อนาคตของสมาร์ทวอทช์

ขณะที่ผมกำลังหาข้อมูลประกอบการเขียนบทความนี้ ได้มีข่าวหนึ่งซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการการศึกษาไทย นั่นคือข่าวการทุจริตการสอบเข้าศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยผู้เข้าสอบได้ใช้นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ หรือสมาร์ทวอทช์ ในการรับคำตอบจากบุคคลภายนอก ที่ได้ว่าจ้างให้นักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปสอบแล้วถ่ายรูปข้อสอบโดยใช้กล้องขนาดเล็กที่ติดกับแว่นตา!

“ให้ตายเถอะ!” ผมอุทาน ขณะกำลังดูรายการเล่าข่าวยามเช้ากับคุณแม่ แล้วคิดในใจ “นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน!?” จุดที่เทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือทุจริตอย่างน่าไม่อาย อีกทั้งคณะที่น้องๆ เหล่านั้นต้องการเข้าศึกษา ก็เป็นหนึ่งในคณะที่เมื่อจบแล้วต้องออกไปรับใช้สังคม มีหน้ามีตา และมีหลักจรรยาบรรณเหนียวแน่น นี่ถ้ารู้จักโกงกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้เรียน แล้วหากโตไปประกอบอาชีพจะทำได้ถึงขนาดไหน ก็เป็นเรื่องน่าคิด

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบทความนี้!? ส่วนตัวแล้วคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมการใช้สมาร์ทวอทช์ที่เพิ่มขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้เราคิดแต่เพียงว่ามีเพียงผู้ใช้กลุ่ม early adopter เท่านั้นที่ยอมควักตังค์เป็นเจ้าของ และเมื่อได้ลองค้นหาในร้านค้าออนไลน์ชื่อดัง Lazada ก็พบสมาร์ทวอทช์มากมายหลากหลายราคา ตั้งแต่แบรนด์จีนราคาไม่กี่พันไปจนถึง Apple Watch ราคาหลักหมื่น จึงคิดว่าคงน่าสนใจไม่น้อยหากเราจะกลับมาวิเคราะห์อนาคตของมันอีกครั้ง

เราอยู่ตรงไหนกัน?

รายงานล่าสุดจาก Strategy Analytics แสดงให้เห็นยอดจัดส่งสมาร์ทวอทช์ที่เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายกว่าร้อยละ 223 หรือจาก 1.3 ล้านหน่วย ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ไปเป็น 4.2 ล้านหน่วย ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีผู้นำตลาดคือ Apple ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 52.4 ตามมาด้วย Samsung ที่ร้อยละ 14.3 ขณะที่แบรนด์อื่นรวมกันอยู่ที่ร้อยละ 33.3 สอดคล้องกับรายงานของ Gartner ที่ระบุว่า สมาร์ทวอทช์คือสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมใส่ได้ (wearable device) ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด

1
Apple Watch ยังครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทวอท์ชทั้งหมด

เป็นความจริงที่ว่า สมาร์ทวอทช์ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมีอยู่ในตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สาเหตุที่ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็เพราะผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้พัฒนาให้ความสำคัญกับการงานดีไซน์และความเป็นเอกลักษณ์ ให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงความเป็นตัวตนออกมาได้ และที่สำคัญคือการเข้ามาอย่างเต็มตัวของ Apple กับ Google ที่ต่างพัฒนาแพลตฟอร์มสมาร์ทวอทช์ของตนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อให้เกิดระบบนิเวศอันประกอบด้วยแอปพลิเคชัน อุปกรณ์เสริม และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การชำระเงินออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้กับชีวิตดิจิทัลของผู้ใช้ อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้พัฒนาเจ้าอื่นกระโดดเข้ามาร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มทางเลือกด้วย อาทิ Tizen จาก Samsung และ Pebble

อะไรที่โดน?

หนึ่งในคุณสมบัติอันโดดเด่นที่สุดของสมาร์ทวอทช์เห็นจะไม่มีอะไรเกิน “การแจ้งเตือน” เพราะขนาดหน้าจอที่เล็กนั้นได้เอื้อต่อการส่งข้อมูลขนาดย่อย ผู้ใช้เพียงชำเลืองมองด้วยหางตาก็ทราบได้ทันทีถึงอัปเดตข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในแวดวงสนทนา หรือข้อความเข้า โดยไม่ได้เสียเวลาควักสมาร์ทโฟน (ที่นับวันจะมีจอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ) ออกมาจากกระเป๋า ทำให้ไม่เป็นการเสียมารยาทขณะกำลังนั่งโต๊ะร่วมกับผู้อื่น หรือพูดอีกนับหนึ่งก็คือ สมาร์ทวอทช์สามารถใช้เป็นหน้าจอที่สองและเป็นส่วนต่อขยายของสมาร์ทโฟนได้อย่างสมบูรณ์

อีกคุณสมบัติที่สมาร์ทวอทช์ทุกแบรนด์ต้องโฆษณาถึงก็คือ การตรวจวัดความฟิตและสุขภาพของผู้สวมใส่ เนื่องจากสมาร์ทวอทช์คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ติดตัวผู้ใช้มากที่สุด จึงสามารถนำสารพันเซนเซอร์ขนาดจิ๋วมาประยุกต์เพื่อตรวจวัดสุขภาพของผู้ใช้ได้ อาทิ การวัดอัตราการเต้นหัวใจ การนับจำนวนก้าวที่เดิน และแอปเพื่อการกีฬาต่างๆ เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพมากขึ้น

2
การตรวจวัดความฟิตและสุขภาพคือหนึ่งในฟังชันเด่นของสมาร์ทวอท์ช

และสำหรับฟังชันสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ การใช้มันควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยรอบให้สมกับเป็นยุค Internet of Things (IoT) ที่เครื่องใช้ธรรมดาจะถูกติดไมโครชิพขนาดเล็ก เพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและบันทึกข้อมูลอรรถประโยชน์ต่างๆ เช่น หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องเสียง รวมไปถึงการใช้สมาร์ทวอทช์เป็นเสมือน “บัตรผ่าน” กับ “บัตรเครดิต” ที่สามารถใช้สแกนหรือชำระเงินได้

อะไรที่ไม่โดน?

