มาพร้อมกับหน่วยความจำ High Bandwidth Memory (HBM) เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูง โดยเฉพาะกับโมเดลที่จะมาใช้กับคอมพิวเตอร์พกพา แต่จะมาพร้อมกับแรม GDDR5 หรือ GDDR5+ ซึ่งอยู่ในเครือญาติเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า AMD จะทิ้ง HBM ไปเลยนะครับ แต่อาจสงวนไว้สำหรับชิพกราฟิกรุ่นสูงๆ หรือรอจังหวะให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่านี้

หลายชิพ หลากสไตล์

แม้ว่าขณะที่เขียนบทความนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าชิพที่ใช้สถาปัตยกรรม Polaris จะประกอบไปด้วยรุ่นใดบ้าง แต่จากการขุดคุ้ยแหล่งข้อมูลต่างๆ ก็พอสรุปได้ว่า AMD จะวางจำหน่าย 2 รุ่นด้วยกันระยะแรก ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายแยกจากกันอย่างชัดเจน

3
สรุปคุณลักษณะสำคัญของ Polaris

โดยรุ่นแรกคือ Polaris 10 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานกับโน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กโดยเฉพาะ เห็นได้จากการให้ความสำคัญต่อการประหยัดพลังงานของตัวชิพและความสะดวกในการยัดใส่คอมพิวเตอร์พกพา แต่ก็ยังคงประสิทธิภาพในการเล่มเกมไว้ให้เหนือกว่าชิพระดับเดียวกันของคู่แข่งและชิพกราฟิกแบบฝังในตัวโปรเซสเซอร์ทั้งหลาย ลองคิดดูว่าหากเราสามารถยัดชิพ Polaris ไว้ในอัลตราบุ๊กรูปงามอย่าง Microsoft Surface Book, Razer Blade หรือ Dell XPS เราก็จะได้ทั้งโน้ตบุ๊กที่มีขนาดกะทัดรัด สะดวกต่อการพกพา และรองรับการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี นี่ล่ะคือกระบี่สำหรับเกมเมอร์พเนจรของแท้ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบพีซีขนาดเล็กเน้นใช้งานมัลติมีเดียเป็นส่วนใหญ่ ก็จะมีตัวเลือกชิพกราฟิกมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ส่วนอีกรุ่นหนึ่งก็คือ Polaris 11 ที่แน่นอนว่าได้รับการออกแบบโดยเน้นประสิทธิภาพเป็นสำคัญ จึงเหมาะกับการเล่นเกมมากกว่า แต่ก็ยังคงความประหยัดพลังงานเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงอาจพอคาดเดาได้ว่าเจ้านี่อาจกลายมาเป็นหัวใจหลักของการ์ดกราฟิกตระกูล Radeon Rx 400 ก็ได้ ทั้งนี้ กำหนดการเปิดตัวโดยคร่าวของทั้งสองโมเดลอยู่ที่ช่วงกลางปี

4
ประสิทธิภาพระดับคอนโซล ในรูปโฉมบางและเบา เกมเมอร์ได้มีเฮ

ขอกล่าวเสริมอีกนิดว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาปัตยกรรม Polaris ใช้พลังงานน้อยกว่าก็คือมีการนำกระบวนการผลิตใหม่มาใช้ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าทั้ง AMD และ NVIDIA ต่างติดแหง็กอยู่ที่ขนาดกระบวนการผลิต 28 นาโนเมตร แต่ในปีนี้ AMD ประกาศอย่างแน่นอนแล้วว่าจะลดขนาดกระบวนการผลิตชิพกราฟิกลงมาอยู่ที่ 14 หรือ 16 นาโนเมตร ซึ่งทั้งคู่ต่างรองรับ FinFET ที่สามารถควบคุมการรั่วไหลของพลังงานได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่มอบประสิทธิภาพที่เหนือกว่าไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ AMD ไม่ใช่เจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการผลิตชิพ เพราะก่อนหน้านี้ได้ถูก Intel นำหน้าไปก่อนด้วยเทคโนโลยี Tri-Gate ในโปรเซสเซอร์ Ivy Bridge ตั้งแต่ ค.ศ. 2012 โน่น เพราะฉะนั้นการที่ AMD นำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้จึงนับเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งอาจมองได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณท้าชิงความเป็นผู้นำของวงการอีกครั้ง

สรุป

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่สดใสสำหรับ AMD นัก เพราะองค์กรได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนโฉม มีข่าวเปลี่ยนตัวผู้บริหารบ่อยครั้ง และผลิตภัณฑ์อาจไม่โดดเด่นเหนือคู่แข่งมากพอ แต่หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็จะพบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ AMD ประสบปัญหาถูกศัตรูแซงหน้าเช่นนี้ เพราะในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก็ได้เคยถูก NVIDIA ถล่มยับด้วยชิพตระกูล GeForce, GeForce 3 และ GeForce 4 แต่ก็สามารถตีโต้กลับด้วยชิพ Radeon 9700 ที่มีประสิทธิภาพพอฟัดพอเหวี่ยงได้อย่างสวยงาม พร้อมกับทวงที่ทางในหัวใจของเกมเมอร์อีกครั้ง

Polaris จะสามารถทำได้อย่างชิพในตำนานดังกล่าวหรือไม่? ยังไม่มีใครทราบ เพราะกว่าที่เราจะได้สัมผัสและทดสอบการ์ดกราฟิกที่ใช้สถาปัตยกรรมดังกล่าวกันจริงๆ ก็คงเป็นช่วงกลางปี และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าคู่แข่ง NVIDIA ก็กำลังซุ่มทำสถาปัตยกรรมชิพกราฟิกใหม่เช่นเดียวกัน ดังนั้นการศึกในครั้งนี้จึงไม่ง่าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือผู้บริโภคอย่างเราจะมีตัวเลือกน่าสนใจรอซื้อเต็มตลาดไปหมด ซึ่งนั่นคงไม่เป็นผลดีต่อประชากรเงินในกระเป๋าของเราแน่ครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s