เนื่องจากยังถือว่าเป็นสินค้าน้องใหม่ในตลาด สมาร์ทวอทช์ยังมีข้อติติงอยู่บ้าง เริ่มจากการที่ต้องทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่การติดตั้ง การลงแอป รวมไปถึงการใช้งานบางคุณสมบัติ เช่น อินเทอร์เน็ต GPS และระบบการแจ้งเตือน เป็นต้น ทำให้เหมือนกับเป็นการบังคับให้เราต้องนำสมาร์ทโฟนไปด้วยตลอดเวลา ทั้งที่อยากวางไว้บนโต๊ะใจจะขาด มิหนำซ้ำการเชื่อมต่อในบางครั้งก็ยังสะดุดอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับสมาร์ทวอทช์แบรนด์ราคาถูกที่โฆษณาว่าสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้หลายค่าย

และด้วยเหตุที่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่มีแอป standalone น้อยมาก อีกทั้งที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีคุณสมบัติอะไรที่น่าพูดถึงมากนัก ยกตัวอย่างเช่น แอปแชตทั้งหลายที่ส่วนใหญ่รองรับได้แต่เพียงการดูข้อความเข้า แต่หากจะพิมพ์โต้ตอบก็ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาพิมพ์อยู่ดี

3
แอป standalone ของสมาร์ทวอท์ชที่ยังน้อยคือประเด็นที่ต้องแก้ไข

สำหรับข้อสุดท้ายที่นับว่าเป็นปัญหามากก็คือ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เช่น Apple Watch สามารถอยู่ได้เพียง 18 ชั่วโมง ภายใต้สภาวะการใช้งานปกติ ขณะที่นาฬิกาข้อมือทั่วไปสามารถอยู่ได้เป็นปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้บางส่วนแจ้งว่า การใช้งานร่วมกับสมาร์ทวอทช์ ทำให้สมาร์ทโฟนใช้พลังงานมากขึ้นด้วย เพราะต้องใช้บลูทูธรับส่งข้อมูลระหว่างกันตลอดเวลา หากสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติหลากหลายมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานที่มากขึ้น ก็จะทำให้เรื่องแบตเตอรี่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

อนาคตอยู่บนข้อมือ?

อาจกล่าวได้ว่า สมาร์ทวอทช์คืออุปกรณ์ที่ทำให้ความฝันในวัยเด็กของใครหลายคนเป็นจริงขึ้นมา เพราะต่อจากนี้ เราจะสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ ได้จากข้อมือเหมือนกับที่เคยเห็นในการ์ตูนหรือภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นคำถามจึงไม่ได้อยู่ที่สมาร์ทวอทช์จะอยู่หรือไป แต่อยู่ที่เมื่อไรมันจะถูกพัฒนาให้เต็มศักยภาพ

แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผู้ผลิตต้องพยายามแก้ปัญหาที่กล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ปริมาณกับคุณภาพของแอปที่รองรับ ไปจนถึงเรื่องของ “มูลค่า” ในระยะยาว เพราะมักมีผู้นำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์นาฬิกาข้อมือหรูอย่าง Cartier หรือ Patek ที่สามารถส่งมอบให้เป็นของขวัญจากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งการนำสายรัดจาก Hermès มาผูกไว้กับตัวเรือนอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ แต่อาจต้องเป็นอะไรที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่ ให้รู้สึกว่าสมาร์ทวอทช์เรือนนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริง หรือเป็นสิ่งที่โดดเด่น เรื่องแบบนี้อาจต้องใช้เวลา เพราะไม่แน่ว่าเมื่อ Apple มีอายุครบร้อยปี ราคาของ Apple Watch รุ่นแรกอาจพุ่งสูงขึ้น และกลายเป็นของหายาก

แต่ถึงอย่างไร อนาคตของสมาร์ทวอทช์อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีส่วนประกอบขณะนั้นด้วยว่าจะสามารถรองรับวิสัยทัศน์ที่ว่านั้นด้วยหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องแบตเตอรี่ เพราะหากยังไม่มีซัพพลายเออร์รายใดสามารถผลิตแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่อึดทนนานได้แล้ว ผู้ผลิตสมาร์ทวอทช์ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะหากินกันของเดิม เช่นเดียวกับขนาดของตัวเครื่องที่หากผู้ผลิตโปรเซสเซอร์ไม่สามารถผลิตชิพที่มีขนาดเล็กพอก็เป็นอันจบ เป็นต้น

4
ในอนาคตผู้ช่วยดิจิทัลอย่าง Siri คงจะสามารถจัดการธุระปะปังต่างๆ แทนเราได้

นอกจากนี้ มีแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับสมาร์ทวอทช์ที่น่าสนใจนำมากล่าวถึงในที่นี้ก็คือ การทำให้มันเป็นเหมือนกับศูนย์กลางที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา และสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นที่อยู่โดยรอบ การดำเนินการทุกอย่างจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ปราศจากการป้อนคำสั่งโดยผู้ใช้ การทำงานซับซ้อนต่างๆ จะเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง ภายใต้กลไกอันชาญฉลาดของ “บ็อต” (bot) หรือ A.I. ที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในคราวหน้าครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s